04/07/2026
“ผมเข้าเรียนหมอที่ศิริราชเมื่อปี 2553 ขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังเนิร์ดวิชาการ ผมลองทำอะไรหลายอย่างที่ไม่เกี่ยวกับอาชีพหมอ เช่น เข้าชมรมดนตรี เรียนการแสดง เรียนการใช้เสียง พอได้ทำแล้วชอบมาก เห็นตัวเองว่าชอบเรื่องศิลปะและความเป็นมนุษย์ ย้อนไปตอนมัธยม ผมเป็นเด็กที่ชอบวาดรูปและชอบอ่านวรรณกรรม แต่เราเป็นเด็กหาดใหญ่ที่แทบไม่รู้จักอาชีพอื่น พอเป็นเด็กเรียนดี พ่อแม่เป็นหมออีก ผมเลยเลือกเรียนหมอโดยไม่ได้สนใจความชอบของตัวเอง
“คนไข้คนแรกที่ผมได้ดูแลตอนเรียนปี 4 เขามีอาชีพเป็นนักมายากล การเลี้ยงนกพิราบทำให้ร่างกายติดเชื้อ ตรงตามตำราเลย ดูแลไปสักพักแล้วอาการแย่ลง เราปั๊มหัวใจผลัดกับเพื่อน แต่สุดท้ายเขาไม่รอด ผมกับเพื่อนๆ กอดคอกันร้องไห้ เราเพิ่งคุยกับเขาเมื่ออาทิตย์ก่อน แฟนและลูกก็มาเยี่ยม แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว หลังจากนั้นผมได้เห็นความตายทุกเมื่อเชื่อวัน ผมเริ่มต้นสนใจการดูแลคนไข้ระยะท้าย อ่านหนังสือเพิ่ม เพื่อหาคำตอบว่าคนเป็นหมอจะดูแลความทุกข์จากการสูญเสียได้ยังไง
“ช่วงท้ายของการเรียนหมอ ผมรู้สึกว่าหนักมากเลย ทั้งดูแลคนไข้ ต้องอยู่เวร อ่านหนังสือสอบอีก มันแตกต่างกันเลยเมื่อเทียบกับกิจกรรมที่ทำ วันหนึ่งผมขึ้นรถกลับบ้านกับแม่แล้วพูดออกมาว่า ‘เนี่ย ลูกมาเรียนหมอเพราะพ่อแม่ ทำไมถึงไม่ให้ลูกเรียนอย่างอื่น’ เรารู้สึกว่าถูกบังคับ พอค้นพบว่าตัวเองชอบอะไร มันเลยสับสน แม่ตอบว่า ‘ตอนนั้นลูกเลือกเองไม่ใช่เหรอ พ่อแม่ทำได้แค่แนะนำ หมอคืออาชีพที่พวกเรารู้จัก ทำไมลูกถึงไม่ใช้สิ่งที่ตัวเองสนใจมาดูแลคนไข้ล่ะ ตอนนี้ก็ทำอยู่ไม่ใช่เหรอ’
“วันนั้นผมน้ำตาไหลออกมา พ่อแม่แค่แนะนำแหละ แต่เราเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม่กล้าเถียง เลยตัดสินใจเรียนหมอ เพราะกลัวว่าเรียนอย่างอื่นแล้วพวกเขาจะเสียใจ เป็นการทึกทักเอาเองว่าโดนบังคับ พอได้คุยกันเลยตั้งหลักได้ว่า อดทนเรียนให้จบก่อนค่อยว่ากัน ผมเป็นเด็กหัวดีที่ตั้งใจเรียน ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเรียนเลย จบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง พอเรียนจบ ผมเลือกใช้ทุนที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ แล้วเลือกเรียนต่อเฉพาะทางสาขาอายุรกรรมที่นั่น
“พอเรียนใกล้จบ พ่อแม่บอกว่าต้องเรียนเฉพาะทางอีก แล้วแนะนำให้ไปทางหมอหัวใจ แต่ผมสนใจประคับประคอง อยากดูแลคนไข้ระยะท้ายให้ตายดี เคยไปดูงานแล้วมีความสุขมาก เป็นงานที่ได้ดูแลกายและใจอย่างครบด้าน เคยเข้าคอร์ส เผชิญความตายอย่างสงบ กับพระไพศาล วิสาโล ในใจตอนนั้นคิดว่า ตอนนี้เราโตพอแล้ว ผมเลยส่งใบสมัครไปที่ศูนย์การุณรักษ์ จังหวัดขอนแก่น จองหอ จองเครื่องบิน แล้วค่อยมาบอกพ่อแม่ (หัวเราะ) เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า ‘นี่คือชีวิตที่เลือกเอง’
“ผมมีความสุขกับการเรียนประคับประคองมาก ตื่นเต้น มีอะไรให้เรียนรู้ตลอด มันชัดเจนว่าเรามีหน้าที่อะไร เมื่อแพทย์ทั่วไปติดเรื่องการดูแลคนไข้ระยะท้าย ก็ส่งมาปรึกษา เพราะเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ พอเรียนจบ ผมกลับมาใช้ทุนเป็นอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ แล้วไปเรียนต่อเฉพาะทางด้านผู้สูงอายุที่รามา ก่อนจะกลับมาทำงานอยู่โรงพยาบาลหาดใหญ่อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นอายุรแพทย์ด้านผู้สูงอายุและการดูแลแบบประคับประคอง อยู่ที่นี่เข้าปีที่ 3 แล้ว
“งานของหมอประคับประคองคือ การประเมินคนไข้แบบองค์รวม ดูแลคุณภาพชีวิตคนที่มีโรคคุกคามชีวิต ไล่ตั้งแต่ด้านร่างกาย ไม่ว่าโรคนั้นจะหายหรือไม่หาย เราสามารถดูแลให้สุขสบายได้เสมอ ปวด หอบเหนื่อย นอนไม่หลับ กินไม่ได้ ท้องผูก อาเจียน ถ้ามีสาเหตุ เราหาสาเหตุแล้วแก้ ถ้าจัดการสาเหตุไม่ได้ เราให้ยาควบคุมจัดการอาการ ส่วนเรื่องจิตใจ พอเขาอยู่กับโรคนี้ จิตใจเป็นยังไง ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างล่ะ รวมไปถึงผู้ดูแลเป็นใคร เขาได้ดูแลตัวเองไหม
“หมอจะทำให้คนไข้เข้าใจตัวโรค เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมกับมองไปในอนาคตด้วยว่า ถ้าวันหนึ่งอาการแย่ลง เขาอาจสื่อสารไม่ได้ ถึงวันนั้นเขาอยากให้หมอ พยาบาล และคนรอบข้างช่วยเหลือดูแลยังไง สิ่งที่มักเกิดขึ้นกับหลายครอบครัวคือ พวกเขาไม่คุยเรื่องนี้มาก่อน พอถึงวันที่คนไข้อาการแย่ลง คนใกล้ตัวอาจทำทุกอย่างตามความต้องการตัวเอง โดยไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่คนไข้ต้องการหรือเปล่า ซึ่งมันอาจเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานในช่วงท้ายก็ได้
“ตอนผมเป็นแพทย์ฝึกหัดเคยไปเยี่ยมบ้านคนไข้ เจอคุณแม่อายุสักหกสิบที่เป็นมะเร็งปอด ก้อนใหญ่เบียดทั้งปอดเลย เขาถูกส่งตัวมาดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน ผมเห็นเขานั่งคุดคู้หน้าพัดลม ลูกเล่าว่านั่งแบบนี้มาเป็นอาทิตย์แล้ว เพราะนอนราบแล้วเหมือนหายใจไม่ออก ต้องเอาหน้าจ่อพัดลมเพื่อให้รู้สึกว่ามีอากาศ ผมพอรู้ว่ามอร์ฟีนช่วยให้หายเหนื่อยได้ เลยไปบอกรุ่นพี่ที่เป็นหมอประจำโรงพยาบาลให้ช่วยสั่งยา เพราะเรายังสั่งเองไม่ได้ ปรากฏว่าวันต่อมาแม่เสียชีวิต ตอนผมไปงานศพ ลูกสาวลงมากราบแล้วบอกว่า ‘หมอ ขอบคุณมากนะคะ คืนนั้นเป็นคืนแรกที่แม่นอนได้’ มันสะท้อนว่าการดูแลร่างกายก็สำคัญ
“อีกเคสตอนอยู่การุณรักษ์ พ่อเป็นทหารอายุเจ็ดสิบกว่า ไตวาย มีโรคประจำตัวเยอะ นอนไอซียูมาเกือบสามเดือน ยิ่งรักษายิ่งมีภาวะแทรกซ้อน หมอให้ยาไปเรื่อยๆ เริ่มมีแผลกดทับ เลือดออกในทางเดินอาหาร ทีมแพทย์ประเมินว่าไม่น่าจะไหว เพราะคนไข้อายุเยอะ ภาวะแทรกซ้อนเยอะ ตอนนั้นลูกชายมาถึงแล้วพูดอย่างเด็ดเดี่ยวเลยว่า ‘หมอต้องทำทุกอย่างให้พ่อรอด’ สักพักอาการพ่อทรุดลงอีก ผมเลยเรียกลูกชายมาคุยว่า ‘เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า ตั้งแต่พ่อไม่สบาย คุณเป็นยังไงบ้าง’
“เขาเล่าว่า อีกสองเดือนจะเออร์รี่ จะมีเงินก้อนหนึ่งที่พาพ่อเที่ยวต่างประเทศ จะทำบ้านเสร็จแล้ว ในใจรู้สึกผิด พอได้ฟังเรื่องราว ผมเลยชวนเขาคุยว่า ‘การที่คุณไปทำงานกรุงเทพฯ มีความหมายกับพ่อยังไง’ เขานิ่งไป แล้วตอบว่า ‘พ่อคงภูมิใจแหละ’ ผมสะท้อนไปว่า ‘การที่คุณดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลหลาน เป็นสิ่งที่พ่อภูมิใจ และมีความหมายกับพ่อมากๆ คุณได้ยินแล้วเป็นยังไงบ้าง’ เขาร้องไห้ ผมเลยชวนให้ขอบคุณตัวเองว่า ‘ที่ผ่านมาคุณทำงานเพื่อพ่อแล้ว ไม่ใช่แค่เตรียมเงินไปเที่ยวหรือซื้อบ้าน แต่คุณทำมาโดยตลอด’
“ผมถามต่อว่า ‘ตั้งแต่พ่อมานอนโรงพยาบาล คุณได้ใช้เวลากับพ่อบ้างหรือยัง’ เขาก็ร้องไห้ ช่วงที่พ่ออยู่ไอซียู เขามาตลอด แต่เหมือนไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันเลย เขามีความโกรธ ความกลัว ความรู้สึกผิด เลยชวนให้เขาลองนึกตามว่า ‘ถ้าพ่อรู้ว่าลูกทำเต็มที่แล้ว พ่อคงขอบคุณและอยากให้คุณดูแลตัวเองได้ในวันที่พ่อไม่อยู่ และพ่อคงรู้ว่าทำเต็มที่แล้วนะ’ พอถึงโมเมนต์นั้น อยู่ๆ เขาก็เปลี่ยนใจ เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่พ่อต้องการคือการอยู่ด้วยกันในโมเมนต์ที่เหลืออยู่ ในฐานะหมอ เราเอาความเป็นโรควางไว้ก่อน แล้วสนใจความเป็นมนุษย์ของลูกชายคนนี้ที่รู้สึกผิด แต่ไม่เห็นว่าที่ผ่านมาเขาทำดีที่สุดแล้ว
“นักศึกษาแพทย์เรียนทั้งหมด 6 ปี แต่เรียนการดูแลคนไข้ระยะท้ายแค่ไม่กี่ชั่วโมง เราเจอคนไข้ตายอยู่ตลอด รู้ว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมาก แต่กลับรู้จักสิ่งนี้น้อยมาก คนในสังคมมักเข้าใจว่า การดูแลประคับประคองคือการดูแลวาระสุดท้ายของคนนั้นให้ดี ผมก็เคยเข้าใจแบบนั้น แต่จริงๆ แล้วคำว่า ‘ตายดี’ มีความหมายมากกว่านั้น ถ้าเราใช้ชีวิตแล้วมีความสัมพันธ์ไม่ดีกับคนอื่นไปทั่ว เราจะคาดหวังให้เสียชีวิตท่านกลางผู้คนที่เรารัก มันยากมากๆ ที่จะเกิดขึ้น
“เราไม่รู้เลยว่า ‘ความตาย’ จะมาเยือนตอนไหน ถ้าคุณอยากตายท่ามกลางคนที่รัก ทุกวันนี้คุณให้เวลากับพวกเขามากแค่ไหน คุณดูแลพ่อแม่ยังไง โทรหาพวกเขาบ่อยแค่ไหน คุณเลี้ยงลูกด้วยแท็บเลต หรือเลี้ยงลูกด้วยการสอนให้เป็นเด็กมีวินัยและมีความอดทน ถ้าคุณไม่อยากตายไปด้วยอารมณ์โกรธ ทุกวันนี้คุณมีชีวิตอยู่ด้วยอารมณ์อะไรเป็นหลัก สำหรับผม การดูแลคนไข้ระยะท้ายไม่ใช่แค่ช่วงเวลาสุดท้าย แต่มันคือบทสรุปจากทั้งชีวิตที่ใช้มา
“ผมมีความเชื่อมั่นลึกๆ ว่า การทำให้คนหนึ่งคนตายดีจะส่งผลต่อการตายดีของคนที่ยังอยู่ด้วย เราได้ใช้การตายของคนนั้นเป็นบทเรียนให้คนที่เหลืออยู่ เป็นการบอกว่า เรามีค่ามีความหมายต่อกันมากแค่ไหน ทำให้เห็นว่าชีวิตมีค่านะ เพื่อให้คนเหลืออยู่ใช้ชีวิตได้ดีในอนาคต ยิ่งผมมาเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาแพทย์ เวลานักศึกษาแพทย์ดูแลคุยกับคนไข้ เห็นน้ำตาของญาติ เขาก็ร้องไห้กันด้วย พอจบจากเคสก็มาคุยกัน บางคนก็บอกว่า 'หนูคิดถึงคุณตา มาเรียนหมอแล้วไม่ได้กลับไปลาคุณตา’ ‘มาเรียนหมอดูแลคนไข้ได้ แต่ผมไม่ได้ดูแลพ่อแม่’
“ขณะเดียวกัน มันสะท้อนให้เรากลับมาใช้ชีวิตอย่างมีสติด้วย เราก็มีเส้นทางแบบนั้น มีจุดจบ มีวันสุดท้าย ทุกครั้งที่ผมได้คุยเรื่องนี้กับใคร มันได้กลับมาทบทวนว่า วันนี้เราใช้ชีวิตในแบบจะมานั่งเสียดายภายหลังไหม เราได้ใช้ชีวิตตรงกับคุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่แล้วจริงหรือเปล่า เราจะมานั่งเสียใจช้ำอกช้ำใจกับเรื่องนั้นทำไม ชีวิตก็เท่านี้เอง ไม่ต้องไปถือสากับเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตมากมาย ไม่ใช่เรื่องตายอย่างเดียว บางบ้านไม่เคยขอบคุณ ไม่เคยบอกรัก เราชวนให้เขาได้พูด ก็ได้เรียนรู้ว่า คนรักกันบอกรักกันได้ บอกได้เลย ไม่ต้องรอมาพูดขอบคุณหรือขอโทษในวันสุดท้ายของชีวิต”
นายแพทย์ฐากูร กาญจโนภาศ
ห้องเรียน Palliative Care