14/02/2026
☀️🤍☘️🎁
☀️ #ดวงตาเห็นธรรม #วิถีไทยวิถีพุทธ #ผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน #วิถีคนสวยและรวยมาก #รวยอริยทรัพย์ 💛
#พรหมวิหาร 4
(ธรรมเครื่องอยู่อย่างประเสริฐ, ธรรมประจำใจอันประเสริฐ, หลักความประพฤติที่ประเสริฐบริสุทธิ์, ธรรมที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจและกำกับความประพฤติ จึงจะชื่อว่าดำเนินชีวิตหมดจด และปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ - holy abidings; sublime states of mind)
1. เมตตา (ความรักใคร่ ปรารถนาดีอยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั่วหน้า - loving-kindness; friendliness; goodwill)
2. กรุณา (ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ - compassion)
3. มุทิตา (ความยินดี ในเมื่อผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิกบานอยู่เสมอ ต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุข พลอยยินดีด้วยเมื่อเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไป - sympathetic joy; altruistic joy)
4. อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise)
ผู้ดำรงในพรหมวิหาร ย่อมช่วยเหลือมนุษย์สัตว์ทั้งหลายด้วยเมตตากรุณา และย่อมรักษาธรรมไว้ได้ด้วยอุเบกขา ดังนั้น แม้จะมีกรุณาที่จะช่วยเหลือปวงสัตว์แต่ก็ต้องมีอุเบกขาด้วยที่จะมิให้เสียธรรม
พรหมวิหารนี้ บางทีแปลว่า ธรรมเครื่องอยู่ของพรหม, ธรรมเครื่องอยู่อย่างพรหม, ธรรมประจำใจที่ทำให้เป็นพรหมหรือให้เสมอด้วยพรหม, หรือธรรมเครื่องอยู่ของท่านผู้มีคุณยิ่งใหญ่ - (abidings of the Great Ones)
พรหมวิหาร 4 เรียกอีกอย่างว่า อัปปมัญญา 4 (unbounded states of mind; illimitables) เพราะแผ่สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์สัตว์ทั้งหลาย ไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขต
พรหมวิหารมีในผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นประพฤติปฏิบัติเกื้อกูลแก่ผู้อื่น ด้วยสังคหวัตถุเป็นต้น.
อนึ่ง ในการที่จะเข้าใจและปฏิบัติพรหมวิหาร 4 ให้ถูกต้อง พึงทราบรายละเอียดบางอย่าง โดยเฉพาะสมบัติและวิบัติของธรรม 4 ประการนั้น ดังนี้
ก. ความหมายโดยวิเคราะห์ศัพท์
1. เมตตา = (มีน้ำใจ)เยื่อใยใฝ่ประโยชน์สุขแก่คนทั้งหลาย หรือน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เป็นไปต่อมิตร
2. กรุณา = ทำความสะเทือนใจแก่สาธุชน เมื่อคนอื่นประสบทุกข์ หรือถ่ายถอนทำทุกข์ของผู้อื่นให้หมดไป หรือแผ่ใจไปรับรู้ต่อคนสัตว์ทั้งหลายที่ประสบทุกข์
3. มุทิตา = โมทนายินดีต่อผู้ประกอบด้วยสมบัติหรือผลดีนั้นๆ
4. อุเบกขา = คอยมองดูอยู่ โดยละความขวนขวายว่า สัตว์ทั้งหลายจงอย่าผูกเวรกัน เป็นต้น และโดยเข้าถึงความเป็นกลาง
ข. ลักษณะ หน้าที่หรือกิจ (รส) ผลปรากฏ (ปัจจุปัฏฐาน) และปทัสถาน (เหตุใกล้)
1. เมตตา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นอยู่เป็นปกติ)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการเกื้อกูลแก่คนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = น้อมนำประโยชน์เข้าไปให้แก่เขา
ผลปรากฏ = กำจัดความอาฆาตแค้นเคืองให้ปราศไป
ปทัสถาน = เห็นภาวะที่น่าเจริญใจของคนสัตว์ทั้งหลาย
2. กรุณา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นตกทุกข์เดือดร้อน)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการปลดเปลื้องทุกข์แก่คนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = ไม่นิ่งดูดาย/ทนนิ่งอยู่ไม่ได้ต่อทุกข์ของคนสัตว์ทั้งหลาย
ผลปรากฏ = ไม่เบียดเบียน/อวิหิงสา
ปทัสถาน = เห็นภาวะไร้ที่พึ่ง/สภาพน่าอนาถของคนสัตว์ทั้งหลายที่ถูกทุกข์ครอบงำ
3. มุทิตา = (ในสถานการณ์ที่คนอื่นมีสุขสำเร็จหรือทำอะไรก้าวไปด้วยดี)
ลักษณะ = พลอยยินดี/ยินดีด้วย
หน้าที่ = ไม่ริษยา/เป็นปฏิปักษ์ต่อความริษยา
ผลปรากฏ = ขจัดความริษยา ความไม่ยินดีหรือความทนไม่ได้ต่อความสุขสำเร็จของผู้อื่น
ปทัสถาน = เห็นสมบัติ/ความสำเร็จของคนสัตว์ทั้งหลาย
4. อุเบกขา = (ในสถานการณ์รักษาธรรมตามความรับผิดชอบต่อกรรมที่เขาทำ)
ลักษณะ = เป็นไปโดยอาการเป็นกลางต่อคนสัตว์ทั้งหลาย
หน้าที่ = มองเห็นความเสมอภาคกันในคนสัตว์ทั้งหลาย
ผลปรากฏ = ระงับความขัดเคืองเสียใจและความคล้อยตามดีใจ
ปทัสถาน = มองเห็นภาวะที่ทุกคนเป็นเจ้าของกรรมของตนว่า สัตว์ทั้งหลายจักได้สุข พ้นทุกข์ ไม่เสื่อมจากสมบัติที่ได้ที่ถึง ตามใจชอบได้อย่างไร
ค. สมบัติ (ความสมบูรณ์หรือความสัมฤทธิ์ผล) และวิบัติ (ความล้มเหลว หรือการปฏิบัติผิดพลาด ไม่สำเร็จผล)
1. เมตตา: สมบัติ = สงบหายไร้ความแค้นเคืองไม่พอใจ
วิบัติ = เกิดเสน่หา
2. กรุณา: สมบัติ = สงบหายไร้วิหิงสา
วิบัติ = เกิดความโศกเศร้า
3. มุทิตา: สมบัติ = สงบหายไร้ความริษยา
วิบัติ = เกิดความสนุกสนาน
4. อุเบกขา: สมบัติ = สงบหายไม่มีความยินดียินร้าย
วิบัติ = เกิดความเกิดความเฉยด้วยไม่รู้ (เฉยโง่ เฉยเมย เฉยเมิน)
ง. ข้าศึก คือ อกุศลซึ่งเป็นศัตรูคู่ปรับที่จะทำลายหรือทำธรรมนั้นๆ ให้เสียไป
1. เมตตา: ข้าศึกใกล้ = ราคะ
ข้าศึกไกล = พยาบาท คือความขัดเคืองไม่พอใจ
2. กรุณา: ข้าศึกใกล้ = โทมนัส คือความโศกเศร้าเสียใจ
ข้าศึกไกล = วิหิงสา
3. มุทิตา: ข้าศึกใกล้ = โสมนัส (เช่น ดีใจว่าตนจะพลอยได้รับผลประโยชน์)
ข้าศึกไกล = อรติ คือความไม่ยินดี ไม่ใยดี ริษยา
4. อุเบกขา: ข้าศึกใกล้ = อัญญาณุเบกขา (เฉยไม่รู้เรื่อง เฉยโง่ เฉยเมย)
ข้าศึกไกล = ราคะ (ความใคร่) และปฏิฆะ (ความเคือง) หรือชอบใจและขัดใจ
จ. ตัวอย่างมาตรฐาน ที่แสดงความหมายของพรหมวิหารได้ชัด ซึ่งคัมภีร์ทั้งหลายมักยกขึ้นอ้าง
1. เมื่อลูกยังเล็กเป็นเด็กเยาว์วัย
แม่ - เมตตา รักใคร่เอาใจใส่ ถนอมเลี้ยงให้เจริญเติบโต
2. เมื่อลูกเจ็บไข้เกิดมีทุกข์ภัย
แม่ - กรุณา ห่วงใยปกปักรักษา หาทางบำบัดแก้ไข
3. เมื่อลูกเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวสวยสง่า
แม่ - มุทิตา พลอยปลาบปลื้มใจ หรือหวังให้ลูกงามสดใสอยู่นานเท่านาน
4. เมื่อลูกรับผิดชอบกิจหน้าที่ของตนขวนขวายอยู่ด้วยดี
แม่ - อุเบกขา มีใจนิ่งสงบเป็นกลาง วางเฉยคอยดู
พึงทราบด้วยว่า
ฉันทะ คือ กัตตุกัมยตาฉันทะ (ความอยากจะทำให้ดี หรือความต้องการที่จะทำให้คนสัตว์ทั้งหลายดีงามสมบูรณ์ปราศจากโทษข้อบกพร่อง เช่น อยากให้เขาประสบประโยชน์สุข พ้นจากทุกข์เป็นต้น) เป็นจุดตั้งต้น (อาทิ) ของพรหมวิหารทั้ง 4 นี้
การข่มระงับกิเลส (เช่นนิวรณ์) ได้ เป็นท่ามกลาง
สมาธิถึงขั้นอัปปนา (คือ ภาวะจิตที่มั่นคงเรียบรื่นสงบสนิทดีที่สุด) เป็นที่จบของพรหมวิหารทั้ง 4 นั้น
Angel's Music
Learning to fly starting from until get , helping ourselves together with helping others at our own pace progressively. Amen 🙏🏻 ☀️
ฝึกหัดการบิน เริ่มจาก #พรหมวิหารสี่ ไปจนกว่าจะได้ #สุญญตา
ฝึกตน+ช่วยคนไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก
#พรหมวิหารสี่ ☀️🤍☘️🕊
God created us in his image. ☘️🤍☀️
Know thyself.
is an abstract noun derived from the words eû ('good, well') and daímōn ('dispenser, tutelary '), the latter referring maybe to a minor deity or a guardian spirit.
In the works of Aristotle, eudaimonia was the term for the highest human good in older Greek tradition.
Telos has been consistently used in the writings of Aristotle, in which the term, on several occasions, denotes 'goal'.
Credit: Wikipedia
Makh 8 (Enlightened common path of all religions)
1 Right View: Seeing ( / Unchangeable state) and ( / Changeable State)
2. Right thinking: We’re all Buddhas/God created us in his image.
3. Right Speech: Useful & Harmless.
4. Right Deeds: Useful & Harmless.
5. Right occupation: Useful & Harmless.
6. Right Effort: Diligence in righteous things.
7. Right Conscience: , ,
8. Right concentration: focusing in doing useful things.
💛☀️
#พรหมวิหารสี่รักษาตนรักษาโลก 😇☘️
ผู้มีพรหมวิหารสี่ ย่อมให้อนาคตที่ดีแก่โลก และแก่ตนเมื่อลาโลกไปแล้ว เพราะจะมีแต่ทำความดี เมตตารัก สามัคคี ดุจครอบครัวทั้งโลก ไม่มีการขัดแย้ง 🥰
4 : 1. Wish others happy, 2. Acts to make others happy, 3. Happy with others' happiness & 4. Neutral mind with everything, no attachment with false views in presumption dualism. ( Peace in Christ )
Noble Individuals ☀️
Level 1: : Liberated from 3 bo***ges: - 1. Personality-view of individuality, 2. Doubt 3. Adherence to rules and rituals.
Level 2: : Liberated from 3 bo***ges: - 1. Personality-view of individuality, 2. Doubt 3. Adherence to rules and rituals, and can alleviate greed, anger and infatuation.
Level 3: : Liberated from 5 bo***ges: - 1. Personality-view of individuality, 2. Doubt 3. Adherence to rules and rituals, 4. Sensual Lust, 5. Repulsion.
Level 4: : Liberated from 10 bo***ges: - 1. Personality-view of individuality, 2. Doubt 3. Adherence to rules and rituals, 4. Sensual Lust, 5. Repulsion, 6. Greed for fine-material existence; attachment to realms of form, 7. Greed for immaterial existence; attachment to formless realms, 8. Conceit; pride,9. Restlessness; distraction,
10. Ignorance, Unknowing.
Sodabans have no doubt in the law of karma ( God is faithful, so live in faith in God/Dharma/Tao and accept fate wisely.), in sacred things (God/Buddha) and in reincarnation/life after death of body.
Arahants eradicate 10 bo***ges by eradicate 3 minds ( Mind of the past, present and future), clearly seeing that there is no self, giving anything not from self, like borderless vessel. Lord Buddha advised that yesterday is none, tomorrow is none, so today is likewise.
Remark: Being Noble Individuals while living with people who are not enlightened yet will cause problems to others as others can commit great sinful deeds with the noble individuals, intentionally or unintentionally.
So Noble Individuals need to live mindfully and in the proper circumstance.
But for saving others as Bhodhisattava, cultivators are better not rushing to enlighten but study to percieve the ultimate truth for enlightment/liberation from all bo***ges in the future before passing away
while maintaining Bhromvihara 4 virtues in cultivating self and help others.
https://youtu.be/cTfs7b_wnHA?si=W9Lv3JY-4Tm0PBbR
https://www.facebook.com/share/v/1CavaRMSoz/?mibextid=wwXIfr
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=446878424890271&id=100087043511939
ควรมีความยืดหยุ่น จนสามารถบำเพ็ญตนเป็นได้ทั้ง ปัจเจกญาณ(ประโยชน์ตน) สาวกญาณ (เราต่างมีครูอาจารย์) และ มหาญาณ(ประโยชน์ท่าน) ในคนๆเดียวกัน ได้ตามสถานการณ์อย่างเหมาะสม 🪷☀️🙏🏻
Living flexible that you can be Indipendent Saint(Self-Divine Benefits), Following Saint(Everyone has masters) and Savior Saint (Others’ divine benefits )according to situations as properly. 🪷☀️🙏🏻
💻 lofi beats to relax/study to | 새벽의 작업실 플레이리스트 | 深夜の作業用BGM
☀️ #สุญญตาวิหาร
#อาสวักขยญาณ #ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง
อภิญญา ความรู้ยิ่ง, ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง,
ความรู้ชั้นสูง มี ๖ อย่างคือ
๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้
๒. ทิพพโสต หูทิพย์
๓. เจโตปริยญาณ ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้
๔. ปุพเพนิวาสานุสติ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้
๕. ทิพพจักขุ ตาทิพย์
๖. อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป,
๕ อย่างแรกเป็นโลกียอภิญญา (ไม่ช่วยให้หลุดพ้นเกิดตาย) ข้อสุดท้ายเป็นโลกุตตรอภิญญา (ช่วยให้หลุดพ้นเกิดตาย)
#อรหันต์ (ผู้บรรลุอรหัตตผลแล้ว, ท่านผู้สมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชาอย่างแท้จริง — an Arahant; arahant; Worthy One)
1. สุกขวิปัสสก ( #ผู้เห็นแจ้งอย่างแห้งแล้ง คือ ท่านผู้มิได้ฌาน สำเร็จอรหัตด้วยเจริญแต่วิปัสสนาล้วนๆ — the dry-visioned; bare-insight worker)
2. สมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน คือ ท่านผู้เจริญสมถะจนได้ฌานสมาบัติแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อจนได้สำเร็จอรหัต — one whose vehicle is tranquillity; the quiet-vehicled)
มรรค 4 (ทางเข้าถึงความเป็นอริยบุคคล, ญาณที่ทำให้ละสังโยชน์ได้ขาด - the path)
1. โสดาปัตติมรรค (มรรคอันให้ถึงกระแสที่นำไปสู่พระนิพพานทีแรก, มรรคอันให้ถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส - the path of stream-entry)
2. สกทาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระสกทาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์ได้ 3 ข้อต้น กับทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง - the path of once-returning)
3. อนาคามิมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอนาคามี เป็นเหตุละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ทั้ง 5 - the path of non-returning)
4. อรหัตตมรรค (มรรคอันให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เป็นเหตุละสังโยชน์ได้หมดทั้ง 10 - the path of Arahantship).
#การสร้างบุญกุศลที่สูงสุด (โดย ท่านพุทธทาส)
“ #ฉุดช่วยชีวิตคนให้พ้นการเวียนว่ายเป็นมหากุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์แก้วเจ็ดชั้น”
การทำบุญตามหลักพระพุทธศาสนา
เมื่อพิจารณาดูตามคำตรัสของพระพุทธเจ้าจะเห็นว่าการทำบุญที่สูงสุดนั้น คือ การทำให้คนเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ ให้เขาได้รับความสุขสันติด้วยการมีหัวใจอันสะอาดปราศจากกิเลส สว่างจากความมัวเมาเข้าใจผิด สงบจากความเร่าร้อนแผดเผาในจิตใจ มีการเข้าถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างถูกต้องนั่นเอง
การกระทำอื่น ๆ ไม่ได้บุญขั้นสูงสุด แม้จะบริจาคเงินมากมายจนหมดเนื้อหมดตัวเพียงไรก็ตาม ดังจะยกตัวอย่าง เช่น
- การสร้างโรงพยาบาล
- สร้างโรงเรียน
- สร้างโบสถ์วิหาร
การบริจาคมิได้ให้กุศลสูงสุด
การสร้างโรงพยาบาล เพื่อช่วยชีวิตคนทุกประเภท ตั้งแต่สุภาพบุรุษจนกระทั่งคนเกเรเกกมะเหรก ให้ได้รับการรักษาพยาบาลนั้น จัดว่าเป็นการกุศลโดยไม่มีปัญหา แต่ไม่ใช่กุศลอย่างสูงสุด
เพราะเป็นเพียงการรักษาคนไข้ให้รอดตาย เพื่อให้มีชีวิตอยู่สำหรับจะต้องทนทุกข์อื่น ๆ ต่อไปเช่นเดิมเท่านั้น มันเลยมีค่าเท่ากับ ขังคนไว้ให้ถูกทรมานอยู่ในโลก ต่อไปเหมือนเดิม
ตามความเห็นของพระอริยเจ้า ท่านถือว่าแม้จะมีความไม่ทุเรศในร่างกายพอเป็นเครื่องสบายตาอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีภาวะที่น่าทุเรศในทางจิตหรือทางวิญญาณเท่าเดิม
ถ้าใครอุ่นใจในการรักษาพยาบาลแล้วนอนใจ พากันมัวเมาในการไม่มีโรค มีความประมาท หลงใหลแต่ความสุขในทางเนื้อทางหนัง มีชีวิตอยู่ด้วยความหลงยิ่งขึ้นไปอีก อย่างนี้แล้วก็ไม่สามารถทำตนหรือโลกให้สงบลงได้
ฉะนั้น การช่วยคนให้เพียงรอดตายในทางร่างกายทำนองนี้ จะเป็นที่ชอบใจก็แต่พวกที่มัวเมาในความสุขทางเนื้อหนังเท่านั้น พระอริยเจ้าอาจเพียงยิ้ม ๆเพราะท่านเห็นว่า การทำบุญเช่นนี้ก็เป็นเพียงการช่วยให้คนมีชีวิตอยู่ เพื่อมัวเมาหรือทนทุกข์ทรมานในวัฏสงสารไปตามเดิมหรือเท่าเดิม
ฉะนั้น การสร้างโรงพยาบาลจึงเป็นเพียงกุศลชนิดหนึ่ง หาใช่เป็นเรื่องสูงไม่และจะไม่เป็นบุญกุศลขั้นสูงสุด เว้นแต่จะมีการทำให้คนป่วยไข้มีความเห็นถูกต้องในทางธรรมะรวมอยู่ด้วยเท่านั้น
การให้การศึกษาที่ไม่ถูกต้อง
การสร้างโรงเรียน หรือสร้างมหาวิทยาลัย ก็ทำนองเดียวกัน เป็นการกุศลจริงแต่ไม่ใช่กุศลสูงสุด และยังจะกลายเป็นผลร้ายแก่สังคม
ถ้านักเรียนมีแต่ความรู้ทางโลกล้นเหลือเหนือความมีศีลธรรม แล้วไม่ใช้ความรู้ไปในทางที่ถูก เพราะคุมจิตใจตัวเองไม่อยู่ โลกที่มีแต่คนหนุ่มสาวผู้แสนจะฉลาดปราดเปรื่อง แต่ใช้ความรู้ผิด มีศีลธรรมที่หลงผิดไปตามกิเลสของตนนั้น จะเป็นโลกที่ป่าเถื่อนไปอีกแบบหนึ่ง ร้ายยิ่งกว่าโลกของคนที่ไม่รู้หนังสือแต่มีความสงบ
ความฉลาดนั้น เหมือนอาวุธมีคม ย่อมเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ถ้ายื่นให้แก่ “คนป่าเถื่อนชนิดใหม่” ที่ว่านี้
การมอบความรู้ให้เขาอย่างล้นเหลือเหนือความรู้สึกผิดชอบชั่วดีโดยไม่สมส่วนไปกับความสูงทางจิตใจนั้น จะทำให้โลกนี้กลายเป็นนรกชนิดหนึ่งโดยไม่ต้องสงสัย โรงเรียนและมหาวิทยาลัยทั้งหลายในโลกก็ยังแก้ปัญหาอันนี้ไม่ตก อีกทั้งนับวันจะมากยิ่งขึ้น และผลที่เห็นอยู่ก็คือคนกำลังฉลาดในการหาประโยชน์ใส่ตนอย่างเดียว เห็นแก่ตัวจัดยิ่งขึ้นกว่าสมัยที่คนไม่รู้หนังสือไปเสียอีก จึงทำให้เกิดความเดือดร้อนที่ลึกซึ้งซับซ้อนยิ่งขึ้น
ฉะนั้น การศึกษาชนิดที่โลกเรากำลังให้กันอยู่ในบัดนี้ จึงไม่ใช่การศึกษาที่ถูกต้องแท้จริงและจะว่าเป็นการกุศลที่ดีจริงก็ยังยืนยันไม่ได้เลย แล้วจะถือว่าเป็นกุศลที่สูงสุดไปได้อย่างไร เพราะมันอาจเป็นแต่ทำให้คนรุ่นหนุ่ม ๆ สาว ๆ ของพวกเรากลายเป็นปีศาจที่มีรูปร่าง ท่าทางงดงาม ชดช้อย ชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น
ถ้าดูเผิน ๆ แล้วก็เห็นแพรวพราว แต่ในใจอาจไม่สูงไม่งาม หรือไม่มีความเป็นมนุษย์แม้แต่กระผีกเดียว
ฉะนั้น การศึกษาวิชาทุกชนิดที่นำมนุษย์ไปสู่ลัทธิวัตถุนิยมอันแรงกล้า ย่อมหาใช่การศึกษาที่สามารถทำคนให้เป็น “มนุษย์” หรือเป็นอิสระจากกิเลสได้ไม่
เมื่อกล่าวตามหลักพุทธศาสนาแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นการศึกษาเลย เว้นแต่จะมีการอบรมนักศึกษาเหล่านั้นให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องในทางธรรมะรวมอยู่ด้วยเท่านั้น
การสร้างโบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม เจดีย์
การสร้างโบสถ์ วิหาร วัดวาอารามและเจดีย์ก็อย่างเดียวกัน ยังไม่อาจจัดว่าเป็นการกุศลสูงสุด
มิใช่ว่า ประกวดประชันกันสร้างโบสถ์วิหารและศาลาการเปรียญให้เต็มบ้านเต็มเมือง แล้วจะทำให้คนทั้งหลายเข้าถึงอริยสัจหรือก็เปล่า โบสถ์วิหารในสมัยนี้ ก็กำลังเป็นเพียงศิลปวัตถุ และเป็นที่ประกอบพิธีกรรมตามจารีตประเพณีเท่านั้น หาได้เป็นที่สำหรับทำให้คนเกิดความเห็นแจ่มแจ้งในสัจธรรมตามความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้าไม่
โบสถ์ที่ลงทุนสร้างกันตั้งล้านบาทหรือเกินกว่านั้น ก็ยังไม่เคยทำให้ใครละจากมิจฉาทิฐิมาตั้งตนอยู่ในสัมมาทิฐิ เลยกลายเป็นสิ่งที่มีไว้ดูเล่นกันสวย ๆงาม ๆ เท่านั้น
พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนคนตามพื้นดินตามป่าไม้ โดยไม่เคยเกี่ยวข้องกับโบสถ์วิหารหรือศาลาการเปรียญเหล่านี้ พระสาวกในสมัยต่อมาก็ยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ แต่ท่านก็สามารถประกอบกิจพระศาสนาทุกชนิดได้และสามารถกลับใจคนจากดำเป็นขาวได้อย่างมากมายนับไม่ถ้วน
แต่ในสมัยที่แผ่นดินรกรุงรังไปด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปวัตถุประเภทนี้ เรากลับไม่ได้รับผลในทางจิตใจ สมกับทุนรอนที่เราได้ลงไป อย่าหวังถึงธรรมะในชั้นปรมัตถปรัชญาที่ลึกซึ้งเลย แม้แต่เพียงศีลธรรมขั้นต้น ๆ ก็ปรากฏว่าตกต่ำเสื่อมทรามลงไปมาก ทั้งที่เราก็มีโบสถ์สวย ๆ ทวีจำนวนมากขึ้นทุกที
คนแก่ขนาดต้องถือไม้เท้า หรือต้องมีคนคอยระวังข้างเมื่อไปไหนมาไหน ก็ไม่ปรากฏตัวตามโบสถ์วิหาร แต่กลับหาดูได้ง่ายตามบ่อนตีไก่ ชนโค สนามแข่งม้า
ความงามและความมากมายของโบสถ์วิหารกลับให้ผลผิดไปจากสิ่งที่คนเคยได้ในสมัยที่พระอรหันต์แห่งยุคพุทธกาลท่านใช้พื้นดินหรือป่าไม้เป็นที่กลับใจคน
ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตัวโบสถ์ หรือวิหารที่สวย ๆ นั้นหาสามารถทำให้คนเข้าถึงเหตุผลไม่ มีแต่จะทำคนให้หนักไปในทางยึดถือความศักดิ์สิทธิ์ ติดอยู่ในวัตถุฟุ้งเฟ้อในด้านการประกวดประชัน จนกระทั่งสมภารเจ้าวัดและชาวพุทธพากันหมดเวลาในการเข้าถึงธรรมะที่แท้จริงไป
เพราะเหตุนั้นในสมัยนี้ การท่องเที่ยวไปเพื่อสั่งสอนอย่างสมัยพุทธกาลก็มีไม่ได้ เพราะภิกษุของเราติดวัดหรือติดธุระ อันเกี่ยวกับตัววัดนั่นเอง ผลจึงเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่ไม่มีวัดจะติดอย่างสิ้นเชิง
จะรู้หนังสือหรือไม่รู้หนังสือก็ตาม จะมีชีวิตสั้นหรือยาวก็ตาม จะมีโบสถ์สำหรับสวดมนต์ทำพิธีหรือไม่ก็ตาม ก็ไม่สำคัญเท่าความสะอาด สว่าง สงบของจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นด่วน หรือต้องการก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมดทั้งสิ้น
เราควรเปิดองค์การเผยแพร่คำสั่งสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า หรือแม้บริการการกุศลชนิดที่ทำให้คนมีความเห็นที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฐิบุคคลตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา หรือตามหลักความจริงสากลของธรรมชาติทางฝ่ายจิตให้มากที่สุด
ไม่ใช่เพียงสนใจแต่ทำให้คนรู้หนังสือหรือรอดตาย หรือมีโบสถ์วิหารสวย ๆ เอาไว้สำหรับสวดมนต์หรือโอ้อวดกัน
ด้วยเหตุนี้แหละ เราจะต้องรีบจัดตั้งองค์การที่จะช่วยทำคนให้เป็นมนุษย์อย่างแท้จริง อันเป็นบุญเป็นกุศลขั้นสูงสุดจริง ๆ ซึ่งวิญญาณทุกวิญญาณกำลังต้องการ เพราะกำลังเร่าร้อนกันอยู่ทั่วทุกหัวระแหง โดยเหตุที่ขาดแคลนสถาบันที่มีอุดมคติชนิดที่กล่าวนี้นั่นเอง
เหตุที่ประเทศไทยเรายังด้อยการเผยแพร่พระพุทธศาสนาหรือคนยังไม่มีศีลธรรมและความสงบสุขตามแบบแห่งชาวพุทธให้สมชื่อ ก็เพราะไม่นิยมต่อการกุศลที่แท้จริงและสูงสุด หรือไม่กระทำกันให้เป็นล่ำเป็นสันเหมือนการสร้างโรงพยาบาล สร้างโบสถ์วิหาร สร้างโรงเรียน เพราะกลับไปเข้าใจกันว่าเป็นกุศลแท้จริงและสูงสุด เลยทำกันเสียอย่างฟุ่มเฟือยเหลือเฟือ นั่นเอง
ฉะนั้น เรื่องการกุศลที่แท้จริงและสูงสุดจึงเป็นสิ่งที่ควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณาดูกันเสียใหม่ ด้วยความละเอียดถี่ถ้วนให้ถูกหลักวิชา และอย่าประกอบด้วยความงมงาย ในขณะนี้เรามัวสาละวนอยู่กับการกุศลขั้นธรรมดา ๆ กันเท่านั้น
ฉะนั้น ขอให้พวกเราชาวพุทธหันมาสนใจในการทำบุญทำกุศลประเภทที่ถูกต้องและได้ประโยชน์อย่างสูงสุดกันเถิด
ทั้งหมดนี้ หาได้มีเจตนาจะขัดขวางคัดค้านการสร้างโรงพยาบาล โรงเรียนและวัดวาอารามไม่ แต่เป็นการกล่าวยืนยันว่า สิ่งเหล่านี้ยังมิใช่เป็นการกุศลขั้นสูง
เพราะมันมิใช่การกุศลขั้นสูงสุดจริง ๆ จึงกล้ายืนยัน และขอวิงวอนให้พวกเราทั้งหลายได้ช่วยกันขะมักเขม้นในการกระทำคนให้มีความเห็นอันถูกต้อง และให้มีความรู้ในหลักพุทธศาสนาที่แท้จริง
ขอให้ชาวพุทธเขยิบเลื่อนขั้นกันอีกทีเถิด เขยิบจากการสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล สร้างวัดวาอาราม มาเป็นการสร้างหัวใจคนให้ประกอบด้วย
มนุษยธรรม อันเป็นการทำบุญทำกุศลอันสูงสุด ขอพวกเราจงรีบทำกันเสียโดยเร็ว และทำให้เป็นล่ำเป็นสันกันจริง ๆ เถิด..พุทธทาสภิกขุ...🙏🙏🙏
โพชฌงค์ 7 ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้
Enlightenment Factors 7
1. สติ Mindfulness
2. ธัมมวิจยะ การพิจารณาธรรม Truth Investigation
3. วิริยะ Effort ,Energy
4. ปีติ Joy
5. ความสงบกายสงบใจ Tranquility, Calmness
6. สมาธิ Concentration
7. ความมีใจเป็นกลางเพราะเห็นตามเป็นจริง Equanimity
😳 🌟🧭
Human beings are born with unknowing and mostly had left the world with unknowing, very few had live until true destination.
To find the purpose of life, humanity needs right studying, right experiences which lead to right path. The helpful criteria is .
มรรคมีองค์ 8
The Noble Eightfold Path 8
1. สัมมาทิฏฐิ ( เห็นชอบ Right View )
2. สัมมาสังกัปปะ ( ดำริชอบ Right Thought )
3. สัมมาวาจา ( เจรจาชอบ Right Speech )
4. สัมมากัมมันตะ ( กระทำชอบ Right Action )
5. สัมมาอาชีวะ ( เลี้ยงชีพชอบ Right Livelihood.)
6. สัมมาวายามะ ( พยายามชอบ Right Effort)
7. สัมมาสติ ( ระลึกชอบ Right Mindfulness)
8. สัมมาสมาธิ ( ตั้งจิตมันชอบ Right Concentration)
สัปปุริสธรรม 7 ธรรมของคนดี
7 Virtues of A Good Person
1. ความรู้จักเหตุ - Knowing the Cause
2. ความรู้จักผล -Knowing the Consequence
3. ความรู้จักตน - Knowing Oneself
4. ความรู้จักประมาณ - Knowing Moderation
5. ความรู้จักกาล - Knowing the Proper Time
6. ความรู้จักบริษัท - Knowing the Assembly / the Society
7.ความรู้จักบุคคคล -Knowing the Individual / Other People
คุณสัมพันธ์ (Relations) 5 หมายถึง ความสัมพันธ์ของบุคคล 5 ฝ่าย คือ
1. ระหว่างพระเจ้าแผ่นดิน ( King/Superiors ) กับ ข้าแผ่นดิน ( Citizen/Inferiors ) หมายถึง ผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา
2. ระหว่างพ่อ - แม่ กับลูก ( Parents - Children )
3. ระหว่างสามีกับภรรยา ( Husband - Wife )
4. ระหว่างพี่กับน้อง ( Brotherhood/Sisterhood )
5. ระหว่างเพื่อน ( Friendship )
คุณธรรม (Virtues) 8 ประกอบด้วย
1. ความกตัญญู Gratitude
2. พี่น้องปรองดองกัน Fraternity
3. ซื่อสัตย์ จงรักภักดี Loyalty
4. ความสัตย์จริง Truthfullness
5. จริยธรรม Code of Conduct
6. มโนธรรม Conscience
7. สุจริตธรรม Honesty
8. ละอายต่อความชั่ว Moral Shame
มหาสติปัฏฐาน 4
Foundations of Great Mindfulness
1. กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน
(การพิจารณากายโดยรู้ตัวทั่วพร้อมว่ากำลังทำอะไรอยู่
Contemplate the whole body in present moment all the time.)
2. เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน
(การพิจารณาอารมณ์ว่าเป็นอารมณ์ พอใจ หรือ ไม่พอใจ หรือ เฉยๆ
Contemplation of arising emotions : satisfied, not satisfied, neutral.)
3. จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน
( การพิจารณาสภาวะอารมณ์ที่เกิดแก้จิตนั้นว่าเป็นกิเลสแบบ โลภ หรือ โกรร หรือ หลง
Contemplation of the arising emotions in mind and figuring out if it is greed, anger infatuation.)
4. ธัมมานุปัสสนา สติปัฏฐาน
(การพิจารณาธรรมที่จะนำมาใช้จัดการกิเลสที่เกิดขึ้น
Contemplation on ideas or method to eradicate the arising sensuality wisely.)
สัมมาทิฏฐิ Right View 10
1. ทานที่ให้แล้วมีผลจริง Charity has consequence.
2. ยัญที่ทำแล้วมีผลจริง (ตนและของตน) Sacrifice has consequence (Self and of self).
3. การเซ่นสรวงหรือการบูชามีผลจริง Worshipping has consequence.
4. วิบากแห่งกรรมดีกรรมชัวมีผลจริง Actions ( Thoughts,Speeches,Deeds ) have consequence.
5. โลกนี้มีจริง This world is conditioned existed.
6. โลกหน้ามีจริง The world after body's death is conditioned existed.
7. มารดามีคุณจริง Mother has indebtedness.
8. บิดามีคุณจริง Father has indebtedness.
9. สัตว์ที่ผุดเกิดขึ้นมีจริง Oppatikas ( Instantly birth) are conditioned existed.
10. พระอรหันต์ผู้ สามารถรู้แจ้งโลกนีโลกหน้ามีอยู่จริง Arahats ( Enlightened deity) are existed.
[329] สังโยชน์ 10๑ (กิเลสอันผูกใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือผูกกรรมไว้กับผล — fetters; bo***ge)
ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องต่ำ เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในภพอันต่ำ — lower fetters)
1. สักกายทิฏฐิ (ความเห็นว่าเป็นตัวของตน เช่น เห็นรูป เห็นเวทนา เห็นวิญญาณ เป็นตน เป็นต้น — personality-view of individuality)
2. วิจิกิจฉา (ความสงสัย, ความลังเล ไม่แน่ใจ — doubt; uncertainty)
3. สีลัพพตปรามาส (ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร — adherence to rules and rituals)
4. กามราคะ (ความกำหนัดในกาม, ความติดใจในกามคุณ — sensual lust)
5. ปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ, ความหงุดหงิดขัดเคือง — repulsion; irritation)
ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ 5 (สังโยชน์เบื้องสูง เป็นอย่างละเอียด เป็นไปแม้ในภพอันสูง — higher fetters)
6. รูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งรูปฌาน หรือในรูปธรรมอันประณีต, ความปรารถนาในรูปภพ — greed for fine-material existence; attachment to realms of form)
7. อรูปราคะ (ความติดใจในอารมณ์แห่งอรูปฌาน หรือในอรูปธรรม, ความปรารถนาในอรูปภพ — greed for immaterial existence; attachment to formless realms)
8. มานะ (ความสำคัญตน คือ ถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ — conceit; pride)
9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน — restlessness; distraction)
10. อวิชชา (ความไม่รู้จริง, ความหลง — ignorance)
สังโยชน์ 10 ในหมวดนี้ เป็นแนวพระสูตร หรือ สุตตันตนัย แต่ในบาลีแห่งพระสูตรนั้นๆ มีแปลกจากที่นี้เล็กน้อย คือ ข้อ 4 เป็น กามฉันท์ (ความพอใจในกาม — desire) ข้อ 5 เป็น พยาบาท (ความขัดเคือง, ความคิดร้าย — illwill) ใจความเหมือนกัน
ธรรมทั้งปวงสำเร็จได้ด้วยใจเป็นประธาน
All works will be done with "Mind" as "Chief"
"Honi soit qui mal y pense"
Anicca Dhukkha Anatta Idappacayata Tathata
#ตรีจักรวิสุทธิ์
☘️人 , 大 , 佛, 仙, ,天☀️
https://www.facebook.com/share/v/15t7xW4JBk/
ไม่มีใครแทนใครได้ :
1. https://www.facebook.com/photo/?fbid=822253139941302&set=a.467062912126995
2. https://www.facebook.com/photo/?fbid=855313659197718&set=a.118510739544684
พระพุทธเจ้า โปรดท้าวพกาพรหม ผู้มีมิจฉาทิฏฐิ (ตอนที่ 36)
https://www.youtube.com/watch?v=29j4w08XOSM
#จิตใจที่โอ่อ่า คือจิตแห่ง #บุญกิริยาวัตถุสิบ Lifestyle ⭐️🌙☀️
บุญกิริยาวัตถุ 10 (ที่ตั้งแห่งการทำบุญ, ทางทำความดี — bases of meritorious action)
1. ทานมัย (ทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ — meritorious action consisting in generosity; merit acquired by giving)
2. สีลมัย (ทำบุญด้วยการรักษาศีลหรือประพฤติดี — by observing the precepts or moral behavior)
3. ภาวนามัย (ทำบุญด้วยการเจริญภาวนาคือฝึกอบรมจิตใจ — by mental development)
4. อปจายนมัย (ทำบุญด้วยการประพฤติอ่อนน้อม — by humility or reverence)
5. เวยยาวัจจมัย (ทำบุญด้วยการช่วยขวนขวายรับใช้ — by rendering services)
6. ปัตติทานมัย (ทำบุญด้วยการเฉลี่ยส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น — by sharing or giving out merit)
7. ปัตตานุโมทนามัย (ทำบุญด้วยการยินดีในความดีของผู้อื่น — by rejoicing in others’ merit)
8. ธัมมัสสวนมัย (ทำบุญด้วยการฟังธรรมศึกษาหาความรู้ — by listening to the Doctrine or right teaching)
9. ธัมมเทสนามัย (ทำบุญด้วยการสั่งสอนธรรมให้ความรู้ — by teaching the Doctrine or showing truth)
10. ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำบุญด้วยการทำความเห็นให้ตรง — by straightening one’s views or forming correct views)
#วิธีสร้างบุญบารมี
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ 19 (วัดบวรนิเวศวิหาร)
สำหรับอ่าน : https://www.facebook.com/share/p/17C5Ngwb9j/
สำหรับฟัง : https://www.facebook.com/share/v/1VnZAhhz7N/
พระเตมีย์ใบ้ : ชาติที่ ๑ ผู้ที่มีความอดทน ย่อมได้รับผลสำเร็จเสมอ
https://www.youtube.com/watch?v=leGx5V_aqN8