10/10/2024
ศาลชั้นต้นยกฟ้อง!
ผู้บริโภคถูกธนาคารฟ้อง หนี้บัตรเครดิต จากการถูกมิจฉาชีพแฮกแอปฯ บัตรเครดิต เบิกสดไปจากบัญชีธนาคาร หลังมิจฉาชีพหลอกเป็นเจ้าหน้าที่ที่ดิน แจ้งต้องชำระภาษีฯ วันสุดท้าย ให้เพิ่มเพื่อนทางไลน์หลอกกดลิงก์-ดาวน์โหลดแอปฯ-กรอกข้อมูลส่วนตัว
ข้อเท็จจริง ศาลฯ ชี้ว่าเมื่อผู้บริโภครีบแจ้งธนาคารบัตรเครดิตทันทีแล้วดังนั้นเงินที่ถูกโจรกรรมเป็นเงินของธนาคาร ไม่ใช่เงินของ
ผู้บริโภค แม้ธนาคารบัตรเครดิตจะฟ้องเนื่องจากไม่ได้ชำระค่าบริการตามรายการที่
ถูกมิจฉาชีพเบิกถอน
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2567 ศาลแขวงระยอง ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยสรุปสาระสำคัญได้ 4 ประการ ได้แก่
1) หลังจากเกิดเหตุ ผู้บริโภครีบแจ้งธนาคารบัตรเครดิตทันที ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่า ผู้บริโภคได้รีบดำเนินการเมื่อทราบเหตุ แต่เมื่อบริษัทฯ (บัตรเครดิต) ทราบเรื่องจากผู้บริโภคแล้ว กลับเพียงแจ้งให้ผู้บริโภคไปแจ้งความกับตำรวจและไม่ได้ดำเนินการอื่น เพื่อปกป้องไม่ให้เงินถูกถ่ายโอนไปยังบัญชีอื่น ๆ ต่อ
2) เงินที่ถูกโจรกรรมเป็นเงินของธนาคารบัตรเครดิต ไม่ใช่เงินของผู้บริโภคฯ
3) ธนาคารบัตรเครดิตฯ เป็นผู้ประกอบธุรกิจ
ที่ให้บริการทางการเงินและเป็นเจ้าของเงินที่
ถูกคนร้ายโจรกรรมไปสามารถสร้างเครือข่ายร่วมกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น เพื่อ
ระงับหรือายัดเงินดังกล่าวไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบได้ แต่กลับไม่รวมกลุ่มกันเพื่อยกระดับการป้องกันภัยทุจริตดังกล่าว และ
4) แนวนโยบายการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุถึงเรื่องการบริหารจัดการภัยทุจริตจากการทำธุรกรรมการชำระเงินผ่านบัตร โดยข้อ 3.2 กำหนดชัดเจนว่า “กรณีเหตุการณ์ทุจริตที่มีผู้ถือบัตรได้รับความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมชำระเงินผ่านบัตร และมีเหตุอันเชื่อได้ว่าไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ถือบัตรหรือผู้ถือบัตรไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้ให้บริการต้องเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้ถือบัตรอย่างครบถ้วน”
ดังนั้น เป็นความรับผิดชอบของธนาคารบัตรเครดิตฯ ที่ต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ควรมาฟ้องผู้บริโภคต่อศาล การที่ธนาคารบัตรเครดิตฯ ฟ้องร้องผู้บริโภค ถือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ศาลจึงมีคำสั่งยกฟ้อง
การเรียกร้องให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นลูกค้าให้รับผิด เป็นการใช้สิทธิโดยไม่เป็นธรรม และทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญาอันเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค เนื่องจากผู้บริโภคไม่ได้เป็นผู้ทำธุรกรรมการเงินด้วยตัวเอง และเงินที่โอนออกไปไม่ใช่เงินของผู้บริโภค จึงไม่ควรผลักภาระให้ผู้บริโภครับผิดชอบหนี้สินบัตรเครดิตได้
“คำพิพากษาของศาลแขวงระยอง ถือเป็นมาตรฐานในการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการบัตรเครดิตจะต้องมีความรับผิดชอบต่อเงินที่ถูกโอนออกไปจาก
ภัยทุจริตทางการเงินเอง ไม่ใช่มาฟ้องคดีให้ผู้บริโภครับผิด และคำพิพากษานี้ยังย้ำถึงหน้าที่ของธนาคารที่ต้องสร้างเครือข่าย ร่วมกับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นเพื่อระงับ ยับยั้ง หรืออายัดเงินที่ลูกค้าผู้ถือบัตรได้แจ้งเหตุว่า ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไว้ชั่วคราวเพื่อตรวจสอบโดยง่าย และย้ำอีกว่า ธนาคารต้องทำตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
ติดตามต่อว่าจะมีอุทธรณ์ ฎีกา หรือไม่ อย่างไร # ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค👏👍✌️