All About Law “Your challenges, our commitment — built on sincerity and dedication.”

https://www.facebook.com/share/18qhxYmqNn/?mibextid=wwXIfr
27/04/2026

https://www.facebook.com/share/18qhxYmqNn/?mibextid=wwXIfr

“อัยการนั่งเทียน อ่านนิยายที่ตำรวจเขียน”
ผมบังเอิญเจอคลิปจากรายการหนึ่ง ผู้ให้สัมภาษณ์มีการให้สัมภาษณ์กับรายการ โดยพูดในทำนองว่า
“ตำรวจทำมายังไงอัยการก็ฟ้องตามนั้น”
“อัยการ ไม่มีปัญญาจะมารู้หรอก”
“อัยการก้มหน้าก้มตาฟ้องไป”
แล้วผู้ให้สัมภาษณ์ก็ยังอุตส่าห์มาแซะครุยใหม่อัยการ จนได้...
1.เมื่อเห็นดังนี้ ก็ อดไม่ได้ที่จะต้องอธิบายกระบวนการทำงานของอัยการสักเล็กน้อย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่า “อัยการอ่านนิยายที่ตำรวจแต่ง” จริงหรือไม่ และจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
2. หากตัดข้อความดราม่าต่างๆ ที่ผู้ให้สัมภาษณ์ท่านนี้พูด และพาดหัวข่าวของเพจดังกล่าว ที่อาจจะใช้คำกล่าวดูรุนแรง (อาจจะเพื่อให้เรียกแสง รึปล่าว ไม่แน่ใจ) แก่นของเรื่องนี้ คือ “อำนาจหน้าที่ของอัยการไทย”
3. ตามระบบกฎหมายของไทย หลักๆ คือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะมองว่า ตำรวจเป็นผู้ทำหน้าที่ "รวบรวมพยานหลักฐาน" (Investigative function) และอัยการทำหน้าที่ "กลั่นกรองและฟ้องร้อง" (Prosecutorial function) เพื่อความเป็นกลางในการพิจารณาคดีในศาล อัยการจึงมักจะไม่ลงไปในฐานะผู้สอบสวนหลักที่หน้างาน
เช่น ถ้ามีเหตุลักทรัพย์ ฆ่าคนตาย คนที่ไปที่เกิดเหตุ ไปจับผู้ร้าย ไปเรียกพยานมาสอบสวน ก็คือ ตำรวจ (ตำรวจมีทั้ง ฝ่ายสืบสวน ฝ่ายสอบสวน) พอตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานมาแล้ว ก็จะส่งสำนวนให้อัยการ อัยการก็จะกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ดูพยานหลักฐาน คำให้การพยาน คำให้การผู้ต้องหา ถ้าดูแล้ว หลักฐานยังไม่เพียงพอ ก็สั่งสอบสวนเพิ่มเติมได้ ให้พนักงานสอบสวนไปหามาเพิ่ม ต่อมาถ้าดูแล้วพยานหนักแน่นเพียงพอก็สั่งฟ้อง แต่ถ้าดูแล้ว พยานหลักฐานไม่พอก็สั่งไม่ฟ้อง ขึ้นอยู่กับเนื้อหาแต่ละคดี ซึ่งตรงนี้ต้องเข้าใจว่า อัยการก็จะต้องดูทั้งพยานฝ่ายของผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย และฝ่ายผู้ต้องหาด้วย ใช่ครับ อัยการถูกสอนว่าเราไม่ได้อยู่ข้างฝ่ายหนึ่ง เราให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา
4.ตามกฎหมายไทย มีบางคดีที่อัยการไทยจะมีอำนาจร่วมสอบสวนกับตำรวจ เช่น คดีค้ามนุษย์ที่มีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งก็คือมีการทำผิดทั้งในไทยและต่างประเทศ อันนี้อัยการจะไปร่วมสอบสวน
5. ฉะนั้น คำกล่าวที่ว่า อัยการนั่งเทียน อ่านนิยายสอบสวนของตำรวจ แล้วก้มหน้าก็ตาฟ้องไปนั้น อาจจะกล่าวหนักไปเสียหน่อย เพราะสำนักงานอัยการแทบทุกที่ก็มีไฟฟ้าแล้ว มีหลอดไฟนีออนแล้ว ยกเว้นว่าตอนไฟดับ อาจจะมีบ้างที่ต้องนั่งเทียน แต่ก็น้อยมากๆ ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าผู้พูดเขาอยากช่วยประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาลหรือปล่าว
6. เอาละ กลับมาต่อ เรื่องอำนาจอัยการ อัยการบางประเทศจะมีอำนาจต่างกับอัยการไทย หากผู้อ่านดูซีรีย์บางเรื่องก็จะเห็นว่า อัยการจะไปที่เกิดเหตุ ไปร่วมกับตำรวจและมีอำนาจกำกับการสอบสวนของตำรวจโดยตรง เพราะแนวคิดนี้มองว่าอัยการก็คือผู้แสวงหาความจริง ไม่ใช่แค่ผู้ฟ้องคดี ดังนั้นจึงต้องลงไปกำกับดูแลกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้หลักฐานแน่นพอที่จะพิสูจน์ความผิดในศาลได้ ซึ่งแนวทางนี้ก็นับว่ามีเหตุผลที่ดีอยู่ เพราะสุดท้ายคนที่รู้ว่าอยากได้อะไรไปนำเสนอศาลก็คืออัยการ
7. จริงๆแล้วประเทศไทย เคยมีแนวคิดผลักดันให้อัยการมีอำนาจสอบสวนมากขึ้นและลงไปดูที่เกิดเหตุ ผมไม่แน่ใจตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว (ใครรู้ช่วยอัพเดทผมด้วย) แต่ที่ผ่านมามีเสียงคัดค้านค่อนข้างเยอะ (ให้ทายว่าใครคัดค้าน) ว่าอัยการจะไปแย่งอำนาจหน้าที่เขา หรือ กลัวว่าอัยการมีอำนาจมากเกินไป ทำนองนี้
8. หากจะแก้ไขให้อัยการไทยมีอำนาจในการสอบสวนมากขึ้น หลักๆเลยต้องเริ่มจากการแก้กฎหมายครับ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การอบรมของอัยการผู้ช่วยก็จะต้องเปลี่ยนเช่นกัน รวมไปถึงการจัดสรรทรัพยากรคนให้เหมาะสมกับงาน เพราะปัจจุบัน พนักงานสอบสวนทั้งหญิงและชาย เครื่องมือเครื่องมือที่ใช้สอบสวนต่างๆ ห้องแล็บที่ใช้ตรวจพิสูจน์อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ตรวจอาวุธปืน ฯลฯ ล้วนอยู่ในความดูแลของตำรวจ หากจะให้อัยการมีอำนาจสอบสวนด้วย คงต้องมีการจัดสรรทรัพยากรหลายๆอย่างให้อัยการ
9. ทั้งนี้ ผมก็มองว่า แม้คำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์ท่านนั้นจะดูแรงไปบ้าง แต่ท่านก็คงมีเจตนาดีที่จะทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทยดีขึ้น โดยเพิ่มบทบาทหน้าที่ของอัยการเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ก็หวังว่าหากวันหนึ่งจะมีการปฏิรูปกฎหมายจริงๆ ขอให้ท่านเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงในในการผลักดัน นอกจากให้อัยการมีอำนาจการสอบสวนแล้ว ก็อย่าลืมแวะไปปรับปรุงกระบวนการเขียนนิยายด้วยนะครับ
จารย์โอ๊ต

https://www.facebook.com/share/14VChzABrZe/?mibextid=wwXIfr
14/04/2026

https://www.facebook.com/share/14VChzABrZe/?mibextid=wwXIfr

ประเทศไทยกำลังจะเป็น SLAPP STATE หรือเราแค่เริ่มชินกับการที่รัฐฟ้องคนเห็นต่าง?

เมื่อช่วงต้นปีนี้ ผมเคยเชิญกกต.มาชี้แจงในกรรมาธิการในกรณีกกต.ฟ้องประชาชนในเหตุเลือกตั้งชลบุรีเขต1 ถ้ายังพอจำกันได้

ด้วยความคิดที่ว่า ”การที่หน่วยงานรัฐฟ้องประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของตนนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง“

และวันนี้ มีอีกข่าวที่ผมเพิ่งเห็นคือข่าวอธิบดีกรมการปกครอง แจ้งความดำเนินคดีอาจารย์สมชัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน IT อีก2ท่าน ข้อหาหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ต้นเรื่องไม่ซับซ้อน มีการตั้งคำถามว่า
“ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วไหลหรือไม่”

คำถามนี้…ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบอารยะ
มันควรจะถูกตอบด้วย “ข้อเท็จจริง”

แต่ในประเทศสารขันธ์
มันถูกตอบด้วย “คดี”

ผมนึกถึงคำคำหนึ่ง
ที่ช่วงหลังสังคมไทยได้ยินบ่อยจนชิน

SLAPP

มันย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation
แปลแบบบ้านๆ คือ “การฟ้องเพื่อให้คนหยุดพูด”

ไม่ใช่ฟ้องเพื่อชนะ แต่ฟ้องเพื่อให้เหนื่อย
ให้เสียเวลา ให้เสียเงิน และที่สำคัญ…ให้ “กลัว”

คำถามคือ กรณีนี้เข้าข่ายไหม?

ผมคิดว่า อย่างน้อยที่สุดมัน “หน้าตาเหมือน”

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนตั้งคำถามในประเด็นสาธารณะ
กลับกลายเป็น “จำเลย” ในขณะที่คำถามสำคัญจริงๆ
ยังไม่มีคำตอบ

ข้อมูลรั่วจริงหรือไม่?
ถ้ารั่ว รั่วอย่างไร?
ใครต้องรับผิดชอบ?

คำถามพวกนี้ หายไปจากวงสนทนา

แล้วอาจถูกแทนที่ด้วยอีกคำถามหนึ่ง
“แล้วใครจะโดนฟ้องต่อ”

เรื่องนี้น่ากลัวตรงไหนครับ น่ากลัวตรงที่ไม่ได้อยู่ที่คดีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “บรรยากาศ”

เมื่อคนเริ่มเห็นว่า การพูดเรื่องสาธารณะมีต้นทุนสูง
มีโอกาสโดนคดี มีโอกาสต้องขึ้นศาล

คนจะเริ่ม “คิดก่อนพูด”

แล้วจากคิดก่อนพูด จะกลายเป็น “ไม่พูดดีกว่า”

สังคมแบบนี้ ไม่ได้เงียบเพราะไม่มีปัญหา

แต่เงียบเพราะ “ไม่มีใครกล้าพูดถึงปัญหา”

ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเข้มแข็งเวลามีข้อสงสัยเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่แบบนี้

รัฐจะรีบทำ 3 อย่าง
หนึ่ง ตรวจสอบ
สอง เปิดเผย
สาม อธิบาย

แต่ถ้ารัฐเลือก “ฟ้อง”
มันกำลังส่งสัญญาณอีกแบบหนึ่ง

“ไม่ใช่สัญญาณเรื่องข้อเท็จจริง แต่เป็นสัญญาณเรื่อง “อำนาจ”

ผมไม่ได้บอกว่า ใครถูก ใครผิด เพราะเรื่องข้อมูลรั่ว
สุดท้ายต้องพิสูจน์กันด้วยหลักฐาน แต่สิ่งที่เราควรถามคือ ทำไมคำถามถึงต้องจบที่ศาล แทนที่จะจบที่ความจริง?

ประเทศไทยอาจจะยังไม่ใช่ SLAPP STATE เต็มตัว

แต่ถ้าเรายังเห็นภาพแบบนี้ซ้ำๆ

หน่วยงานรัฐฟ้องคนที่ตั้งคำถาม ใช้กฎหมายที่มีโทษรุนแรงกับเรื่องที่ควรเป็นการตรวจสอบสาธารณะ

วันหนึ่ง เราจะไม่ต้องถามแล้วว่า “ใช่หรือไม่” เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องปกติไปเอง

และวันที่การฟ้องกลายเป็นเรื่องปกติ

ความจริง จะกลายเป็นเรื่องที่หายากที่สุดในสังคมนี้ครับ

#ขอบคุณรูปจากเพจข่าวไทยรัฐครับ

https://www.facebook.com/share/18KMh65JYt/?mibextid=wwXIfr
14/04/2026

https://www.facebook.com/share/18KMh65JYt/?mibextid=wwXIfr

จากรูปการต่อเติมอาคาร 3 ชั้น เมื่อวาน
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไปแล้ว เขตมักจะปล่อย
ไม่ต้องรื้อ ใช้ต่อไปได้

วันนี้ มีคดีทียบเคียงมาให้เป็นกรณีศึกษา
ว่าหลวงไม่ได้ปล่อย
และ คำสั่งศาลปกครองสูงสุดนี้
ยังสาทารถจะเป็นบรรทัดฐาน
ในการพิจารณาการก่อสร้างผิดระยะร่นได้ด้วย

-

ด้วยควาทที่เจ้าบ้านคดีนี้ เค้าค่อนข้างมั่นใจ
ว่าตัวเองสู้ได้ไม่ผิด เลยไปฟ้องศาลปกครองเอง

เลยโดนจัดหนักกลับมาแบบ ชัดเจน(เสียงพี่โต้ ชีริก)

หน้าหงายกันไปแบบ 180 องศา

-

สรุปง่ายๆ ต่อเติมบ้านผิดระยะร่น
ต้องห้ามใช้ และ เมื่อศาลวินิจฉัยว่า
เป็นการก่อสร้างต่อเติม ที่ไม่สามารถแก้ไขให้ถูกตามกฎหมายได้ สุดท้าย ก็จะเจอคำสั่ง รื้อถอน ตามมา

-

เอวังของการต่อเติมผิดระยะร่น ก็ตามนี้แล

อ่านข่าวเต็มในลิงค์ที่คอมเมนต์จ้า

https://www.facebook.com/share/1BLsSCAPBc/?mibextid=wwXIfr
13/04/2026

https://www.facebook.com/share/1BLsSCAPBc/?mibextid=wwXIfr

ออกข้อสอบ Law1 ล่าสุดจ้า
การเรียกประชุมใหญ่
เดิม หากบริษัทต้องการเรียกประชุมใหญ่
บริษัทต้องทำ 2 อย่าง คือ
1. ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ตอบรับ และ
2. โฆษณาหนังสือพิมพ์...........................................................
แต่เนื่องจากในยุคสังคมออนไลน์ ที่ประชาชนอ่านข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต
ผ่านมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ ทำให้คนอ่านหนังสือพิมพ์น้อยมาก
ประกอบกับ หนังสือพิมพ์ที่บริษัทส่วนใหญ่ลงโฆษณาเชิญประชุมนั้น
ก็เป็นหนังสือพิมพ์ที่ไม่มีใครรู้จัก เช่น สายกลาง วัฏจักร ฯลฯ
การลงโฆษณาหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น
คนที่อ่านหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ก็คือบริษัทผู้ว่าจ้างโฆษณานั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ กฎหมายใหม่ จึงยกเลิกการเชิญประชุมโดยการโฆษณาหนังสือพิมพ์ แต่ให้ส่งจดหมายทางไปรษณีย์ตอบรับเพียงวิธีเดียว ....................................................................
อย่างไรก็ตาม ยังมีบริษัทส่วนหนึ่ง ที่มีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ
ซึ่งผู้ถือหุ้นดังกล่าว จะไม่ปรากฏชื่อที่อยู่ในทะเบียนหุ้น
ผู้ถือหุ้นประเภทนี้ โอนหุ้นไปมา โดยวิธีส่งมอบ
และไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนกับบริษัทแต่อย่างใด
ทำให้บริษัทไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นประเภทนี้
และไม่สามารถส่งจดหมายเชิญประชุมทางไปรษณีย์ตอบรับได้
ดังนั้น บริษัทจึงยังจำเป็นต้องโฆษณาหนังสือพิมพ์
เพื่อบอกกล่าวให้ผู้ถือหุ้นดังกล่าวรับทราบด้วย
กฎหมายใหม่จึงยังคงบังคับให้บริษัทที่มีหุ้นชนิดออกให้แก่ผู้ถือ
ต้องโฆษณาหนังสือพิมพ์อยู่ต่อไป .......................................................................
ผู้ร่างกฎหมายเสียงข้างน้อย เห็นว่า
ทำไมไม่แก้กฎหมายให้ส่งจดหมายเชิญประชุมทางอีเมล ด้วยเลย
คำตอบคือ ผู้ร่างกฎหมายส่วนใหญ่ ต้องการอนุรักษ์วิธีการดั้งเดิมไว้
คือการส่งจดหมายไปรษณีย์ตอบรับ ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นทางการ
และกฎหมายหลายเรื่อง (ไม่เฉพาะกฎหมายบริษัท)
ก็ยังคงให้บอกกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับอยู่
อย่างไรก็ตาม หากต้องการส่งหนังสือเชิญประชุมทางอีเมลจริงๆ
ก็สามารถทำได้ โดยการจัดประชุมทางอิเล็กทรอนิกส์
ตาม พรก. ปี 2563 ซึ่งกำหนดให้สามารถส่งหนังสือเชิญประชุมทางอีเมลได้.................................................................
นอกจากนี้ ผู้ร่างกฎหมายเสียงข้างน้อย ยังถามเพิ่มเติมอีกว่า
หากส่งหนังสือเชิญประชุมด้วยมือ (by hand) สามารถทำได้หรือไม่
เพราะกฎหมายมาตรานี้ให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับเท่านั้น
ขอตอบว่า ทำได้ เพราะ มาตรา 1244 บัญญัติว่า
อันหนังสือบอกกล่าวซึ่งบริษัทจะพึงส่งถึงผู้ถือหุ้นนั้น
ถ้าว่าได้ส่งมอบให้แล้วถึงตัวก็ดี หรือส่งไปโดยทางไปรษณีย์สลักหลังถึงสำนักอาศัยของผู้ถือหุ้นดังที่ปรากฏในทะเบียนของบริษัทแล้วก็ดี
ท่านให้ถือว่าเป็นอันได้ส่งชอบแล้ว.......................................................................

https://www.facebook.com/share/p/18auwuUeyN/?mibextid=wwXIfr
11/04/2026

https://www.facebook.com/share/p/18auwuUeyN/?mibextid=wwXIfr

#ตรรกศาสตร์
‼️⁉️ สี่กฎ กับ หกหลัก ของปรมาจารย์ ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์

👉 สี่กฏ ❓
1️⃣ #กฎแห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หมายความถึง
เหตุการณ์อันหนึ่งจะมีความจริงได้ประการเดียว จะมีความจริงหลายประการในข้อเดียวกันไม่ได้
2️⃣ #กฎแห่งความขัดกัน
หมายความถึง ข้อที่ขัดกันย่อมแสดงว่าไม่เป็นความจริง เช่น พยานเบิกความแตกต่างกัน จะเป็นจริงไปด้วยกันทั้งสองประการไม่ได้
3️⃣ #กฎแห่งความเป็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ
หมายความถึง ข้อความใดจะเป็นจริงอย่างไร ต้องเป็นจริงอย่างนั้นเสมอไป จะจริงบ้างไม่จริงบ้าง หรือบางทีก็จริง บางทีก็ไม่จริงไม่ได้
4 #กฎแห่งความมีเหตุผลอันควร
หลักความจริง ซึ่งต้องมีความสมเหตุสมผลอย่ในตัวเองและไม่ขัดแย้งกัน ในภาษากฎหมายใช้คำว่า “เจือสม”
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ได้กำหนดคำว่า "เจือสม"
= ก. มีความสอดคล้องหรือสนับสนุนให้น่าเชื่อ เช่น คำให้การของพยานโจทก์กับพยานจำเลยเจือสมกัน.)
ในระบบกฎหมายอาญาวางหลัก คือ มีหลักการและข้อยกเว้น เรื่องของ “หลักแห่งความมีเหตุผลอันสมควร”

👉 หกหลัก❓
1️⃣ #หลักแห่งธรรมชาติ ( Rules of Nature )
อันได้แก่ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่รู้ ๆ อยู่กันทั่วไป และที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ศาลก็ได้นำหลักดังกล่าวมาใช้ในการตัดสินคดีว่า หากข้อเท็จจริงเกิดขึ้นอย่างนี้ ผลของมันจะเป็นอย่างไร
2️⃣ #หลักแห่งความสมดุล ( Rules of equilibrium )
หมายถึง เมื่อมีข้อเท็จจริงใดเกิดขึ้นก่อนอย่างหนึ่ง แล้วมีข้อเท็จจริงอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้นตามหลังมา เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์จะต้องเชื่อมโยงและเป็นเหตุเป็นผลต่อกันและสมดุลกันหรือเท่ากันหรือใกล้เคียงกันหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะรับฟังได้ว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นความจริง คล้ายกับตาชั่งตรง แต่ถ้าไม่สมดุลหรือขัดแย้งกันเองก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าข้อเท็จจริงนั้นได้เกิดขึ้นจริง
3️⃣ #หลักแห่งความขัดแย้ง ( Rules of opposition )
เป็นหลักที่คล้ายคลึงกับหลักแห่งความสมดุล โดยใช้วิธีเปรียบเทียบเหตุการณ์ตั้งแต่สองเหตุการณ์ขึ้นไป หากเหตุการณ์เหล่านั้นขัดแย้งกันหรือขัดกันเองในสาระสำคัญแล้ว ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง คือจะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดโกหกหรือจะใช้คำสุภาพขึ้นมาอีกนิดว่า พูดความจริงไม่หมด ศาลมักจะนำหลักนี้ไปใช้กับ “พยานคู่ ” เพราะหากพยานคู่เบิกความขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ ศาลมักจะหยิบยกสิ่งเหล่านั้นขึ้นมายกฟ้อง
4️⃣ #หลักแห่งความเป็นไปได้ ( Rules of possibility )
เป็นข้อพิจารณาถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ามีความเป็นไปได้เพียงใดหรือไม่ว่าหากเหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาใดแล้วบุคคลคนนั้นจะสามารถรับรู้ถึงเหตุการณ์เหล่านั้นได้ดีเพียงพอหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ทางตา ทางหู ทางปาก ทางจมูก ทางลิ้นและการสัมผัส อันได้แก่ การรับรู้เกี่ยวกับ รูป รส กลิ่น สี นั่นเอง
5️⃣ #หลักแห่งความสมเหตุสมผล ( Rules of reasonability )
ก็เป็นหลักที่คล้ายคลึงกับหลักแห่งการสมดุล เพราะความสมเหตุสมผล คือที่มาของความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและสามารถอธิบายให้เห็นเป็นรูปธรรมได้อย่างชัดเจน เพราะหากเหตุการณ์ที่อ้างว่าเกิดขึ้นไม่สมเหตุสมผลหรือไม่สมจริงสมจัง ก็ไม่อาจนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้
6️⃣ #หลักแห่งความเป็นจริง ( Rules of reality )
เป็นหลักที่ศาลมักจะนำมาใช้พิจารณาว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวที่เกิดขึ้นเป็นความจริง หรือไม่ โดยดูจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นความจริงได้มากน้อยเพียงใดหรือไม่ และการต่อสู้คดีที่ขัดกับหลักแห่งความจริงมักจะไม่เป็นที่น่าเชื่อถือของศาล ไม่อาจนำมารับฟังได้

ที่อยู่

106 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ All About Lawผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์