27/04/2026
https://www.facebook.com/share/18qhxYmqNn/?mibextid=wwXIfr
“อัยการนั่งเทียน อ่านนิยายที่ตำรวจเขียน”
ผมบังเอิญเจอคลิปจากรายการหนึ่ง ผู้ให้สัมภาษณ์มีการให้สัมภาษณ์กับรายการ โดยพูดในทำนองว่า
“ตำรวจทำมายังไงอัยการก็ฟ้องตามนั้น”
“อัยการ ไม่มีปัญญาจะมารู้หรอก”
“อัยการก้มหน้าก้มตาฟ้องไป”
แล้วผู้ให้สัมภาษณ์ก็ยังอุตส่าห์มาแซะครุยใหม่อัยการ จนได้...
1.เมื่อเห็นดังนี้ ก็ อดไม่ได้ที่จะต้องอธิบายกระบวนการทำงานของอัยการสักเล็กน้อย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า “อัยการอ่านนิยายที่ตำรวจแต่ง” จริงหรือไม่ และจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
2. หากตัดข้อความดราม่าต่างๆ ที่ผู้ให้สัมภาษณ์ท่านนี้พูด และพาดหัวข่าวของเพจดังกล่าว ที่อาจจะใช้คำกล่าวดูรุนแรง (อาจจะเพื่อให้เรียกแสง รึปล่าว ไม่แน่ใจ) แก่นของเรื่องนี้ คือ “อำนาจหน้าที่ของอัยการไทย”
3. ตามระบบกฎหมายของไทย หลักๆ คือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะมองว่า ตำรวจเป็นผู้ทำหน้าที่ "รวบรวมพยานหลักฐาน" (Investigative function) และอัยการทำหน้าที่ "กลั่นกรองและฟ้องร้อง" (Prosecutorial function) เพื่อความเป็นกลางในการพิจารณาคดีในศาล อัยการจึงมักจะไม่ลงไปในฐานะผู้สอบสวนหลักที่หน้างาน
เช่น ถ้ามีเหตุลักทรัพย์ ฆ่าคนตาย คนที่ไปที่เกิดเหตุ ไปจับผู้ร้าย ไปเรียกพยานมาสอบสวน ก็คือ ตำรวจ (ตำรวจมีทั้ง ฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน) พอตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้ว ก็จะส่งสำนวนให้อัยการ อัยการก็จะกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ดูพยานหลักฐาน คำให้การพยาน คำให้การผู้ต้องหา ถ้าดูแล้ว หลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็สั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ ให้พนักงานสอบสวนไปหามาเพิ่ม ต่อมาถ้าดูแล้วพยานหนักแน่นเพียงพอก็สั่งฟ้อง แต่ถ้าดูแล้ว พยานหลักฐานไม่พอก็สั่งไม่ฟ้อง ขึ้นอยู่กับเนื้อหาแต่ละคดี ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าใจว่า อัยการก็จะต้องดูทั้งพยานฝ่ายของผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และฝ่ายผู้ต้องหาด้วย ใช่ครับ อัยการถูกสอนว่าเราไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายหนึ่ง เราให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา
4.ตามกฎหมายไทย มีบางคดีที่อัยการไทยจะมีอำนาจร่วมสอบสวนกับตำรวจ เช่น คดีค้ามนุษย์ที่มีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งก็คือมีการทำผิดทั้งในไทยและต่างประเทศ อันนี้อัยการจะไปร่วมสอบสวน
5. ฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า อัยการนั่งเทียน อ่านนิยายสอบสวนของตำรวจ แล้วก้มหน้าก็ตาฟ้องไปนั้น อาจจะกล่าวหนักไปเสียหน่อย เพราะสำนักงานอัยการแทบทุกที่ก็มีไฟฟ้าแล้ว มีหลอดไฟนีออนแล้ว ยกเว้นว่าตอนไฟดับ อาจจะมีบ้างที่ต้องนั่งเทียน แต่ก็น้อยมากๆ ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าผู้พูดเขาอยากช่วยประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาลหรือปล่าว
6. เอาละ กลับมาต่อ เรื่องอำนาจอัยการ อัยการบางประเทศจะมีอำนาจต่างกับอัยการไทย หากผู้อ่านดูซีรีย์บางเรื่องก็จะเห็นว่า อัยการจะไปที่เกิดเหตุ ไปร่วมกับตำรวจและมีอำนาจกำกับการสอบสวนของตำรวจโดยตรง เพราะแนวคิดนี้มองว่าอัยการก็คือผู้แสวงหาความจริง ไม่ใช่แค่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้นจึงต้องลงไปกำกับดูแลกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้หลักฐานแน่นพอที่จะพิสูจน์ความผิดในศาลได้ ซึ่งแนวทางนี้ก็นับว่ามีเหตุผลที่ดีอยู่ เพราะสุดท้ายคนที่รู้ว่าอยากได้อะไรไปนำเสนอศาลก็คืออัยการ
7. จริงๆแล้วประเทศไทย เคยมีแนวคิดผลักดันให้อัยการมีอำนาจสอบสวนมากขึ้นและลงไปดูที่เกิดเหตุ ผมไม่แน่ใจตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (ใครรู้ช่วยอัพเดทผมด้วย) แต่ที่ผ่านมามีเสียงคัดค้านค่อนข้างเยอะ (ให้ทายว่าใครคัดค้าน) ว่าอัยการจะไปแย่งอำนาจหน้าที่เขา หรือ กลัวว่าอัยการมีอำนาจมากเกินไป ทำนองนี้
8. หากจะแก้ไขให้อัยการไทยมีอำนาจในการสอบสวนมากขึ้น หลักๆเลยต้องเริ่มจากการแก้กฎหมายครับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การอบรมของอัยการผู้ช่วยก็จะต้องเปลี่ยนเช่นกัน รวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรคนให้เหมาะสมกับงาน เพราะปัจจุบัน พนักงานสอบสวนทั้งหญิงและชาย เครื่องมือเครื่องมือที่ใช้สอบสวนต่างๆ ห้องแล็บที่ใช้ตรวจพิสูจน์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ตรวจอาวุธปืน ฯลฯ ล้วนอยู่ในความดูแลของตำรวจ หากจะให้อัยการมีอำนาจสอบสวนด้วย คงต้องมีการจัดสรรทรัพยากรหลายๆอย่างให้อัยการ
9. ทั้งนี้ ผมก็มองว่า แม้คำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์ท่านนั้นจะดูแรงไปบ้าง แต่ท่านก็คงมีเจตนาดีที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยดีขึ้น โดยเพิ่มบทบาทหน้าที่ของอัยการเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ก็หวังว่าหากวันหนึ่งจะมีการปฏิรูปกฎหมายจริงๆ ขอให้ท่านเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงในในการผลักดัน นอกจากให้อัยการมีอำนาจการสอบสวนแล้ว ก็อย่าลืมแวะไปปรับปรุงกระบวนการเขียนนิยายด้วยนะครับ
จารย์โอ๊ต