04/10/2021
บทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับหลักการห้ามผลักดันกลับจาก Asylum Access Thailand ค่ะ แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 แต่ประเทศไทยก็ผูกพันตามหลักนี้ที่้จะต้องไม่ส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศต้นทางที่มีภัยอันตรายอยู่
หลักการห้ามผลักดันกลับ หรือ Non-Refoulement ผูกพันประเทศไทยอย่างไร
ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามหลักการห้ามผลักดันกลับ ไม่ว่าจะข่าวการผลักดันผู้ลี้ภัยเมียนมาข้ามแม่น้ำสาละวินกลับประเทศ ข่าวผู้ลี้ภัยในเขตเมืองซึ่งเป็นนักกิจกรรมจากประเทศกัมพูชาถูกจับและส่งกลับประเทศเนื่องจากการร้องขอจากประเทศต้นทางในปี 2561 ล่าสุดในเดือนกันยายน 2564 ความเสี่ยงในการส่งกลับกรณีคุณ Nur sajat ชาวมาเลเซีย และยังมีอีกหลายกรณีที่ไม่ได้เป็นข่าว
แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพของผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 และพิธีสารเกี่ยวกับสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ.1967 แต่หลักการห้ามผลักดันกลับ หรือ Non-Refoulement ผูกพันประเทศไทย เนื่องจากมีสถานะเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law ) ตามที่ Executive Committee on the International Protection of Refugees หรือ ExCom ได้รับข้อสรุป No. 6 (XXVIII) NON-REFOULEMENT (1977) ได้เรียกคืนหลักการห้ามผลักดันกลับซึ่งใช้ในทางสากล และเป็นที่ยอมรับทั่วไปของรัฐต่างๆ หลักการผลักดันกลับได้ถูกถือปฏิบัติเป็นที่แพร่หลาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ กล่าวคือ
1. ถือปฏิบัติเป็นการทั่วไป (general practice)
2. ยอมรับว่าเป็นกฎหมาย ( Opinio juris sive necessitatis)
นอกจากนี้ยังยืนยันในข้อ (c) ว่า หลักการห้ามผลักดันกลับ ใช้ที่ชายแดน หรือในดินแดนของรัฐ กับคนที่หากถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทางอาจจะถูกประหัตประหาร โดยไม่คำนึงว่าคนนั้นจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการหรือไม่”
อีกทั้งหลักการห้ามผลักดันกลับ ยังถือว่าเป็น กฎหมายบังคับเด็ดขาด (Jus cogens) หรือ Peremptory norms of general international law ซึ่งรัฐจะต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อยกเว้น
เมื่อพิจารณาจากกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี ซึ่งประเทศไทยในฐานะรัฐภาคีมีหน้าที่ต้องดำเนินการในการคุ้มครอง เคารพ และเติมเต็มสิทธิ (protect, respect, fulfil) จะเห็นได้ว่ามีกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องถึงสองฉบับ คือ
1.กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ค.ศ. 1966
ซึ่งข้อ 7 ได้บัญญัติว่า “บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลจะถูกใช้ในการทดลองทางการแพทย์หรือทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากความยินยอมอย่างเสรีของบุคคลนั้นมิได้”
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้มีความเห็นทั่วไปที่ 20: ข้อ 7 (เรื่องการป้องกันการทรมาน หรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า) ว่าจุดประสงค์ของบทบัญญัติในข้อ 7 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เพื่อที่จะปกป้องทั้งศักดิ์ศรี และความแข็งแรงทางร่างกายและทางจิตใจของปัจเจคชน
ในย่อหน้าที่ 9 คณะกรรมการได้อธิบายการปฏิบัติของรัฐภาคีซึ่งต้องไม่กระทำการใดๆขัดต่อข้อ 7 แห่งกติกานี้ โดยได้ระบุถึงรูปแบบการส่งคนไปประเทศหนึ่งโดยวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่ หรือ การส่งกลับ ว่า “รัฐภาคต้องไม่ทำให้ปัจเจคชนมีความเสี่ยงต่อการทรมาน หรือการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือต่ำช้า อันเนื่องมาจากการกลับไปสู่อีกประเทศ โดยวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน การขับไล่ หรือ การส่งกลับ”
2. อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment: CAT) ค.ศ.1984
ข้อ 3 บัญญัติว่า “รัฐภาคีต้องไม่ขับไล่ ส่งกลับ (ผลักดันกลับออก)หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลนั้นจะตกอยู่ภายใต้อันตรายที่จะถูกทรมาน” ซึ่งเมื่ออ่านร่วมกับคำนิยามตามข้อ 1 การทรมานนั้นรวมทั้งการทรมานทางร่างกายและจิตใจ
ดังนั้นหากรัฐไทยส่งกลับบุคคลที่อยู่นอกอาณาเขตรัฐแห่งสัญชาติตน มีความหวาดกลัวซึ่งมีมูลอันจะกล่าวอ้างได้ว่าจะได้รับการประหัตประหาร ด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ สมาชิกสภาพในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือด้วยสาเหตุของความเห็นทางการเมือง และบุคคลนั้นไม่สมัครใจที่จะรับการคุ้มครองจากรัฐของตนอันเนื่องมาจากความหวาดกลัวดังกล่าว ไม่ว่าบุคคลนั้นจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ก็ตาม ก็จะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในเรื่องหลักการการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement) และหากเป็นกรณีที่รัฐไทยส่งบุคคลซึ่งมีความเสี่ยงว่าจะถูกทรมาน ไม่ว่าจะเป็นการทรมานทางร่างกาย หรือจิตใจ ไปยังอีกประเทศหนึ่ง ก็จะเป็นการกระทำขัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี คือข้อ 7 แห่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และข้อ 3 แห่ง อนุสัญญาต่อต้านการทรมาน การปฏิบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี
กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับหลักการไม่ส่งกลับ
แม้ว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรและไม่สามารถเดินทางกลับประเทศอันเป็นภูมิลำเนาได้ พ.ศ. 2562 จะมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2563 แต่ความล่าช้าต่อการเริ่มปฏิบัติตามระเบียบคัดกรองฯ ทำให้ยังไม่มีผู้ใดสามารถไปยื่นคัดกรองขอเป็น “ผู้ได้รับการคุ้มครอง”ได้ หากไม่ล่าช้าในการปฏิบัติตามกฎหมาย คงมีบุคคลผู้ทรงสิทธิตามระเบียบคัดกรองฯนี้มายื่นคัดกรอง หากเขาได้ยื่นคำร้องก็จะได้รับการคุ้มครองที่จะไม่ถูกส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ตามข้อ 15 แห่งระเบียบคัดกรองฯ และหากผ่านการคัดกรองและได้รับสถานะเป็น “ผู้ได้รับการคุ้มครอง”แล้วก็จะได้รับความคุ้มครองที่จะไม่ส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทาง ตามข้อ25(1) และจะมีสิทธิอาศัยในราชอาณาจักรตามข้อ 25(3) คือจะมีสิทธิอยู่ในราชอาณาจักรได้เป็นกรณีพิเศษ หรืออนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว
จะเห็นได้ว่าความล่าช้าในการปฏิบัติการตามระเบียบคัดกรองฯ ทำให้บุคคลไม่สามารถได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายภายใน เรื่องการไม่ส่งกลับ และในทางปฏิบัติหลายกรณีก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่ว่า รัฐไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
Author: Kornkanok Wathanabhoom, Policy Advocacy and Communications Coordinator
Published on September 29, 2021
Check out the full version👉
https://asylumaccess.org/aat-policy-advocacy-blog3/
other blogs
👉 https://asylumaccess.org/where-we-work/thailand/policy-advocacy/blog/