ทนายบ้านและคอนโด

ทนายบ้านและคอนโด Thailand Property Law Service
บริการงานกฎหมาย นิติกรรม ทนายความด้านอสังหาริมทรัพย์ และคดีผู้บริโภค We never stop until our client get money back.

With more than 10-year of experience in real-estate and Legal service, House Condo Lawyer team has handled over than 1,000 cases with accumulated worth of cases more than billions. In one case, altogether we have retrieved the money back to our client more than 10 million baht. Let us be the solution to alleviate your troubles.
ทนายบ้าน และคอนโด ด้วยประสบการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ และทนายความที่ว่

าความ กว่า 10 ปี อสังหาฯ ผ่านมือมา นับพันคดี มูลค่าหลักหลายพันล้าน หลายคดีในนั้น เราสู้ให้ถึงที่สุด อุทธรณ์ ไม่รับฎีกา จนได้เงินคืนพร้อมค่าปรับ 10 กว่าล้าน เราอยู่กับลูกความจนถึงที่สุด ขอให้เราเป็นหนึ่งในตัวช่วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และปกป้องสิทธิให้คุณ
💖💖💖 House & Condo Lawyer 💖💖💖
“ Take care with sincerity, Protect your right with law”
💖💖💖 ทนายบ้าน และคอนโด 💖💖💖 "ดูแลคุณด้วยใจ ปกป้องสิทธิให้คุณด้วยกฏหมาย"
สนใจปรึกษาเบื้องต้น “ฟรี” สอบถาม ปรึกษา นัดหมายปรึกษาทางโทรศัพท์ โทร. 080-315-5686 หรือ inbox เฟสบุ๊คเพจ FB.ทนายบ้านและคอนโด 🙂 Free Initial Consult with our Lawyer via Phone or Inbox!!! 😉 080-315-5686 or inbox
😁Line ID :
-------------------------------------------------------------------
#ทนายบ้านและคอนโด #ทนายคอนโด #ทนายอสังหาริมทรัพย์ #คืนเงินดาวน์ #คืนเงินคอนโด #กฏหมายอสังหาริมทรัพย์ #ฟ้องคอนโด #สัญญาไม่เป็นธรรม #สัญญาเอาเปรียบ #ค่าเปลี่ยนสัญญา #สัญญาจะซื้อจะขาย #แบบสัญญามาตรฐาน #นิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ #พินัยกรรม #ข้อพิพาทอสังหาริมทรัพย์

🚨 โปร่งใส 100% ขอยกเลิกโครงการบ้านจัดสรร ต้องโชว์ผ่าน “ดิจิทัล”⚖️ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568เคยได้ยินข...
22/08/2026

🚨 โปร่งใส 100% ขอยกเลิกโครงการบ้านจัดสรร ต้องโชว์ผ่าน “ดิจิทัล”
⚖️ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568
เคยได้ยินข่าวประเภทที่ว่า... 🏘️
ลูกบ้านซื้อบ้านหรือที่ดินในโครงการจัดสรรแห่งหนึ่งไปแล้ว อยู่ ๆ วันดีคืนดี พื้นที่สาธารณูปโภคบางส่วน หรือแม้กระทั่ง พื้นที่ข้างเคียงที่ควรจะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ กลับถูกดีเวลลอปเปอร์แอบไปยื่นเรื่อง
❌ “ขอยกเลิกการจัดสรรที่ดิน”
แบบเงียบ ๆ เพื่อเอาที่ดินผืนนั้นกลับไปขายต่อ ทำตึกแถว หรือเปลี่ยนไปพัฒนาเป็นอย่างอื่น โดยที่ลูกบ้านในโครงการไม่มีใครรู้เรื่องเลย เรื่องแบบนี้เคยเป็นช่องว่างที่สร้างความเจ็บปวดให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มานับไม่ถ้วน
แต่ต่อจากนี้ไป...
💡 “การลักไก่ในที่มืด” อาจทำได้ยากขึ้นกว่าเดิมมาก
เพราะ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 8 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 55 เดิม ได้นำขั้นตอนการขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินเข้าสู่กระบวนการเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น
โดยเพิ่มการประกาศผ่าน ระบบดิจิทัล เพื่อยกระดับความโปร่งใสและช่วยปกป้องสิทธิของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
🏚️ ปมปัญหาในอดีต: แอบยกเลิกเงียบ ๆ รู้ตัวอีกทีอาจไม่ทันแล้ว
ในทางกฎหมายอสังหาริมทรัพย์ คำว่า
📌 “การยกเลิกการจัดสรรที่ดิน”
หมายถึง การที่ผู้ประกอบการยื่นคำขอเพื่อนำที่ดินบางส่วนหรือทั้งหมด ออกจากการเป็นที่ดินจัดสรรตามกฎหมาย หากดำเนินการสำเร็จ ที่ดินผืนนั้นอาจหลุดพ้นจากข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสาธารณูปโภคหรือส่วนกลาง และผู้ประกอบการอาจสามารถนำไปขายต่อ หรือพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบอื่นที่สร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
แต่ปัญหาสำคัญของกฎหมายและกระบวนการเดิม คือ ช่องทางการประกาศให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับทราบยังมีข้อจำกัด
📄 1. ประกาศในจุดที่ไม่มีคนเห็น
การประกาศแบบเดิมมักอยู่ในรูปแบบเอกสารกระดาษ นำไปติดไว้ตามสถานที่ราชการ หรือบอร์ดภายในโครงการจัดสรร แต่ในความเป็นจริง มีลูกบ้านกี่คนที่เดินไปตรวจสอบบอร์ดเหล่านี้ทุกวัน?
⚠️ 2. ลูกบ้านกลายเป็นผู้รับผลกระทบ
กว่าลูกบ้านจะรู้ว่า
🌳 พื้นที่สวนข้างบ้าน
🛣️ ถนนทางเข้าบางส่วน
🏞️ หรือพื้นที่บางส่วนที่เคยเข้าใจว่าเป็นของโครงการ
กำลังถูกขอยกเลิกการจัดสรร เอกสารประกาศอาจครบกำหนดระยะเวลาไปแล้ว หรือกระบวนการอนุมัติอาจดำเนินไปจนเสร็จสิ้น
ผลก็คือ...
❌ คัดค้านไม่ทัน
❌ สูญเสียประโยชน์ที่เคยได้รับ
❌ และอาจกระทบต่อมูลค่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่
🔥 กฎหมายใหม่จัดหนัก! เปิดเผยข้อมูล 2 ชั้น “อนาล็อก + ดิจิทัล”
เพื่อปิดช่องว่างในการรับรู้ข้อมูล พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 8 จึงได้ปรับกระบวนการแจ้งข่าวสารใหม่ ผู้จัดสรรที่ดินที่ต้องการขอยกเลิกการจัดสรร จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผ่าน 2 ช่องทางหลัก เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีโอกาสรับรู้ข้อมูลอย่างทั่วถึงมากขึ้น
📍 ช่องทางที่ 1 : ประกาศทางกายภาพในสถานที่สำคัญ 5 แห่ง
กฎหมายยังคงรักษาระบบประกาศในพื้นที่เอาไว้ โดยกำหนดให้ต้องนำคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินไปปิดประกาศไว้อย่างเปิดเผย ณ สถานที่สำคัญ ได้แก่
🏢 1. สำนักงานที่ดินแห่งท้องที่ ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่
🏛️ 2. ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขต ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่
🏘️ 3. ที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่
👤 4. ที่ทำการกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านแห่งท้องที่
และจุดที่สำคัญอย่างยิ่งคือ
📌 5. บริเวณที่ดินโครงการจัดสรรผืนที่ขอยกเลิก
เพื่อให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จริงสามารถมองเห็นและรับรู้เรื่องดังกล่าวได้โดยตรง
💻 ช่องทางที่ 2 : ประกาศผ่านระบบดิจิทัล — ไฮไลต์สำคัญของกฎหมายใหม่
นี่คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจที่สุดของกฎหมายฉบับนี้
กฎหมายกำหนดให้ข้อมูลเกี่ยวกับคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินต้องเข้าสู่
🌐 ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกรมที่ดิน หรือระบบออนไลน์
และต้องมีการ
⏳ เผยแพร่ไว้ในระบบอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 60 วัน
การนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ ถือเป็นการลดข้อจำกัดเรื่องสถานที่และการเข้าถึงข้อมูลอย่างมาก
ต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะ...
💼 นั่งทำงานอยู่ที่ออฟฟิศ
🏡 อยู่ต่างจังหวัด
✈️ หรืออยู่ต่างประเทศ
ก็สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูล สิทธิ ประวัติ หรือสถานะเกี่ยวกับที่ดินจัดสรรในโครงการที่ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องได้สะดวกขึ้น
หากพบความผิดปกติ หรือเห็นว่าการยกเลิกดังกล่าวอาจกระทบต่อสิทธิหรือประโยชน์ส่วนรวม ก็มีโอกาสเตรียมตัวและยื่นคัดค้านได้ภายในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
🔍 ถอดรหัสผลลัพธ์: ความต่างของสองขั้วเมื่อระบบเปลี่ยน
การยกระดับความโปร่งใสผ่านทั้งระบบประกาศทางกายภาพและระบบดิจิทัลครั้งนี้ ส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อทั้ง
🏢 ผู้ประกอบการ
และ
🏡 ผู้บริโภค
อย่างเห็นได้ชัด
🏗️ การปรับตัวและผลกระทบต่อฝั่งดีเวลลอปเปอร์ หรือผู้จัดสรรที่ดิน
🚫 1. หมดสิทธิ์ “ลักไก่” หรือทำอะไรใต้โต๊ะได้ง่ายเหมือนเดิม
กระบวนการขอยกเลิกการจัดสรรจะถูกเปิดเผยและสามารถถูกตรวจสอบได้จากทั้งภาครัฐ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชาชนผ่านระบบออนไลน์
📐 2. ต้องวางแผนการใช้ที่ดินอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้น
ดีเวลลอปเปอร์ไม่สามารถคิดง่ายทำง่ายในลักษณะ
“สร้างไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนใจทีหลัง”
ได้เหมือนเดิม
เพราะเมื่อมีความจำเป็นต้องขอยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ในภายหลัง กระบวนการจะต้องถูกเปิดเผย และอยู่ภายใต้การตรวจสอบจากผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น
🤝 3. ต้องสร้างความโปร่งใสและการยอมรับจากลูกบ้านล่วงหน้า
หากมีความจำเป็นต้องยกเลิกที่ดินบางส่วนจริง ๆ ผู้ประกอบการควรหันมาใช้แนวทาง
💬 ชี้แจงเหตุผล
📑 เปิดเผยข้อมูล
🤝 เจรจากับลูกบ้านอย่างตรงไปตรงมา
แทนการดำเนินการแบบเงียบ ๆ เหมือนที่อาจเคยเกิดขึ้นในอดีต
🏡 ประโยชน์และอำนาจที่เพิ่มขึ้นของฝั่งลูกบ้าน หรือผู้ซื้อที่อยู่อาศัย
📱 1. เข้าถึงสิทธิและข้อมูลได้ง่ายขึ้นเพียงปลายนิ้ว
ลูกบ้านไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการเดินไปตรวจสอบบอร์ดประกาศตามสำนักงานที่ดินหรือสถานที่ราชการเพียงอย่างเดียว
ระบบดิจิทัลของกรมที่ดินจะกลายเป็นอีกช่องทางสำคัญในการตรวจสอบความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
เสมือนเป็น
🚨 “หอเตือนภัยด้านข้อมูล”
ที่ช่วยให้เจ้าของทรัพย์สามารถเฝ้าระวังสิทธิของตนเองได้สะดวกกว่าเดิม
⏰ 2. มีเวลาเตรียมตัวและคัดค้านมากขึ้น
กรอบเวลาการเผยแพร่ข้อมูลบนระบบออนไลน์ ไม่น้อยกว่า 60 วัน
เป็นช่วงเวลาที่ช่วยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถ
👥 รวบรวมรายชื่อลูกบ้าน
⚖️ ปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญ
📑 ตรวจสอบเอกสารและข้อกฎหมาย
✍️ เตรียมคำคัดค้าน
ได้อย่างเป็นระบบ หากเห็นว่าการยกเลิกนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือกระทบต่อสิทธิของตนเอง
🔐 3. เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในทรัพย์สิน
เงินหลักล้านบาทที่ผู้ซื้อจ่ายไป ไม่ได้ซื้อเพียงตัวบ้านหรือที่ดินเท่านั้น
แต่ยังรวมถึง
🌳 สภาพแวดล้อม
🛣️ ถนน
🏞️ พื้นที่ส่วนกลาง
🏡 และองค์ประกอบของโครงการที่ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อ
การเพิ่มระบบเปิดเผยข้อมูลจึงช่วยลดความเสี่ยงที่สิ่งเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนแปลงหรือถูกนำออกจากโครงการโดยที่เจ้าของบ้านไม่รับรู้
และช่วยเพิ่มความมั่นคงในการถือครองและความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว
📌 บทสรุป
พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 8 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลด 📊 ความไม่เท่าเทียมด้านข้อมูลข่าวสาร หรือ Information Asymmetry
ระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับผู้บริโภครายย่อย
คำว่า 💻 “โปร่งใสผ่านระบบดิจิทัล” จึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่ช่วยให้ลูกบ้านตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายขึ้น หรือช่วยป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบเท่านั้น
แต่ในระยะยาว ยังอาจช่วย
✅ คัดกรองผู้ประกอบการที่มีธรรมาภิบาล
✅ สร้างมาตรฐานด้านการเปิดเผยข้อมูล
✅ เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์
✅ ลดความได้เปรียบเสียเปรียบด้านข้อมูล
✅ และผลักดันวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยเข้าสู่ระบบดิจิทัลที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
🏡 เพราะบ้านหนึ่งหลังไม่ได้มีแค่ “ตัวบ้าน”
แต่ยังมีถนน สวน พื้นที่ส่วนกลาง และสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่ผู้ซื้อใช้ประกอบการตัดสินใจจ่ายเงินหลักล้าน
ดังนั้น หากวันหนึ่งมีใครต้องการนำพื้นที่บางส่วนออกจากโครงการ...👀 อย่างน้อยกฎหมายใหม่ก็ทำให้เรื่องนั้นต้องถูกนำออกมาเปิดเผยให้คนที่มีสิทธิได้รับรู้มากขึ้น ไม่ใช่ดำเนินการกันเงียบ ๆ ในที่มืดเหมือนเดิม
#พรบจัดสรรที่ดิน #พรบจัดสรรที่ดิน2568 #กฎหมายจัดสรรที่ดิน #กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ #กฎหมายอสังหา #บ้านจัดสรร #หมู่บ้านจัดสรร #ยกเลิกการจัดสรรที่ดิน #สิทธิลูกบ้าน #สิทธิผู้ซื้อบ้าน #พื้นที่ส่วนกลาง #สาธารณูปโภค #กรมที่ดิน #กรมที่ดินดิจิทัล #ทนายบ้านและคอนโด

🏗️ ดีเวลลอปเปอร์ยิ้มได้ ด้วย “หลักประกันทางเลือก” แต่ลูกบ้านอาจยิ้มกว้างกว่า⚖️ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2...
21/08/2026

🏗️ ดีเวลลอปเปอร์ยิ้มได้ ด้วย “หลักประกันทางเลือก” แต่ลูกบ้านอาจยิ้มกว้างกว่า
⚖️ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568
ในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของโครงการ ไม่ได้มีเพียงเงินลงทุน แต่คือ “สภาพคล่อง” และ “ข้อกฎหมาย” ที่ช่วยให้โครงการเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น 💰🏘️
ที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์จำนวนไม่น้อยต้องเจอภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจากเงื่อนไขการวางหลักประกันที่ค่อนข้างตึงตัว แต่ พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะมาตรา 4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 43 เดิม กำลังเข้ามาเพิ่มความยืดหยุ่นครั้งสำคัญให้กับธุรกิจจัดสรรที่ดิน
💥 ปัญหาของกฎหมายเดิม: Bank Guarantee กลายเป็นคอขวด
เดิมผู้จัดสรรที่ดินต้องจัดให้มี “สัญญาค้ำประกันจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน” (Bank Guarantee) วางไว้กับคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน เพื่อรับประกันว่า ผู้ประกอบการจะดำเนินการและดูแล
🛣️ ถนนภายในโครงการ
🌧️ ระบบระบายน้ำ
🌳 สวนส่วนกลาง
🏛️ สโมสร
และสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะอื่น ๆ ให้แล้วเสร็จและได้มาตรฐานตามที่ได้รับอนุญาต
เจตนาของกฎหมายเดิมคือ คุ้มครองลูกบ้านไม่ให้ถูกทิ้งโครงการ ซึ่งถือเป็นหลักการที่ดีมาก
แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดปัญหาใหญ่หลายด้าน
🏦 1. ธนาคารออกหนังสือค้ำประกันยากขึ้น
เมื่อสถาบันการเงินต้องบริหารความเสี่ยงมากขึ้น การขอ Bank Guarantee จึงอาจเจอ
❌ เงื่อนไขเข้มงวด
❌ วงเงินจำกัด
❌ ขั้นตอนตรวจสอบมาก
❌ ใช้เวลานาน
💸 2. เกิดภาวะ “เงินจม”
โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย หรือ SMEs ที่ไม่ได้มีเงินทุนหนาเท่าบริษัทขนาดใหญ่ บางรายต้องนำเงินหรือสินทรัพย์จำนวนมากไปล็อกไว้เพื่อรองรับการออกหนังสือค้ำประกัน ทำให้กระทบสภาพคล่องโดยตรง
🏚️ 3. โครงการสะดุด โอนบ้านไม่ได้
เมื่อหลักประกันไม่ผ่านหรือออกไม่ทันเวลา โครงการอาจเดินหน้าต่อไม่ได้
ผลกระทบจึงลามเป็นโดมิโน
⏳ ก่อสร้างล่าช้า
💰 เงินหมุนเวียนติดขัด
🏠 โอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกบ้านไม่ได้ตามกำหนด
แม้ผู้ประกอบการจะมีความตั้งใจพัฒนาโครงการให้เสร็จก็ตาม
✨ ทางออกใหม่: เพิ่มความยืดหยุ่น แต่ไม่ลดมาตรฐานลูกบ้าน
พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดินฉบับใหม่ จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้ผ่าน มาตรา 4
ใจความสำคัญยังคงยืนยันว่า
🛡️ ผู้จัดสรรที่ดินยังต้องดูแลและจัดทำส่วนกลางให้ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานเดิม
สิทธิของลูกบ้านจึงไม่ได้ถูกลดทอนลง
แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ
💡 “ความยืดหยุ่นในการวางหลักประกัน”
หากมีเหตุจำเป็นอันสมควรที่ทำให้ธนาคารหรือสถาบันการเงินไม่สามารถทำสัญญาค้ำประกันให้ได้
คณะกรรมการจัดสรรที่ดิน อาจพิจารณาอนุญาตให้นำ “หลักประกันอย่างอื่น” มาใช้แทนได้
นี่คือแนวคิดของ “หลักประกันทางเลือก” ที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ
🔍 แล้ว “หลักประกันอย่างอื่น” อาจเป็นอะไรได้บ้าง?
รายละเอียดในทางปฏิบัติยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ในเชิงแนวทางและรูปแบบสินทรัพย์ที่อาจถูกนำมาพิจารณา เช่น
🏡 1. อสังหาริมทรัพย์หรือโฉนดที่ดินแปลงอื่น
ดีเวลลอปเปอร์อาจนำ
🌳 ที่ดินเปล่า
🏢 อสังหาริมทรัพย์อื่น
ที่มีมูลค่าประเมินเพียงพอกับภาระในการดูแลส่วนกลาง และไม่มีภาระผูกพัน มาวางเป็นหลักประกันหรือจำนองไว้แทน
📈 2. พันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้คุณภาพสูง
เช่น
🏛️ พันธบัตรรัฐบาล
📊 หุ้นกู้หรือหลักทรัพย์ที่มีระดับความน่าเชื่อถือสูง หรือ Investment Grade
ซึ่งมีสภาพคล่องสูงและความเสี่ยงต่ำกว่าเครื่องมือทางการเงินประเภทอื่น
💰 3. เงินสดใน Escrow Account
อาจใช้วิธีกันเงินสดบางส่วนจากยอดขายหรือทุนหมุนเวียนไว้ใน
🏦 บัญชีดูแลผลประโยชน์
หรือ
🤝 Escrow Account
โดยมีบุคคลที่สามดูแล และกำหนดให้ใช้เงินดังกล่าวเพื่อการจัดทำหรือบำรุงรักษาส่วนกลางโดยเฉพาะ
🏢 4. การค้ำประกันจากองค์กรหรือกองทุนเฉพาะทาง
ในอนาคตอาจมีรูปแบบของ
🏛️ องค์กรรัฐ
🏢 องค์กรเอกชน
💼 หรือกองทุนเฉพาะทาง
เข้ามารับบทบาทค้ำประกันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงแทนการพึ่งธนาคารพาณิชย์เพียงช่องทางเดียว
🤝 แล้วใครได้ประโยชน์? คำตอบคือ “ทั้งดีเวลลอปเปอร์และลูกบ้าน”
กฎหมายนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่พยายามสร้างสมดุลระหว่าง “คนขาย” กับ “คนซื้อ”
🏗️ มุมของดีเวลลอปเปอร์ / ผู้จัดสรรที่ดิน
✅ เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน
ไม่ต้องพึ่ง Bank Guarantee เพียงช่องทางเดียว ทำให้สามารถนำกระแสเงินสดไปบริหารส่วนอื่นของโครงการได้ดีขึ้น
✅ ลดความเสี่ยงโครงการหยุดชะงัก
แม้ในช่วงที่สินเชื่อธนาคารตึงตัว ผู้ประกอบการยังอาจมีทางเลือกอื่นในการวางหลักประกันและเดินหน้าโครงการต่อได้
✅ ลดต้นทุนทางการเงิน
การขอหนังสือค้ำประกันธนาคารมีทั้งต้นทุน ค่าธรรมเนียม และการใช้วงเงินสินเชื่อ
การมีทางเลือกมากขึ้นอาจช่วยลดภาระเหล่านี้ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ SMEs
🏡 มุมของลูกบ้าน / ผู้ซื้อที่อยู่อาศัย
✅ มาตรฐานส่วนกลางยังต้องเหมือนเดิม
แม้กฎหมายจะยืดหยุ่นเรื่องรูปแบบหลักประกัน แต่ไม่ได้ลดมาตรฐานของ
🛣️ ถนน
🌳 สวน
🌧️ ระบบระบายน้ำ
🏛️ สโมสร
และสาธารณูปโภคต่าง ๆ
ลงแต่อย่างใด
✅ ลดความเสี่ยงจากโครงการถูกทิ้ง
เมื่อผู้ประกอบการมีสภาพคล่องดีขึ้น โอกาสที่โครงการจะสะดุดเพราะขาดเงินหมุนเวียนก็อาจลดลง
✅ มีโอกาสโอนบ้านและเข้าอยู่ได้เร็วขึ้น
หากขั้นตอนการวางหลักประกันมีทางเลือกหลากหลายขึ้น ก็อาจช่วยลดปัญหาการรอ Bank Guarantee และทำให้โครงการปิดงาน ส่งมอบ และโอนได้ตามแผนมากขึ้น
📌 บทสรุป
พ.ร.บ. การจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 4
ไม่ได้หมายถึงการลดการคุ้มครองผู้บริโภค
แต่คือการ
🔄 เปลี่ยนจากระบบที่ยึดติดกับ “หนังสือค้ำประกันจากธนาคารเพียงรูปแบบเดียว”
ไปสู่
💡 ระบบที่เปิดโอกาสให้ใช้หลักประกันอื่นที่มีมูลค่าและความมั่นคงเพียงพอได้ ภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน
ผลที่คาดหวังคือ
🏗️ ดีเวลลอปเปอร์มีสภาพคล่องมากขึ้น
🏘️ โครงการเดินหน้าต่อได้
💸 ลดภาระทางการเงิน
🛡️ ลูกบ้านยังได้รับการคุ้มครองมาตรฐานส่วนกลาง
🔑 และมีโอกาสได้รับบ้านตามกำหนดมากขึ้น
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมกฎหมายข้อนี้จึงอาจทำให้ “ดีเวลลอปเปอร์ยิ้มได้”
แต่หากระบบทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ...🏡 ลูกบ้านอาจเป็นฝ่ายที่ยิ้มกว้างกว่า เพราะได้ทั้งความคุ้มครองและโครงการที่มีโอกาสเดินหน้าได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม
#พรบจัดสรรที่ดิน #พรบจัดสรรที่ดิน2568 #มาตรา43 #กฎหมายจัดสรรที่ดิน #หลักประกันทางเลือก #หลักประกันโครงการ #ดีเวลลอปเปอร์ #ผู้จัดสรรที่ดิน #โครงการบ้านจัดสรร #บ้านจัดสรร #สาธารณูปโภค #ส่วนกลางหมู่บ้าน #สิทธิลูกบ้าน #สิทธิผู้ซื้อบ้าน #สภาพคล่อง #อสังหาริมทรัพย์ #ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ #ทนายบ้านและคอนโด

20/08/2026

เซ็นรับบ้านมาแล้ว แต่มาเจอความชำรุด ? ฟ้องได้ไหม? ทำอย่างไรได้บ้าง ทนายโจ้จากทนายบ้านและคอนโดมาตอบข้อสงสัยให้แล้วครับ #ตรวจบ้านก่อนเซ็นรับ #ปัญหาผู้รับเหมาก่อสร้าง #ทนายบ้านและคอนโด

🏡⚖️ พี่น้องถือโฉนดร่วมกัน สุดท้ายทำไมถึงต้องขึ้นศาล?📜 รู้สิทธิของ “เจ้าของร่วม” ก่อนความขัดแย้งเรื่องที่ดินมรดกจะบานปลาย...
19/08/2026

🏡⚖️ พี่น้องถือโฉนดร่วมกัน สุดท้ายทำไมถึงต้องขึ้นศาล?
📜 รู้สิทธิของ “เจ้าของร่วม” ก่อนความขัดแย้งเรื่องที่ดินมรดกจะบานปลาย
เมื่อพ่อแม่หรือญาติเสียชีวิตและไม่ได้แบ่งทรัพย์สินไว้ล่วงหน้า ที่ดินมรดกมักตกทอดมายังทายาทหลายคนร่วมกัน
จึงเกิดกรณีที่ชื่อของพี่น้องหลายคนปรากฏอยู่ใน **โฉนดที่ดินแปลงเดียวกัน** หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า 👉 **“พี่น้องถือโฉนดร่วมกัน”**
แต่สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ...
❌ มีชื่อในโฉนด 3 คน ไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนเป็นเจ้าของพื้นที่คนละมุมของที่ดินทันที
หากยังไม่ได้แบ่งแยกโฉนดหรือแบ่งกรรมสิทธิ์กันอย่างถูกต้อง ทุกคนยังเป็น **“เจ้าของร่วมของที่ดินทั้งแปลง”** โดยมีสิทธิตามสัดส่วนของตน
🎯 ตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยมาก
พี่น้อง 3 คนได้รับมรดกเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน
💰 คนแรกอยากขายเพื่อนำเงินไปใช้
🌳 คนที่สองอยากเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน
🏠 คนที่สามอาศัยอยู่บนที่ดินมาหลายปีและไม่อยากย้าย
เมื่อไม่มีใครยอมใคร และเจรจากันไม่ได้
⚖️ เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งอาจต้องใช้สิทธิ **“ฟ้องแบ่งทรัพย์”** เพื่อให้ศาลเป็นผู้กำหนดวิธีแบ่งที่เหมาะสม
📌 **พี่น้องถือโฉนดร่วมกัน หมายความว่าอะไร?**
คือบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวกัน ซึ่งพบมากจากการรับมรดกร่วมกัน
ตาม **ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356** หากทรัพย์สินเป็นของบุคคลหลายคนร่วมกัน บุคคลเหล่านั้นย่อมเป็น **เจ้าของรวม** และมีสิทธิในทรัพย์สินตามส่วนของตน เว้นแต่กฎหมายหรือข้อตกลงจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
ดังนั้น แม้จะเป็นพี่น้องกัน การใช้ประโยชน์ การขาย หรือการจัดการที่ดิน ต้องคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของร่วมคนอื่นด้วย
👥 **เจ้าของร่วมมีสิทธิอะไรบ้าง?**
เจ้าของร่วมแต่ละคนมีสิทธิตามส่วนของตน เช่น
✅ ใช้ประโยชน์จากที่ดินร่วมกันตามสมควร
✅ ได้รับผลประโยชน์จากที่ดินตามสัดส่วน
✅ ขอแบ่งทรัพย์หรือแบ่งที่ดินมรดกได้
✅ โอนหรือขายสิทธิส่วนของตนได้ในบางกรณีตามกฎหมาย
✅ ฟ้องแบ่งทรัพย์ได้ หากไม่สามารถตกลงกันเองได้
แต่หากเป็นการดำเนินการที่กระทบที่ดินทั้งแปลง เช่น
🏷️ ขายที่ดินทั้งแปลง
🏦 จำนองทั้งแปลง
📄 โอนกรรมสิทธิ์ทั้งแปลง
ย่อมต้องดำเนินการตามกฎหมายและได้รับความยินยอมจากผู้มีสิทธิที่เกี่ยวข้อง
🔥 **แล้วทำไม “ที่ดินมรดก” ถึงทะเลาะกันบ่อย?**
ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัวกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก **ความต้องการของเจ้าของร่วมที่ไม่ตรงกัน**
# # # 1️⃣ คนหนึ่งอยากขาย แต่อีกคนอยากเก็บ
บางคนต้องการขายเพื่อนำเงินมาแบ่งหรือใช้จ่าย
แต่อีกคนอาจต้องการเก็บที่ดินไว้ใช้ประโยชน์ หรือส่งต่อให้ลูกหลาน
เมื่อตกลงกันไม่ได้ ข้อพิพาทจึงเริ่มขึ้น
# # # 2️⃣ มีคนหนึ่งอยู่ในที่ดินมานาน
บางครอบครัวมีพี่น้องคนหนึ่งอาศัยอยู่บนที่ดินมรดกมาหลายปี จึงเข้าใจว่า
👉 “ฉันอยู่ตรงนี้มาตลอด ฉันควรมีสิทธิมากกว่าคนอื่น”
แต่ในทางกฎหมาย หากยังเป็นเจ้าของร่วม เจ้าของร่วมคนอื่นก็ยังมีสิทธิในที่ดินตามส่วนของตน
# # # 3️⃣ ที่ดินแบ่งจริงไม่ได้
ที่ดินบางแปลง
📐 มีขนาดเล็ก
📏 รูปร่างไม่เหมาะสม
🚧 ทางเข้าออกมีข้อจำกัด
หรือ
📜 แบ่งแล้วไม่เป็นไปตามกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งแยกที่ดิน
จึงไม่สามารถแบ่งให้แต่ละคนถือคนละแปลงได้ง่าย ๆ
# # # 4️⃣ มองราคาที่ดินไม่เท่ากัน
💰 คนหนึ่งอยากขายทันที
📈 อีกคนอยากรอให้ราคาที่ดินสูงขึ้น
เมื่อมูลค่าทรัพย์สูง ความเห็นต่างเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ได้
⚖️ **กรณีไหนต้องขึ้นศาล?**
การถือโฉนดร่วมกัน **ไม่ได้หมายความว่าต้องฟ้องศาลทุกกรณี**
ทางที่ดีที่สุดยังคงเป็น
🤝 เจรจา
📝 ทำข้อตกลง
⚖️ ไกล่เกลี่ย
หากสามารถตกลงกันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินคดี
แต่ถ้าพูดคุยกันแล้วไม่มีข้อยุติ การฟ้องแบ่งทรัพย์ถือเป็นสิทธิที่กฎหมายเปิดไว้
📜 **ป.พ.พ. มาตรา 1363**
วางหลักว่า เจ้าของร่วมมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีข้อจำกัดตามกฎหมาย หรือมีข้อตกลงห้ามแบ่งไว้ชั่วคราว
ดังนั้น หากพี่น้องไม่สามารถตกลงกันเรื่องการแบ่ง การขาย หรือการใช้ประโยชน์ได้
👉 **เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งสามารถยื่นฟ้องแบ่งทรัพย์ต่อศาลได้**
🏛️ **แล้วศาลจะแบ่งที่ดินมรดกอย่างไร?**
ศาลไม่ได้สั่ง **“ขายทอดตลาด” ทุกคดี**
แต่จะดูข้อเท็จจริงของที่ดิน เช่น
📐 แบ่งเป็นแปลงย่อยได้หรือไม่
💰 แบ่งแล้วมูลค่าลดลงหรือไม่
🏠 ใครใช้ประโยชน์อยู่
👥 เจ้าของร่วมแต่ละคนมีสัดส่วนเท่าไร
⚖️ วิธีไหนเหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด
โดยแนวทางหลักอาจมี 3 วิธี
# # # 🟢 วิธีที่ 1 : แบ่งที่ดินออกเป็นส่วน ๆ
หากที่ดินสามารถแบ่งแยกได้ตามกฎหมาย และไม่ทำให้มูลค่าทรัพย์ลดลงมากเกินไป
ศาลอาจให้แบ่งที่ดินตามสัดส่วนของเจ้าของร่วมแต่ละคน
➡️ คนละส่วน
➡️ คนละแปลง
➡️ ตามสัดส่วนสิทธิที่มี
# # # 🟡 วิธีที่ 2 : ให้เจ้าของร่วมคนหนึ่งรับที่ดินทั้งหมด
ในบางกรณี การแบ่งที่ดินออกเป็นหลายแปลงอาจไม่เหมาะสม
ศาลอาจกำหนดให้เจ้าของร่วมคนหนึ่งรับที่ดินทั้งหมด แล้ว
💰 **ชำระเงินชดเชยให้เจ้าของร่วมคนอื่นตามมูลค่าและสัดส่วนสิทธิ**
วิธีนี้เหมาะกับกรณีที่มีคนหนึ่งต้องการรักษาที่ดินไว้ และสามารถชำระส่วนของอีกฝ่ายได้
# # # 🔴 วิธีที่ 3 : ขายที่ดิน แล้วแบ่งเงิน
หาก
❌ ที่ดินแบ่งไม่ได้
❌ แบ่งแล้วมูลค่าลดลงอย่างมาก
❌ ไม่มีใครสามารถรับซื้อส่วนของอีกฝ่ายได้

ศาลอาจให้ขายทรัพย์ แล้วนำเงินที่ได้มา **แบ่งตามสัดส่วนของเจ้าของร่วมแต่ละคน**
❓ **คำถามที่พบบ่อย**
# # # “เจ้าของร่วมมีสิทธิเท่ากันไหม?”
ขึ้นอยู่กับ **สัดส่วนที่แต่ละคนได้รับ**
เช่น หากพี่น้อง 3 คนได้รับมรดกเท่ากัน ก็อาจมีสิทธิคนละ 1 ใน 3
แต่หากพินัยกรรม ข้อตกลง หรือกฎหมายกำหนดสัดส่วนไว้แตกต่างกัน ก็ต้องเป็นไปตามสัดส่วนนั้น
# # # “คนหนึ่งอยู่บนที่ดินมานาน มีสิทธิมากกว่าคนอื่นไหม?”
การอยู่อาศัยเพียงลำพังมานาน **ไม่ได้ทำให้สิทธิของเจ้าของร่วมคนอื่นหายไปโดยอัตโนมัติ**
หากยังไม่มีการแบ่งกรรมสิทธิ์ เจ้าของร่วมทุกคนยังมีสิทธิตามส่วนของตน
# # # “ถ้าที่ดินแบ่งไม่ได้ ต้องทำอย่างไร?”
ศาลอาจพิจารณา
🏡 ให้เจ้าของร่วมคนหนึ่งรับทรัพย์ทั้งหมดและจ่ายเงินชดเชยคนอื่น
หรือ
💰 ให้ขายทรัพย์แล้วนำเงินมาแบ่งกันตามสัดส่วน
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี
📌 สรุป
การที่พี่น้องหลายคนมีชื่อในโฉนดเดียวกัน
ไม่ได้หมายความว่า
❌ พี่เป็นเจ้าของมุมซ้าย
❌ น้องเป็นเจ้าของมุมขวา
❌ อีกคนเป็นเจ้าของบริเวณบ้าน
หากยังไม่ได้แบ่งแยกกันอย่างถูกต้อง
👉 **ทุกคนยังเป็นเจ้าของร่วมของที่ดินทั้งแปลง**
และแต่ละคนมีสิทธิตามสัดส่วนของตน
หากวันหนึ่ง
💰 คนหนึ่งอยากขาย
🌳 คนหนึ่งอยากเก็บ
🏠 คนหนึ่งไม่ยอมออกจากที่ดิน
📐 หรือที่ดินไม่สามารถแบ่งกันได้
ควรเริ่มจาก
🤝 การเจรจา
📊 ประเมินราคาทรัพย์
📐 ตรวจสอบความเป็นไปได้ในการแบ่งแยก
📝 ทำข้อตกลงให้ชัดเจน
ก่อนนำคดีขึ้นศาล
แต่หากสุดท้ายตกลงกันไม่ได้
⚖️ **การฟ้องแบ่งทรัพย์ตามมาตรา 1363 เป็นสิทธิของเจ้าของร่วม**
และศาลจะพิจารณาว่า วิธีใดเหมาะสมที่สุดระหว่าง
🏡 แบ่งที่ดิน
💰 ให้คนหนึ่งรับทั้งหมดแล้วจ่ายชดเชย
หรือ
🏷️ ขายทรัพย์แล้วแบ่งเงิน
💡 ปัญหาที่ดินมรดกจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากคำว่า **“ใครไม่มีสิทธิ”**
แต่เริ่มจากการที่
👉 **ทุกคนมีสิทธิอยู่ในทรัพย์เดียวกัน แต่ต้องการใช้สิทธินั้นไม่เหมือนกัน**
ดังนั้น หากกำลังมีปัญหา **พี่น้องถือโฉนดร่วมกัน**
อย่าปล่อยให้ความขัดแย้งดำเนินไปจน
🚫 ขายไม่ได้
🚫 พัฒนาไม่ได้
🚫 ใช้ประโยชน์ไม่ได้
🚫 หรือความสัมพันธ์ในครอบครัวพังลง
การตรวจสอบสัดส่วนสิทธิ ประเมินทางเลือก และเจรจาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น อาจช่วยให้แบ่งทรัพย์ได้โดยไม่ต้องจบกันที่ศาลครับ ⚖️🏡
#พี่น้องถือโฉนดร่วมกัน #เจ้าของร่วม #กรรมสิทธิ์รวม #ที่ดินมรดก #แบ่งมรดก #แบ่งที่ดิน #ฟ้องแบ่งทรัพย์ #มาตรา1356 #มาตรา1363 #ขายที่ดินมรดก #โฉนดร่วม #เจ้าของรวม #สิทธิทายาท #ข้อพิพาทมรดก #ข้อพิพาทที่ดิน #แบ่งกรรมสิทธิ์ #มรดกที่ดิน #กฎหมายมรดก #กฎหมายที่ดิน #กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ #ทนายบ้านและคอนโด

19/08/2026

📌 มีบางบริษัท ขอ BOI แล้วเอา Work Permit มาขาย หรือดึงต่างชาติ เข้า Network ทำอาชีพสงวนคนไทย ‼️🫨

🚫 แบบนี้ ก็ได้เหรอ⁉️🤔😅

🚨 รู้ทัน 6 กติกาใหม่  #สัมมนาอสังหา2569 ⛺ จ่ายค่าส่วนกลาง แต่ได้เพียง “เต็นท์ผ้าใบ” แทนสโมสร?🏘️ อยากตั้งนิติบุคคลหมู่บ้า...
18/08/2026

🚨 รู้ทัน 6 กติกาใหม่ #สัมมนาอสังหา2569
⛺ จ่ายค่าส่วนกลาง แต่ได้เพียง “เต็นท์ผ้าใบ” แทนสโมสร?
🏘️ อยากตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร แต่ตั้งไม่ได้ เพราะหลายบ้านไม่ยอมเซ็นชื่อ?
⚖️ ดราม่าหมู่บ้านจัดสรรที่ทำให้คุณปวดหัว กำลังจะหมดไปด้วยกฎหมายฉบับนี้!
เบื่อไหมครับ? กับการซื้อบ้านราคาหลักล้าน แต่ต้องมานั่งลุ้นกับบริการหลังการขาย และปัญหาคลาสสิกของคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นมหากาพย์ ไม่ว่าจะเป็น...
🏚️ โครงการสร้างเสร็จแล้วทิ้งงาน
🏊 สโมสรพัง
🛣️ ถนนแตกร้าว
💡 ไฟทางดับ
❓ แต่กลับไม่รู้ว่าจะไปร้องเรียนหรือขอความช่วยเหลือจากใคร
อยากรวมตัวกันจัดตั้ง “นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร” เพื่อเข้ามาดูแลหมู่บ้านกันเองใจจะขาด แต่ขั้นตอนกลับยากเย็นแสนเข็ญ ต้องเดินเคาะประตูขอลายเซ็นลูกบ้านให้เกินครึ่งหนึ่งของหมู่บ้าน แต่เมื่อหลายบ้านไม่ยอมเซ็นชื่อ หรือบางหลังย้ายออกไปแล้วปล่อยบ้านทิ้งร้าง ความฝันที่จะจัดตั้งนิติบุคคลก็ต้องหยุดนิ่งลงทันที
💸 ไหนจะเจอดราม่าเพื่อนบ้านไม่ยอมจ่ายค่าส่วนกลาง เพราะอ้างว่ากฎหมายเดิมไม่มีกรอบเวลาการจัดเก็บที่ชัดเจนหรือความกังวลว่าผู้ประกอบการอาจแอบยื่นขอยกเลิกโครงการอย่างเงียบ ๆ โดยที่ลูกบ้านไม่รู้เรื่อง!
รู้ไหมครับว่า...ปัญหาชวนปวดหัวเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเราโชคร้ายเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งเกิดจาก “ช่องโหว่ของกฎหมายเก่า” ที่ไม่ทันต่อยุคสมัย
แต่วันนี้มีข่าวดีสำหรับคนซื้อบ้านทุกคนครับ 🎉
เพราะล่าสุด กฎหมายจัดสรรที่ดินได้ถูกรื้อและปรับปรุงใหม่ จนกลายเป็น
📜 พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568
กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนอาวุธทางกฎหมายฉบับล่าสุด ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทลายปัญหาและปลดล็อกดราม่าของหมู่บ้านจัดสรรโดยเฉพาะ 💥 เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เพิ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 📅 1 มีนาคม 2569
หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิหรือได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้นอย่างไรบ้าง
วันนี้จึงขอเปิดกรุคัมภีร์กฎหมาย สรุป 6 จุดเปลี่ยนสำคัญ พร้อมระบุเลขมาตราอย่างชัดเจน เพื่อให้คุณสามารถบันทึกเก็บไว้ใช้อ้างอิง และปกป้องสิทธิของตนเองได้ทันทีครับ 👇
🌟 เจาะลึก 6 จุดเปลี่ยนสำคัญตามกฎหมายใหม่ มีอะไรบ้าง?
📅 1. ดีเดย์วันบังคับใช้: ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของหมู่บ้านจัดสรรตาม พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 2
โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 📌 31 ธันวาคม 2568 และมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันที่ ✅ 1 มีนาคม 2569
ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็น
🏠 ลูกบ้านที่กำลังประสบปัญหา
🏗️ ผู้จัดสรรที่ดินหรือ Developer ที่กำลังพัฒนาโครงการ
นี่คือกติกาใหม่ที่ทุกฝ่ายจะต้องใช้ร่วมกันนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป
🤝 2. ปลดล็อก! ลูกบ้านตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
ตาม พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 5 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 44
สามารถบอกลาปัญหาการเดินเคาะประตู เพื่อขอลายเซ็นให้ครบเกินครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านได้แล้ว
เพราะกฎหมายใหม่กำหนดว่า หากมีเหตุจำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถรวบรวมรายชื่อของลูกบ้านได้เกินกึ่งหนึ่งตามข้อกำหนดเดิม
ให้สามารถใช้วิธี
🗣️ จัดประชุมลูกบ้าน
🗳️ ใช้มติเสียงข้างมากของผู้ที่มาร่วมประชุม
เพื่อดำเนินการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้
ถือเป็นการปลดล็อกขั้นตอนที่เคยมีความยากระดับสิบ ให้กลายเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้จริงมากขึ้น นอกจากนี้ กฎหมายยังให้ความคุ้มครองในเรื่องทรัพย์สินส่วนกลางด้วย
เมื่อจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเสร็จเรียบร้อยแล้ว 🏘️ ทรัพย์สินส่วนกลางทั้งหมดจะตกเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรทันทีและพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการจดแจ้งในโฉนดที่ดินให้แล้วเสร็จภายใน⏳ 30 วัน
จึงช่วยลดความกังวลเรื่องการยักย้าย ถ่ายเท หรือจัดการทรัพย์สินส่วนกลางโดยไม่ชอบ
💰 3. เคลียร์ชัด! การจัดเก็บค่าส่วนกลางรายเดือน หมดสิทธิอ้าง
ตาม พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 6 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 49
กฎหมายฉบับใหม่นี้เข้ามาลดข้อพิพาทและตอบคำถามยอดนิยมว่า
❓ ต้องจ่ายเงินเมื่อใด?
❓ ต้องจ่ายอย่างไร?
❓ สามารถเรียกเก็บเป็นรายเดือนได้หรือไม่?
กฎหมายใหม่ให้การรับรองอย่างเป็นทางการว่า นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภคได้
📆 เป็นรายเดือน หรือ 📋 ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของนิติบุคคล
โดยสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อไปนี้ ผู้ที่มีหน้าที่ชำระค่าส่วนกลางจะไม่สามารถกล่าวอ้างหรือบิดพลิ้วว่า ไม่มีกฎหมายรองรับการเรียกเก็บค่าส่วนกลางรายเดือนได้อีกแล้ว
เพื่อให้หมู่บ้านมีเงินทุนเพียงพอสำหรับ
🌳 การดูแลพื้นที่ส่วนกลาง
💡 การซ่อมแซมระบบไฟฟ้า
🛣️ การบำรุงรักษาถนน
🏊 การดูแลสโมสรและสิ่งอำนวยความสะดวก
✨ การพัฒนาหมู่บ้านให้สวยงามและน่าอยู่เสมอ
💼 4. Developer ยิ้มได้ด้วย “หลักประกันทางเลือก” แต่ลูกบ้านยิ้มได้มากกว่า
ตาม พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 4 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 43
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อคุ้มครองลูกบ้านเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังคำนึงถึงผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย
ในฝั่งของผู้จัดสรรที่ดินหรือ Developer กฎหมายยังคงยืนยันหลักการเดิมว่า ผู้จัดสรรที่ดินต้องดูแลสาธารณูปโภคให้เป็นไปตามมาตรฐาน
แต่ได้เพิ่มความยืดหยุ่นในกรณีที่
🏦 ธนาคาร หรือ 🏛️ สถาบันการเงิน
ไม่สามารถออกสัญญาค้ำประกันเกี่ยวกับการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคหรือทรัพย์สินส่วนกลางให้แก่ผู้ประกอบการได้ คณะกรรมการอาจพิจารณาอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำ 🔐 หลักประกันประเภทอื่นที่มีความมั่นคงเท่าเทียมกัน มาใช้เป็นหลักประกันแทนได้
มาตรการนี้ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่อง และช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถบริหารเงินทุนหมุนเวียนและเดินหน้าโครงการต่อไปได้โดยไม่สะดุด ขณะเดียวกัน ลูกบ้านก็ยังได้รับความคุ้มครอง เพราะหลักประกันที่นำมาใช้ทดแทนจะต้องมีความมั่นคงเท่าเทียมกัน
🚨 5. บทลงโทษใหม่สุดเข้ม ปรับรายวันเฉียดหมื่น ดัดหลังโครงการทิ้งงาน
ตาม พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 7 และมาตรา 9 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 52 และมาตรา 65 นี่คือหมัดเด็ดสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ครับ! 💥
หากผู้จัดสรรที่ดิน
❌ ปล่อยปละละเลยให้สาธารณูปโภคเสื่อมโทรม
❌ ดูแลสาธารณูปโภคไม่เป็นไปตามแผนผังโครงการ
❌ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อกำหนด
❌ ฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ
คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้จัดสรรที่ดิน
🛑 ระงับการกระทำ
🛠️ ดำเนินการแก้ไข
🏗️ ปรับปรุงสาธารณูปโภคให้ถูกต้องทันที
หากยังเพิกเฉยหรือฝ่าฝืน จะต้องเผชิญกับบทลงโทษใหม่ที่รุนแรงมาก ได้แก่
💸 ปรับตั้งแต่ 50,000 บาท ถึง 500,000 บาท และที่สำคัญที่สุดคือ 🚨 ปรับเพิ่มอีกวันละ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
เมื่อมีค่าปรับรายวันในระดับนี้ ผู้ประกอบการย่อมไม่สามารถปล่อยปละละเลยหรือทิ้งงานไว้โดยไม่ดำเนินการแก้ไขได้เหมือนในอดีต
🌐 6. โปร่งใส 100% ขอยกเลิกโครงการต้องเปิดเผยผ่านระบบดิจิทัล
ตาม พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 มาตรา 8 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 55
ต่อไปนี้ จะไม่มีการแอบยื่นคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินอย่างเงียบ ๆ แล้วปล่อยให้ลูกบ้านมารับรู้ภายหลังอีกต่อไป
กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการปิดประกาศคำขอยกเลิกการจัดสรรที่ดินในสถานที่สำคัญจำนวน📍 5 แห่ง และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องเผยแพร่ข้อมูลผ่าน
💻 ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือระบบออนไลน์ของกรมที่ดิน เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า⏳ 60 วัน เพื่อให้ประชาชนและลูกบ้านสามารถ
🔎 ตรวจสอบข้อมูล
📢 ยื่นคำคัดค้านหรือประท้วง
⚖️ รักษาและปกป้องสิทธิของตนเอง
ได้จากทุกที่ทั่วโลก ผ่านสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว 📱
🎬 นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพื่อเตรียมพบกับความรู้ที่จะเปลี่ยนชีวิตคนรักบ้าน
กฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับใหม่นี้ถือเป็นเพียงก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ยังมีรายละเอียดเชิงลึก เทคนิคในการบังคับใช้กฎหมาย และความเชื่อมโยงกับกฎหมายคอนโดมิเนียมอีกมากมาย ที่คนซื้อบ้าน นักลงทุน และผู้ประกอบการจำเป็นต้องรู้
บทความนี้คือ 📖 ตอนหนึ่งของซีรีส์บทความชุดพิเศษ ที่เราจะนำความรู้ด้านกฎหมายอสังหาริมทรัพย์มาย่อยให้อ่านง่าย สนุก และเข้าใจได้ทันทีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับทุกคนเพราะความรู้ทั้งหมดในซีรีส์นี้ จะถูกรวบรวม กลั่นกรอง และขยายความแบบจัดเต็ม พร้อมตีแผ่กรณีศึกษาจริง ภายในงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี
🎓 เจาะลึกกฎหมายบ้านจัดสรร
🏢 กฎหมายคอนโดมิเนียม
💼 การบริหารสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์
ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นใน
📅 เดือนพฤศจิกายน 2569
🏠 ไม่ว่าคุณจะเป็น...
⚖️ ลูกบ้านที่ต้องการทวงคืนความยุติธรรม
🤝 กรรมการนิติบุคคลที่ต้องการบริหารหมู่บ้านอย่างโปร่งใส
🏗️ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ต้องการพลาดท่าเสียค่าปรับหลักแสน
ซีรีส์บทความนี้และงานสัมมนาในเดือนพฤศจิกายน คือคำตอบที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง
📌 กดติดตามเพจ
⭐ กดติดดาวหรือ See First
🔄 กด Share โพสต์นี้เก็บไว้เป็นคู่มือประจำหมู่บ้านของคุณ
🔹 Facebook: House Condo Lawyer
🔹 Tel: 080-315-5686 ( Bangkok) , 098-824-3555 (Phuket)
🔹 LINE:
🔹 Email: [email protected]
🌐 www.housecondolawyer.com

#ทนายบ้านและคอนโด #กฎหมายจัดสรรที่ดิน #พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน #พรบการจัดสรรที่ดิน2568 #กฎหมายจัดสรรที่ดินฉบับใหม่ #นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร #จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้าน #ค่าส่วนกลางหมู่บ้าน #ทรัพย์สินส่วนกลาง #สาธารณูปโภคหมู่บ้าน #สิทธิคนซื้อบ้าน #สิทธิลูกบ้าน #คุ้มครองผู้บริโภค #ปัญหาหมู่บ้านจัดสรร #โครงการบ้านจัดสรร #ผู้จัดสรรที่ดิน #กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ #อสังหาริมทรัพย์ไทย #บริหารหมู่บ้าน #บริหารนิติบุคคล #กรมที่ดิน #ข่าวกฎหมาย #กฎหมายใหม่2569 #สัมมนาอสังหาริมทรัพย์ #สัมมนาอสังหา2569

🏢💥 ของร่วงหล่นจากคอนโด ใครต้องรับผิด? ผู้เสียหายต้องทำอย่างไร?🎯 คู่มือความรับผิดทางกฎหมายเมื่อวัตถุตกจากอาคารสูงชีวิตในเ...
17/08/2026

🏢💥 ของร่วงหล่นจากคอนโด ใครต้องรับผิด? ผู้เสียหายต้องทำอย่างไร?
🎯 คู่มือความรับผิดทางกฎหมายเมื่อวัตถุตกจากอาคารสูง
ชีวิตในเมือง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม อาคารชุด และตึกสูง มาพร้อมความสะดวกสบาย 🏙️ แต่ก็มีความเสี่ยงที่หลายคนมองข้าม คือ
🪴 กระถางต้นไม้
🧱 เศษวัสดุ
👕 ราวตากผ้า
🛠️ อุปกรณ์ล้างแอร์
🚧 เศษวัสดุก่อสร้าง
🗑️ หรือแม้แต่ขยะที่ถูกโยนลงมา
หากสิ่งเหล่านี้ตกใส่คนหรือทรัพย์สินจนเกิดความเสียหาย คำถามสำคัญคือ
❓ ใครต้องรับผิด?
❓ ต้องเรียกค่าเสียหายจากเจ้าของห้อง นิติบุคคล เจ้าของอาคาร หรือผู้รับเหมา?
คำตอบต้องแยกดูว่า ของตกลงมาเพราะอะไร
👤 1. ถ้า “คน” ทำตกหรือโยนลงมา
เช่น
🪴 ทำกระถางตกจากระเบียง
👕 ราวตากผ้าหล่น
🗑️ จงใจโยนสิ่งของหรือขยะลงมา
กรณีนี้เกี่ยวข้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 436
กฎหมายวางหลักว่า หากสิ่งของตกหรือถูกโยนจากโรงเรือนจนทำให้ผู้อื่นเสียหาย ผู้ที่อยู่ในโรงเรือนนั้นต้องรับผิด
📌 ในบริบทคอนโด จึงต้องดูว่า ใครเป็นผู้ครอบครองหรืออยู่อาศัยในห้องนั้นขณะเกิดเหตุ เช่น
🔑 เจ้าของห้องที่พักอยู่เอง
🏠 ผู้เช่า
👤 หรือผู้พักอาศัยที่ทำสิ่งของตก
หลักนี้ช่วยให้บุคคลภายนอกทราบว่า เมื่อพิสูจน์ได้ว่าสิ่งของมาจากห้องใด ควรเรียกร้องจากผู้ที่อยู่ในห้องนั้นเป็นลำดับแรก 🎯
🏚️ 2. ถ้าไม่ได้มีใครทำตก แต่ “ตัวอาคารชำรุด”
ตัวอย่างเช่น
🧱 วัสดุตกแต่งอาคารหลุด
🚧 ราวระเบียงชำรุด
🪴 อุปกรณ์หรือสิ่งติดตั้งกับตัวอาคารหลุดออกมา
🏢 ส่วนของสิ่งปลูกสร้างเสื่อมสภาพจากการขาดการดูแล
กรณีนี้ต้องดู ป.พ.พ. มาตรา 434 เรื่องความเสียหายจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง
บุคคลที่อาจต้องรับผิดแบ่งได้เป็น
🏠 ผู้ครองโรงเรือน (Possessor)
หากความเสียหายเกิดจากการก่อสร้างบกพร่องหรือการบำรุงรักษาไม่เพียงพอ ผู้ครองโรงเรือนอาจต้องรับผิด เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว
🔑 เจ้าของอาคาร (Owner)
หากผู้ครองพิสูจน์ได้ว่าตนใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว ความรับผิดอาจตกแก่เจ้าของตามเงื่อนไขของกฎหมาย
📜 ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1359/2496
หากเจ้าของพบความชำรุดและพยายามเข้าซ่อมแซมหรือแจ้งให้ผู้เช่าทราบแล้ว แต่ผู้เช่าซึ่งเป็นผู้ครอบครองกลับขัดขวางไม่ให้เจ้าของเข้าซ่อม ความรับผิดของเจ้าของอาจแตกต่างออกไปตามข้อเท็จจริง
ดังนั้น เมื่อเป็นกรณีอาคารชำรุด ต้องดูว่า ใครมีหน้าที่ดูแล และใครละเลยหน้าที่นั้นจริง
🏗️ 3. ถ้าเกิดระหว่าง “ก่อสร้างหรือรื้อถอน”
เช่น
🚧 นั่งร้านล้ม
🧱 เศษปูนตก
🔨 เครื่องมือหล่น
🏚️ เศษอาคารจากการรื้อถอนตกใส่บุคคลหรือทรัพย์สิน
กรณีนี้ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่าง
👷 ผู้รับเหมา
กับ
🏢 เจ้าของโครงการหรือผู้ว่าจ้าง
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 428
โดยหลัก หากผู้รับจ้างทำความเสียหายแก่บุคคลภายนอกในการปฏิบัติงาน ผู้รับจ้างเป็นผู้รับผิด
แต่เจ้าของงานอาจต้องร่วมรับผิดในบางกรณี โดยเฉพาะหากมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
⚙️ การสั่งการ
📐 วิธีการทำงาน
👷 การควบคุมงาน
⚠️ หรือการเลือกผู้รับจ้างที่ไม่เหมาะสมตามเงื่อนไขของกฎหมาย
📌 สรุปง่าย ๆ
✅ เจ้าของโครงการอาจต้องรับผิด หากข้อเท็จจริงแสดงว่ามีส่วนในการควบคุม สั่งการ หรือมีความผิดของตนเองเกี่ยวกับงานนั้น
🚫 อาจไม่ต้องรับผิด หากเป็นการจ้างผู้รับเหมาอิสระให้ทำงานให้สำเร็จ และเจ้าของไม่ได้เข้าไปควบคุมรายละเอียดวิธีการทำงาน
แต่หากการก่อสร้างหรือรื้อถอนทำโดยประมาทจนของตกใส่ผู้อื่น ผู้ที่มีส่วนประมาทก็ยังอาจต้องรับผิดตามกฎหมาย
🛡️ 4. อย่าลืมตรวจสอบ “ประกันภัยอาคาร”
สำหรับอาคารบางประเภท โดยเฉพาะ อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษ
ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร มาตรา 32 ตรี มีหลักเรื่องการจัดให้มี ประกันภัยความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลภายนอก ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 📄
ความคุ้มครองนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากเกิดอุบัติเหตุจากอาคาร
🏥 ผู้ได้รับบาดเจ็บ
🚗 เจ้าของรถที่เสียหาย
🏠 หรือเจ้าของทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบ
อาจสามารถเรียกร้องผ่านบริษัทประกันได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แทนที่จะต้องรอเรียกเงินจากบุคคลธรรมดาเพียงอย่างเดียว
📌 สรุปว่า ใครต้องรับผิด?
🚶‍♂️ คนในห้องทำตกหรือโยนลงมา
➡️ ดูผู้ที่อยู่หรือครอบครองห้องนั้นขณะเกิดเหตุ
⚖️ ป.พ.พ. มาตรา 436
🏚️ อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างชำรุดแล้วหลุดตก
➡️ ดูความรับผิดของผู้ครองโรงเรือน และเจ้าของตามลำดับและเงื่อนไขของกฎหมาย
⚖️ ป.พ.พ. มาตรา 434
🏗️ ของตกจากงานก่อสร้างหรือรื้อถอน
➡️ ผู้รับเหมาเป็นหลัก และเจ้าของโครงการอาจร่วมรับผิดหากมีส่วนควบคุม สั่งการ หรือมีความผิดของตนเอง
⚖️ ป.พ.พ. มาตรา 428
💡 ผู้เสียหายควรทำอะไรทันที?
📸 1. เก็บหลักฐาน
ถ่ายให้ครบทั้ง
🧱 สิ่งของที่ตก
🚗 หรือทรัพย์สินที่เสียหาย
🤕 บาดแผลหรืออาการบาดเจ็บ
🏢 จุดที่คาดว่าสิ่งของตกลงมา
🛠️ สภาพความชำรุดของอาคาร
🚧 สภาพไซต์ก่อสร้าง
ควรถ่ายทั้งภาพระยะใกล้และภาพกว้างเพื่อเห็นตำแหน่งสัมพันธ์กัน
🔍 2. หาต้นทางของสิ่งของ
พยายามตรวจสอบว่า
🏠 มาจากห้องไหน
🏢 มาจากส่วนกลางของอาคารหรือไม่
🚧 หรือมาจากไซต์งานใด
หากเป็นคอนโด ควรรีบแจ้งนิติบุคคลเพื่อขอตรวจสอบ กล้องวงจรปิด ก่อนข้อมูลถูกบันทึกทับ
👮 3. แจ้งความหรือทำบันทึกเหตุ
หากมีความเสียหาย โดยเฉพาะกรณีมีผู้บาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหายสูง ควรแจ้งตำรวจหรือทำบันทึกเหตุไว้
เพื่อใช้ยืนยัน
📅 วันเวลา
📍 สถานที่
📝 ลักษณะเหตุการณ์
เป็นหลักฐานในการเรียกร้องภายหลัง
📄 4. ตรวจสอบประกันภัย
สอบถาม
🏢 นิติบุคคลอาคารชุด
🏗️ เจ้าของโครงการ
👷 ผู้รับเหมา
ว่ามีประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก หรือประกันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
เพราะบางกรณีสามารถ ยื่นเคลมกับบริษัทประกันได้โดยตรงตามเงื่อนไขกรมธรรม์
🎯 เมื่อมีของตกจากคอนโด อย่าเพิ่งสรุปว่า “นิติฯ ต้องจ่ายทุกกรณี” หรือ “เจ้าของห้องต้องรับผิดเสมอ”
ต้องหาคำตอบก่อนว่า
🔍 ของชิ้นนั้นมาจากไหน?
👤 ใครเป็นคนทำตก?
🏚️ หรือเป็นเพราะตัวอาคารชำรุด?
🏗️ หรือเกิดจากงานก่อสร้าง?
เพราะต้นเหตุที่ต่างกัน จะนำไปสู่ ผู้รับผิดและข้อกฎหมายที่แตกต่างกัน
และสำหรับผู้เสียหาย สิ่งสำคัญที่สุดหลังเกิดเหตุคือ
📸 เก็บหลักฐาน
🎥 ขอกล้องวงจรปิด
👮 ทำบันทึกเหตุ
📄 ตรวจสอบประกัน
⚖️ แล้วจึงไล่หาผู้รับผิดให้ถูกคน
เพราะในคดีของร่วงจากตึกสูง… การพิสูจน์ว่า “ของมาจากไหน” อาจสำคัญพอ ๆ กับการพิสูจน์ว่า “เสียหายเท่าไร” ครับ 🏢⚖️
#ของตกจากคอนโด #ของหล่นจากตึก #สิ่งของร่วงหล่น #คอนโดมิเนียม #อาคารสูง #นิติบุคคลอาคารชุด #เจ้าของห้อง #ผู้เช่า #ผู้รับเหมา #ไซต์ก่อสร้าง #อุบัติเหตุจากอาคาร #มาตรา436 #มาตรา434 #มาตรา428 #มาตรา32ตรี #กฎหมายละเมิด #ความรับผิดทางแพ่ง #ประกันภัยอาคาร #สิทธิผู้เสียหาย #กฎหมายคอนโด #กฎหมายก่อสร้าง #กฎหมายอสังหาริมทรัพย์ #ทนายบ้านและคอนโด

ที่อยู่

Unit L2-A9 BuildingA (2nd Floor) Nasa Street Mall (Airport Link Ramkhamhang ) No. 99 Ramkhamhaeng Road, Khwaeng Suan Luang, Suan Luan
Bangkok
10250

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 18:00
อังคาร 10:00 - 18:00
พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00
เสาร์ 10:00 - 13:00

เบอร์โทรศัพท์

+66803155686

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ทนายบ้านและคอนโดผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ทนายบ้านและคอนโด:

ทางลัด

แชร์