Legal Basis รวมความรู้ทางกฎหมายที่น่าสนใจ รับว่าความและปรึกษาคดีทุกประเภท โดยทนายความผู้เชี่ยวชาญ

แม้ว่าวันแรงงาน ⚒️ จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ปัญหาข้อพิพาทแรงงานก็ยังคงมีอยู่ทุกวัน วันนี้ได้รับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงอย...
10/05/2024

แม้ว่าวันแรงงาน ⚒️ จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ปัญหาข้อพิพาทแรงงานก็ยังคงมีอยู่ทุกวัน วันนี้ได้รับคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงอยากนำมาเผยแพร่แก่ประชาชนและผู้ใช้แรงงานทุกท่าน
ข้อเท็จจริง : ลูกจ้างผู้สูงอายุหลายท่านโดยเฉพาะที่มีอายุ 60 ปี มีปัญหากรณีต้องการเกษียณอายุการทำงาน แต่เมื่อถามไปยัง Hr ก็ได้รับการตอบกลับมาว่า “บริษัท ไม่มีข้อบังคับกำหนดการเกษียณอายุไว้” ต่อมาลูกจ้างก็ได้พิมพ์หนังสือแจ้งความจำนงค์ขอเกษียณอายุด้วยตนเอง แต่นายจ้างบอกว่านี้คือการลาออก จึงไม่จ่ายค่าชดเชย ปัญหามีว่าลูกจ้างท่านนี้จะดำเนินการอย่างไรได้บ้างและจะได้รับค่าชดเชยหรือไม่ ❓
ก่อนอื่นเรามาดูหลักกฎหมายในเรื่องนี้กัน
1.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118 วรรคแรก กำหนดไว้ว่า “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างดังต่อไปนี้“
▶️เมื่อพิจารณาตาม มาตรา 118 วรรคหนึ่ง จะเห็นได้ว่า นายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าชดเชยต่อเมื่อมีการเลิกจ้างหรือไล่ออกนั่นเอง ฉะนั้นแล้วหากลูกจ้างลาออกไปเอง ลูกจ้างจะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด แต่ยังมีบทกฎหมายคุ้มครองลูกจ้างอยู่
2.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 วรรคแรก กำหนดไว้ว่า “การเกษียณอายุตามที่ลูกจ้างนายจ้างตกลงกัน หรือนายจ้างกำหนดไว้ ให้ถือเป็นการเลิกจ้าง”
▶️เมื่อพิจารณา มาตรา 118/1 วรรคแรก จะเห็นได้ว่าจะต้องเป็นกรณีนายจ้างและลูกจ้างตกลงกำหนดอายุเกษียณไว้ หรือนายจ้างได้กำหนดเกณฑ์อายุไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ลูกจ้างจึงจะเกษียณอายุได้โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชย
แล้วลูกจ้างท่านนี้จะทำยังไงดี มาดูกันต่อ❗️
3.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 วรรคสอง กำหนดไว้ว่า “ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้น ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง“
▶️เมื่อพิจารณา มาตรา 118/1 วรรคสอง ก็จะเห็นได้ว่าแม้ไม่ได้มีการตกลงการเกษียณอายุไว้ หรือกำหนดไว้เกิน 60 ปี ลูกจ้างที่มีอายุครบ 60 ปี ก็มีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุต่อนายจ้างได้ โดยกฎหมายไม่ได้คำนึงว่าข้อบังคับบริษัทจะกำหนดไว้อย่างไร

ดังนั้นแล้วเมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมาย ลูกจ้างท่านนี้ก็มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชยตามอายุการทำงาน
แต่ลูกจ้างจะเรียกร้องเอาจากนายจ้างได้ยังไง ❓เพราะนายจ้างปฏิเสธว่าไม่ต้องจ่าย

🔅ลูกจ้างท่านนี้จึงมาปรึกษาทนาย ตอนแรกทนายก็โทรไปคุยกับนายจ้างและมีจดหมายถึงนายจ้างเพื่อให้จ่ายค่าชดเชย แต่นายจ้างก็ยังปฏิเสธ ทนายเรื่อยดำเนินการจัดเตรียมเอกสารเกี่ยวกับการทำงานและจัดเตรียมข้อเท็จจริงที่ได้รับการบอกเล่าจากลูกจ้างบันทึกเป็นเอกสารนำส่งต่อพนักงานตรวจแรงงาน และได้รับมอบอำนาจจากลูกจ้างให้ดำเนินการเข้าให้ถ้อยคำต่อพนักงานตรวจแรงงาน และวันนี้ลูกจ้างก็ได้รับหนังสือคำวินิจฉัยจากพนักงานเรียบร้อยแล้วครับ โดยมีคำบังคับตามที่ปรากฏด้านล่างนี้เลย ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับลูกจ้างด้วยน่ะครับ

ครั้งต่อไปเราจะมาดูกันว่าหากนายจ้างได้รับหนังสือจากพนักงานตรวจแรงงานแล้วแต่ก็ยังไม่จ่าย ลูกจ้างจะดำเนินการยังไงได้บ้าง ➡️
#รับให้คำปรึกษาทางกฎหมาย #รับว่าความทั่วราชอาณาจักร #ที่พึ่งแรงงาน #ชีวิตคุณจะง่ายขึ้นเมื่อให้ทนายความดำเนินการให้

🔥เล่นแชร์อย่างไรให้ถูกกฎหมาย (โพสต์นี้สำหรับท้าวแชร์โดยเฉพาะ)  มีการสอบถามกันเข้ามาอยู่เป็นประจำว่า การเล่นแชร์ถ้าไม่มีห...
28/04/2023

🔥เล่นแชร์อย่างไรให้ถูกกฎหมาย (โพสต์นี้สำหรับท้าวแชร์โดยเฉพาะ)
มีการสอบถามกันเข้ามาอยู่เป็นประจำว่า การเล่นแชร์ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือจะฟ้องลูกแชร์ได้ไหม ❓เล่นแชร์คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ15ต่อปีได้หรือไม่ ❓ท้าวแชร์มีโอกาสที่จะติดคุกได้หรือไม่ ❓ท้าวแชร์ทั้งหลายเชิญมาร่วมหาคำตอบกันได้ในบทความนี้ครับ
การเล่นแชร์ คือ “การที่บุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวดๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไป โดยการประมูลหรือโดยวิธีอื่นใด”
__________
ข้อกฎหมายสำคัญสำหรับการเล่นแชร์นั้นพิจารณาได้ดังต่อไปนี้ คือ
📌ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
🔴หากลูกวงแชร์ผิดนัดไม่ชำระค่าแชร์ ท้าวแชร์มีอำนาจฟ้องเรียกเงินจากลูกวงแชร์ได้ทันที ไม่ต้องคำนึงว่านายวงแชร์จะชำระแทนลูกวงแชร์ไปแล้วหรือไม่ (ฎ.3010/35)
🔴เงินค่าแชร์ที่ลูกวงแชร์ส่งให้ท้าวแชร์นั้น หากต่อมาปรากฎว่าแชร์ล้ม ท้าวแชร์ก็ต้องรับผิดทางแพ่ง แต่ไม่มีความผิดอาญาฐานยักยอก
🔴การตกลงเล่นแชร์ไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เพราะไม่ใช่เรื่องการกู้ยืมเงินกัน (ฎ.629/2486) ทั้งกฎหมายมิได้บังคับว่าต้องทำสัญญากัน (ฎ.2253/18)
แต่❗️ทนายขอแนะนำว่าควรจะต้องทำเป็นหนังสือให้ไว้ต่อกันระหว่างท้าวแชร์กับลูกวงแชร์ หรืออาจจะมีการตกลงกันในแชทไลน์หรือเฟสบุ๊คก็ได้ เนื่องจากจะได้ฟ้องร้องได้โดยง่าย
🔴สัญญากู้ยืมเงินนั้น กฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ15ต่อปี(แต่หากธนาคารเป็นผู้ให้กู้อาจจะกำหนดเกินได้) แต่เมื่อการเล่นแชร์ไม่ใช่สัญญากู้ยืมเงิน ผู้เล่นจะประมูลให้ดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ15ต่อปีก็ย่อมทำได้ (ฎ.698/06,ฎ.2013/37)
🔴หากลูกแชร์ผิดสัญญาไม่ชำระค่างวดภายในกำหนด ท้าวแชร์มีอำนาจฟ้องภายในกำหนดอายุความ 5 ปี (ฎ.182/16,ฎ.284/16)
🔴หากท้าวแชร์ชำระหนี้แทนลูกวงแชร์ แล้วมาฟ้องเรียกเอาเงินที่ชำระแทนไป กรณีนี้มีกำหนดอายุความ10ปี (ฎ.1553/37)
__________

📌ความรับผิดทางอาญา ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6

🔴นายวงแชร์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา(ที่มิใช่นิติบุคคล) จะจัดให้เล่นแชร์รวมกันเกิน3วงไม่ได้ เพราะท้าวแชร์ต้องมีความรับผิดชอบต่อสมาชิกวงแชร์ หากแชร์ล้มก็อาจจะรับผิดชอบไม่ไหว ฉะนั้น หากท้าวแชร์จะจัดให้เล่นแชร์ก็ต้องเว้นระยะห่าง
เช่น แชร์วงที่1สิ้นสุดวันที่ 1 มกราคม 2566 วงที่2 สิ้นสุดวันที่ 1กุมภาพันธ์2566 และวงที่3สิ้นสุดวันที่ 1 มีนาคม 2566 หากแชร์วงแรกสิ้นสุดไปแล้ว ดังนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2566 ท้าวแชร์ก็สามารถตั้งวงแชร์ขึ้นมาใหม่อีกวงหนึ่งได้
🔴และสมาชิกรวมกันทุกวงต้องไม่เกิน 30 คน โดยไม่สนใจว่าจะมีกี่คน
เช่น วงที่1 มีสมาชิก 28 คน วงที่2มีสมาชิก2คน วงที่3มีสมาชิก 6 คน แม้รวมกันไม่เกิน3วงตามเงื่อนไขข้อแรก แต่เมื่อสมาชิกทุกวงรวมกันเกิน30คน ก็ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์
🔴ต้องมีเงินกองกลางต่อ1งวดรวมกันทุกวงเป็นมูลค่าไม่เกิน 300,000บาท ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง พ.ศ.2534
🔴ห้ามท้าวแชร์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่จะได้รับทุนกองกลางในงวดหนึ่งงวดใดโดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เพราะอาจกระทบต่อการบริหารจัดการวงแชร์
__________
📍ข้อพิจารณาเพิ่มเติม

🔴อย่างไรก็ตามผู้ที่จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ต้องกระทำโดยมีเจตนา (ฎ.2318/53)
🔴ความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ฉะนั้นลูกวงแชร์จะฟ้องท้าวเองไม่ได้ ต้องดำเนินการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีต่อไป (ฎ.2926/44)
🔴กรณีมีการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เล่นแชร์มาตรา6นี้ ท้าวแชร์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม มาตรา17 แห่ง พ.ร.บ.การเล่นแชร์
🔴นิติบุคคลจะเป็นท้าวแชร์ไม่ได้ ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ มาตรา 5 หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่1-3เท่าของทุนกองกลางแต่ละงวดของทุกวงแชร์ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท ตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ มาตรา 16
🔴แม้บุคคลธรรมดาจะมีอำนาจจัดให้มีการเล่นแชร์ แต่จะโฆษณาชี้ชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมในการเล่นแชร์ไม่ได้ เช่น โพสต์ลงเฟสบุ๊คโดยเปิดสาธารณะ แต่สามารถทักชวนเพื่อนฝูงเป็นการส่วนตัวได้ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ตาม มาตรา19
🔴 หากท้าวแชร์สำรองจ่ายให้แก่ลูกวงแชร์ไปก่อน เพราะมีคนผิดนัด ต่อมาท้าวแชร์ได้ให้ลูกวงแชร์ทำสัญญากู้ไว้ เช่นนี้เรียกว่าเป็นการแปลงหนี้ใหม่ และสามารถฟ้องให้รับผิดตามสัญญาเงินกู้ได้ (ฎ.8911/43)
🔴 กรณีมีการตกลงกันว่าหากลูกวงแชร์ประมูลแชร์ได้ ต้องมีการทำสัญญากู้ไว้กับท้าวแชร์ โดยยังไม่ได้กรอกจำนวนเงินกู้ไว้ หากต่อมาท้าวแชร์ไปกรอกจำนวนเงิน เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นสัญญากู้ปลอม เพราะเป็นการยอมให้ท้าวแชร์กรอกจำนวนเงินค่าแชร์ที่ลูกวงต้องชำระคืน (ฎ.247/48)

__________
ฉะนั้นหากท้าวแชร์ไม่อยากตกเป็นเหยื่อเสียเองก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด ส่วนหลักเกณฑ์ข้ออื่นๆหากมีข้อสงสัยสามารถทักมาปรึกษาได้โดยตรงในเพจนี้โดยมีทีมทนายให้คำปรึกษาฟรี หรือ. Line Id: sinnattavat และหากเห็นว่าเป็นประโยชน์ฝากช่วยกดไลค์ กดแชร์เป็นกำลังใจให้ด้วยครับ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่สนใจไม่มากก็น้อยครับ ขอบคุณครับ.
หากสนใจเรื่องใดสามารถคอมเม้นท์กันเข้ามาได้ครับ แล้วจะรวบรวมข้อมูลมาให้อ่านกันครับ

สิทธิฎีกาคดีอาญา  ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยตาม ป.อ.มาตรา151 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา157 เช่นนี้จะ...
06/04/2023

สิทธิฎีกาคดีอาญา
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยตาม ป.อ.มาตรา151 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา157 เช่นนี้จะถือว่าแก้ไขบทความผิดหรือไม่❓มาหาคำตอบในโพสต์นี้ครับ
ข้อพิจารณาเบื้องต้น : การฎีกาในคดีอาญานั้น ปัจจุบันถือเป็นสิทธิของคู่ความ หากคดีไม่มีข้อต้องห้ามฎีกา คู่ความก็มีสิทธิในการฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แตกต่างจากการฎีกาในคดีแพ่งซึ่งต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกา เมื่อการฎีกาถือเป็นสิทธิ แม้คู่ความจะยื่นคำร้องทำนองว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป แต่หากยังอยู่ถายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา คู่ความก็มีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.2265/56)

🔥ข้อจำกัดสิทธิในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218
🛑วรรคแรก
1.กรณีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นหรืแก้ไขเล็กน้อย และ
2.ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน5ปีหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน5ปี
ผล:ห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง
ข้อยกเว้น:หากศาลอุทธรณ์พิพากษากลับหรือแก้ไขมาก เช่นนี้คู่ความฎีกาได้ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา218วรรคแรก
🛑วรรคสอง
1.กรณีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นหรือแก้ไขเล็กน้อย และ
2.ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน5ปี
ผล:ห้ามโจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริง
ข้อยกเว้น:หากศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก โจทก์อุทธรณ์ได้
🔅อย่างไรเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย
โปรดย้อนดูในบทความเรื่อง “สิทธิอุทธรณ์คดีอาญา Chapter2“
___________________________
ข้อสังเกต มาตรา218
⭕️การแก้ไขมากคืออะไร❓
คือ การที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขทั้งบทมาตราความผิดและโทษที่ลงแก่จำเลย
กรณีแก้บทลงโทษอย่างเดียวที่ถือเป็นการแก้ไขมาก คือ แก้จากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ (ฎ.2551/33) หรือแก้จากไม่รอการลงโทษเป็นรอการลงโทษ
กรณีแก้จากความผิดสำเร็จเป็นพยายาม แก้จากไม่บันดาลโทสะเป็นบันดาลโทสะ แก้จากป้องกันพอสมควรแก้เหตุเป็นป้องกันเกินกว่าเหตุ เหล่านี้ถือเป็นการแก้บทลงโทษ
ฎ.3874/29 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิด ป.อ.มาตรา288 จำคุก15ปี ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าผิด ม.288,72 จำคุก3ปี ถือว่าศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบททั้งโทษ อันเป็นการแก้ไขมาก
เช่น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย7ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา297 ศาลอุทธรณ์ยืนตาม เช่นนี้จำเลยฎีกาได้ ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา218วรรคแรก แต่โจทก์ฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตาม มาตรา218วรรคสอง แต่หากศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยจำคุก 5ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตาม เช่นนี้ห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 218วรรคแรก
หรือ ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลย 3ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา 336 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 334 จำคุก1ปี เช่นนี้เป็นกรณีศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทและโทษ อันถือเป็นการแก้ไขมาก คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตาม มาตรา218วรรคแรก
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย10ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา288,80 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา297 ลงโทษจำคุกจำเลย 6ปี เช่นนี้ ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม มาตรา218วรรคสอง
แต่❗️กรณีแก้จากความผิดหลายกรรมเป็นกรรมเดียว (ฎ.8053/53) แก้เรื่องริบทรัพย์ (ฎ.9280/51) แก้จำนวนเงินทีให้จำเลยใช้คืน (ฎ.1164/31) ถือเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย

⭕️กรณีแก้วรรคในความผิดมาตราเดียวกัน และแก้โทษ จะถือเป็นการแก้ไขมากหรือไม่ ❓
ฎ.6098/64 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 25ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา277วรรคสาม(เดิม) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา227วรรคแรก(เดิม) จำคุกจำเลย 2ปี เป็นกรณี #ศาลอุทธรณ์แก้วรรคความผิดในมาตราเดียวกัน #ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษก็ไม่ถือเป็นการแก้ไขมาก เมื่อโทษจำคุกไม่เกิน5ปี ที่โจทก์ฎีกาว่าขณะกระทำชำเราจำเลยถืออาวุธมีดอยู่ในมือย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218วรรคแรก
ฎ.2302/62 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่1และที่2 ตามป.อ.มาตรา151,157,83 ศาลชั้นต้นเห็นว่าป.อ.มาตรา151,83 เป็นบทเฉพาะแล้วจึงไม่ผิด มาตรา157 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่2กระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา151 คงมีความผิดมาตรา157 #เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด เป็นการแก้ไขเล็กน้อย
ฎ.2993/30 โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์นับอายุของผู้เสียหายคลาดเคลื่อน เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนนั้น #เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกา
⭕️กรณีแก้บทฉกรรจ์ เช่น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม ป.อ.ม.335 แม้ศาลอุทธรณ์แก้เป็นลงโทษตาม ป.อ.มาตรา336ทวิ แต่เมื่อเป็นเพียงบทที่ให้ศาลลงโทษหนักขึ้นโดยมีรากฐานความผิดมาจากบทเดิม จึงไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด เป็นเพียงการปรับให้เข้าบทฉกรรจ์ แม้แก้โทษ ก็ไม่ถือเป็นการแก้ไขมาก(ฎ.1795/53)
⭕️ป.วิ.อ.มาตรา218 พิจารณาเพียงโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่ต้องดูโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ฎ.796/18,ฎ.4344/44)
_________________________________
🔥ข้อจำกัดสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา219
1.ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน2ปีหรือปรับไม่เกิน40,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้
ผล:ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ข้อยกเว้น:ไม่ใช้บังคับแก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จำเลยย่อมฎีกาในข้อเท็จจริงได้
เช่น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา336 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย1ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา334 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกจำเลย2ปี ในความผิดตามป.อ.มาตรา336 อันถือเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษแก่จำเลย เช่นนี้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา219 แต่โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2ปี ในความผิดตามป.อ.มาตรา336 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าลงโทษจำคุกจำเลย1ปี ในความผิดตามป.อ.มาตรา334 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน2ปี แม้ศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก และแม้จะไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา218 แต่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219
ฎ.824/65 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3ปี ในฐาน ป.อ.ม.341 และจำคุก1ปี ในฐาน ป.อ.ม.267 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก2ปี ศาลอุทธรณ์แก้ #เป็นว่าทั้ง2ฐานเป็นความผิดกรรมเดียว จึงลงโทษจำคุกฐาน ม.341 2ปีและปรับ20,000บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1ปี และปรับ10,000บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219
ฎ.3730/61 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย6เดือน ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา371 และลงโทษจำคุก1ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา300 และความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1ปี ลดให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก15เดือน ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษปรับ20,000บาท ฐาน ม.371 ปรับ 10,000บาท และฐานม.300ปรับ6,000บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 18,000บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ2ปี และปรับไม่เกินกระทงละ40,000บาท ห้ามโจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 219
_____________________________________
🔥การนับโทษจำคุกตาม ป.วิ.อ.มาตรา218และมาตรา219
⭕️กรณีมีการเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ต้องคำนวณโทษจำคุกหลังศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำคุกฐานไม่เข็ดหลาบรวมเข้าด้วย(ฎ.4189/50)
⭕️แต่กรณีศาลนำโทษที่รอในคดีก่อนมาบวกรวมเข้าด้วยในคดีนี้ เช่นนี้ไม่นำมารวมเป็นโทษในคดีนี้ (ฎ.6242/44)
⭕️ไม่นำโทษตามวิธีการเพื่อความปลอดภัยเข้ารวมคำนวณ ตาม ป.วิ.มาตรา 219ทวิ วรรคสอง
⭕️กรณีโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกระทงต่างกัน ต้องคำนวณโทษเป็นรายกระทงแยกจากกัน ไม่นำมารวมคำนวณ (ฎ.444/63,ฎ.1029/63)
⭕️กรณีศาลลดโทษ ต้องถือโทษสุทธิหลังลด (ฎ.7074/37)
⭕️การรอการกำหนดโทษและคุมประพฤติไว้ ไม่ถือเป็นการลงโทษ (ฎ.946/62)
⭕️กรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิจารณาเฉพาะบทหนักว่าต้องห้ามหรือไม่ หากบทหนักศาลแก้ไขเล็กน้อย แม้จะยกฟ้องบทเบา แต่เมื่อบทหนักต้องห้ามฎีกา ก็จะฎีกาไม่ได้( ฎ.3448/47)
______________________________________
🔥ข้อจำกัดสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219ทวิ เป็นเรื่องห้ามฎีกาคัดค้านคำสั่งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างเดียว
ฎ.199/37 จำเลยฎีกาว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ลงโทษกักกันตามที่โจทก์ขอมา เพราะเป็นการลงโทษแก้แค้น ทดแทนเพิ่มเติมเป็นผงร้ายแก่จำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม มาตรา219ทวิ
🔥ข้อจำกัดสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219ตรี
ฎ.8153/40 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน และลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี นั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่ เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 219 ตรี โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา
______________________________________
🔥ข้อห้ามฎีกาในกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ ป.วิ.อ.มาตรา220
⭕️แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง และศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในปัญหาข้อกฎหมาย( ฎ.492/36) หรือทั้งศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย (ฎ.2824/43)ก็ต้องห้ามฎีกา
⭕️ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับหรือแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยตามฐานความผิดอีกบทหนึ่งแตกต่างจากฟ้อง ก็ถือว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องแล้ว
ฎ.9024/43 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามป.อ.มาตรา 288 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามป.อ.มาตรา 290 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220
⭕️กรณีศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามบทความผิดแตกต่างจากที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 220
ฎ.4888/62โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ม.288,80 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัว ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา298,69 ถือว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์
ฎ.525/26 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่า พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายถึงสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกันและบาดแผลไม่ถึงสาหัส พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลย ฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ดังนี้ ข้อหาฐานพยายามฆ่าต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
ฎ.8261/61 โจทก์ฟ้อง 288,80,83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิด ม.288,80,86 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ คดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา220
ฎ.1939/61 โจทก์ฟ้อง ป.อ.มาตรา288 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา288,72 เท่ากับยกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา220
⭕️สภาพบังคับ
🔴ใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลตาม ป.วิ.อ.มาตรา170 ศาลอุทธรณ์ยืน(ฎ.2321/50)
🔴ใช้ในชั้นตรวจคำฟ้อง กรณีศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา161 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน(ฎ.3294/49) หรือ ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ยืน (ฎ.3294/49) หรือไม่ประทับฟ้องเพราะเหตุอัยการฟ้องโดยไม่นำตัวจำเลยมาศาล ศาลอุทธรณ์ยืน (ฎ.3185/38)
🔴ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพราะมีเหตุตาม ป.วิ.อ.มาตรา39(1)-(7) มีผลเท่ากับยกฟ้อง หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน (ฎ.1827/52,ฎ.4712/40)
🔴กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ตาม ป.วิ.มาตรา166 ถ้าโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ม.220
🔴ใช้ในกรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเหตุตาม ป.วิ.อ.มาตรา185 ศาลอุทธรณ์ยืน ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ม.220 (ฎ.12168/28)
แต่หากโจทก์ใช้สิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.อ.มาตรา166วรรคสอง หากศาลชั้นต้นยกคำร้อง ไม่ถือเป็นการยกฟ้อง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ก็ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ม.220(ฎ.2980/51)
ม.220ไม่ใช้บังคับแก่กรณีศาลยกคำร้องขอคืนของกลาง (ฎ.1025/22)
ฎ.3062/63 โจทก์ฟ้อง ป.อ.ม.264,268,180 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์โจทก์ต้องห้ามตามป.วิ.อ.มาตรา193ทวิ ยกอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหา กรณีไม่เข้าเงื่อนไขตาม ป.วิ.อมาตรา220 โจทก์ฎีกาต่อไปได้ เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
อ.ธานีฯอธิบายต่อไปอีกว่า หากโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่กลับฎีกาว่าพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลย กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าโจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยป.วิ.อ.มาตรา216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
—————————————————————
🔥อย่างไรก็ตาม แม้คดีต้องห้ามฎีกาตาม ม.218,219,220 คู่ความก็ยังขออนุญาตให้ฎีกาหรือให้รับรองให้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา221 แต่หากต้องห้ามฎีกาตามมาตรา219ตรีจะขอให้รับรองตาม ม.221ไม่ได้ (ฎ.3057/63)
ฎ.3094/39 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมกับฎีกาภายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ถึงแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้ฎีกาเมื่อล่วงเลยระยะเวลาฎีกาและย้ายไปรับราชการอยู่ที่ศาลอื่นแล้ว ก็เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ฎ.478/13 ผู้พิพากษาซึ่งทำความเห็นแย้งได้รับรองล่วงหน้าให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ถือว่าเป็นการอนุญาตให้ฎีกาแล้ว
ฎ.12291/2555 การขอให้อัยการสูงสุดรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 นั้น ผู้ฎีกาต้องยื่นคำขอภายในกำหนดเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 เท่านั้น จะยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ จำเลยทำหนังสือยื่นต่ออัยการสูงสุดให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยก็ไม่ทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ฎ.1952/64 เมื่อเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.ม.193วรรคสองประกอบ ม.216 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะรับรองให้ฎีกา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
______________________________________
(เนื้อหาเรียบเรียงมาจาก lecture อ.ธานี สิงหนาท และ อ.จิตฤดี วีระเวสส์)
ต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรรอติดตามกันน่ะครับ
ขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ช่วยกดไลค์ กดแชร์เป็นกำลังใจให้กันเสมอมาครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านที่สนใจไม่มากก็น้อยครับ
ท่านสามารถดาวน์โหลดได้ตามลิงค์นี้ฟรี https://1drv.ms/w/s!Aik612pEy3Gaknlqd0meT5_4tUu_ ซึ่งรวบรวมเรื่องอุทธรณ์และฎีกาในคดีอาญา
______________________________________
English For Lawyers
🔴Lawyers =นักกฎหมาย
🔴Public Prosecutors =พนักงานอัยการ
🔴Burden of proof = หน้าทีนำสืบ
🔴Act =พระราชบัญญัติ
🔴Duty =หน้าที่
🔴Administrative case=คดีปกครอง
🔴Abortion =การทำแท้ง
🔴Allegation =ข้ออ้าง,ข้อกล่าวหา
🔴Appeal =อุทธรณ์
🔴Amend pleading =คำคู่ความที่แก้ไขเพิ่มเติม
🔴Arbitration =การอนุญาโตตุลาการ
🔴Civil wrong =การกระทำผิดทางแพ่ง
🔴Claim damages =เรียกค่าเสียหาย
🔴Claimant =โจทก์
🔴Class action =การดำเนินคดีแบบกลุ่ม
🔴Complaint =คำฟ้อง
🔴Court fee =ค่าธรรมเนียมศาล
🔴Dispute =ข้อพิพาท
🔴Counsel =ที่ปรึกษากฎหมาย
🔴Cross examination =การถามค้าน
#เนติบัณฑิต #ทนายความ #นักกฎหมาย #สิทธิฎีกาคดีอาญา #เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย

สิทธิอุทธรณ์คดีอาญา chapter4   🔥จำเลยผู้ยื่นอุทธรณ์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่❓กา...
05/04/2023

สิทธิอุทธรณ์คดีอาญา chapter4
🔥จำเลยผู้ยื่นอุทธรณ์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมในการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้แก่โจทก์หรือไม่❓การตรวจคำแก้อุทธรณ์จะนำ ป.วิ.อ.มาตรา161มาใช้หรือไม่ ❓มาหาคำตอบในโพสต์นี้ครับ
______________________________________

ข้อสังเกตอื่นๆเกี่ยวกับอุทธรณ์ในคดีอาญา
🛑การอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายนั้นต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นป.วิ.อ.มาตรา195 ส่วนข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่ต้องยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น นำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยอาศัยป.วิ.อาญา มาตรา15
⭕️ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่อุทธรณ์ ต้องคัดค้านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลชั้นต้นให้ชัดเจน
⭕️คำฟ้องอุทธรณ์ไม่จำต้องกล่าวถึงข้อหาและคำให้การหรือทางพิจารณาของโจทก์จำเลย (ฎ.1455/30)
⭕️กรณีจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องไปแล้ว จะมายื่นอุทธรณ์ว่าการกระทำของตน ไม่เป็นคำผิดฐานผู้สนับสนุนอีกไม่ได้
ฎ.1433/52 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่ารับจ้างคนรู้จักกันบรรทุกไม้ของกลาง จึงมีความผิดเพียงสนับสนุนการกระทำความผิดของบุคคลอื่น และจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ซื้อไม้ของกลางจากบุคคลอื่นเนื่องจากต้องการไม้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย จึงเป็นเพียงการสนับสนุนให้เจ้าของไม้ของกลางเดิมกระทำความผิดนั้น เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
⭕️ในคดีที่ต้องสืบพยานประกอบคำร้บสารภาพ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 176 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพไปแล้ว จำเลยจะยังมีสิทธิอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยได้หรือไม่ ❓
ฎ.691/54 ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือมีโทษสถานหนักกว่านั้น แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ต่อเมื่อพยานโจทก์ตามที่นำสืบรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดและพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด และขอให้กำหนดโทษให้เบาลงและรอการลงโทษได้กรณีมิใช่เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ขัดกับคำรับสารภาพ หรือเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์
ฎ.1231/59 ในการสืบพยานโจทก์ประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลย ศาลต้องรับฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ไม่ จำเลยจึงอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าวได้
⭕️ในกรณีข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นอ้างอิงมาในศาลชั้นต้น ก็มีสิทธิ์ยกขึ้นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195วรรคสอง
ฎ.917/64 ปัญหาว่า การออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดข้อศาลชั้นต้นไม่ชอบ เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ฎ.1692/64 ปัญหาว่า ผู้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน มิใช่ผู้ได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายที่แท้จริง จึงเป็นคำร้องทุกข์ที่ไม่ชอบ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ฎ.1533/48 ปัญหาว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เป็นปัญหมข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย (แตกต่างจากคดีแพ่ง)
ฎ.3787/25 ปัญหาว่าศาลชั้นต้นบวกโทษจำคุกจำเลยชอบหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย
ฎ.1504/47 ปัญหาว่าศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกเกินอัตราตามกฎหมายหรือไม่
ฎ.2204/64 ปัญหาว่าผู้รับมอบฉันทะซึ่งเป็นเสมียนทนาย มีอำนาจทำคำร้องขอขยายระยะเวลาหรือไม่
_________________\\\\\___________________

🛑การยื่นอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 198
⭕️ศาลที่จะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา คือ ศาลชั้นต้น
⭕️ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ตรวจฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 161 (ฎ.1961/64)
เนื่องจากป.วิ.อาญา มาตรา 161 เป็นบทบัญญัติในเรื่องตรวจคำฟ้อง ส่วนการตรวจคำแก้อุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ตรวจ โดยอาศัย ป.วิ.แพ่ง มาตรา 18 ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา 15 (ฎ.3588/64)
⭕️ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด1เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ซึ่งต้องนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้นเป็นวันแรก (ฎ.8659/57)
⭕️หากยื่นหลัง 1เดือน แม้ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ ก็ไม่ทำให้เป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ต้องยกอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 230
⭕️อย่างไรก็ตาม กำหนด1เดือน ตาม มาตรา198นั้น เป็นระยะเวลา ฉะนั้นคู่ความอาจขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 23 (ฎ.3571/62) และศาลจะขยายระยะเวลาตามคำร้องหรือไม่ เป็นดุลพินิจศาลที่จะพิจารณาเป็นเรื่องๆไป (ฎ.1517/60)
⭕️หากศาลยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง คู่ความมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ้างเหตุเดิม เช่นนี้ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา144 (ฎ.141/65)
⭕️หากวันสุดท้ายที่จะยื่นอุทธรณ์ได้เป็นวันหยุด ป.พ.พ.มาตรา 193/8 กำหนดให้มีสิทธิยื่นในวันแรกที่เปิดทำการได้ (ฎ.5984/64)
ฎ.8910/52 แม้จำเลยจะยื่นอุทธรณ์เวลา 16.45 นาฬิกา ของวันสุดท้ายที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยล่วงเลยเวลาเปิดทำการของศาลซึ่งตามปกติจะเปิดทำการถึง 16.30 นาฬิกา ก็ตาม แต่ก็ได้ความจากรายงานของเจ้าหน้าที่ที่เสนออุทธรณ์ของจำเลยต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยได้ติดต่อเพื่อยื่นอุทธรณ์เมื่อเวลา 15.40 นาฬิกา ซึ่งยังอยู่ในเวลาเปิดทำการของศาลก่อนแล้วและขอเวลาจัดเรียงเอกสารเพื่อยื่นประกอบอุทธรณ์ โดยปรากฏว่าอุทธรณ์ของจำเลยบรรยายข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีรายละเอียดยืดยาว มีการอ้างอิงเอกสารประกอบอุทธรณ์จำนวนมาก ซึ่งต้องใช้เวลาในการจัดเรียงเอกสารและตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อย กรณีจึงมีเหตุผลสมควรเมื่อเจ้าหน้าที่รับอุทธรณ์โดยศาลยังไม่ปิดทำการ กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามกฎหมาย (ฎ.7002/52)
⭕️ในกรณีอ่านคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยฟังคนละวันกัน วันสิ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ต้องนับแต่วันที่ศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความแต่ละฝ่ายฟัง(ฎ.8872/53)
⭕️ในกรณีขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เช่น วันครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์วันสุดท้ายคือวันที่ 01/01/2566 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน วันสุดท้ายที่คู่ความจะยื่นอุทธรณ์ได้คือ 16/01/2566 แต่ปรากฎว่าเมื่อถึง 16/01/2566 คู่ความกลับมิได้ยื่นอุทธรณ์ เช่นนี้ต้องถือว่าคดีถึงที่สุดในวันที่ 01/01/2566
⭕️กรณีศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ หากคู่ความไม่เห็นด้วย ก็ชอบที่จะยื่นอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แต่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ให้กลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้รับอุทธรณ์ไม่ได้ ถือเป็นการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติ (ฎ.5902/54)
แต่ในกรณีศาลชั้นต้นสั่งให้คืนอุทธรณ์ไปทำมาใหม่ อันเป็นการใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ.มาตรา 18 ซึ่งมิใช่คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ เช่นนี้หากคู่ความไม่เห็นด้วย ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ภายในกำหนด 1เดือนนับแต่วันอ่านหรือถือว่าอ่านคำสั่งให้ฟัง (ฎ.4812/48)
⭕️เมื่อศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มาแล้ว คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งรับอุทธรณ์ไม่ได้ (ฎ.5023/57)
⭕️การขอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นอุทธรณ์ ต้องกระทำภายในระยะเวลา 1 เดือนด้วย (ฎ.2787/41)
แต่หากมิใช่เป็นการเพิ่มประเด็นใหม่ในอุทธรณ์ ย่อมทำได้แม้พ้นกำหนด 1 เดือน (ฎ.2456/20)
⭕️ในกรณีจำเลยซึ่งได้รับโทษจำคุกอยู่แต่มิได้ถูกคุมขัง หากจะยื่นอุทธรณ์ ต้องมาแสดงตัวต่อศาลด้วยในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้น ศาลจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 198วรรคสาม และแม้จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ตาม (ฎ.5623/62) เว้นแต่จะเป็นกรณีศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก แต่ให้รอการลงโทษไว้หรือจำเลยได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษามาครบถ้วนแล้ว
⭕️กรณีศาลชั้นต้นไม่รับอุทธรณ์ ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์เป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ ภายในกำหนดระยะเวลา 15 วันนับแต่วันฟังคำสั่ง ตาม ป.วิอาญา มาตรา 198ทวิ
⭕️ป.วิอาญา มาตรา 200 กำหนดให้ศาลชั้นต้นต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อแก้อุทธรณ์ภายในกำหนด15วันนับแต่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ จะนำ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 70 วรรคสอง ที่กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ส่งสำเนาอุทธรณ์มาใช้กับคดีอาญาไม่ได้ ❗️
ดังนั้นแล้ว เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์ โจทก์จึงไม่จำต้องวางเงินค่าส่งสำเนาอุทธรณ์ (ฎ.3603/32)
แต่❗️อย่างไรก็ตามในคดีอาญาซึ่งราษฎรเป็นโจทก์ ป.วิอาญา มาตรา257 กำหนดให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งสำเนาคำฟ้องและหมายเรียกเอง แต่❗️ในกรณีจำเลยยื่นอุทธรณ์ จำเลยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำส่งสำเนาอุทธรณ์ เพราะ ม.257 กำหนดว่า “ในคดีซึ่งราษฎรเป็นโจทก์ โจทก์จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส่งสำเนาคำฟ้อง….”

🛑การขอถอนอุทธรณ์ฎีกา ป.วิ.อ.มาตรา202
⭕️ผู้อุทธรณ์/ฎีกาเท่านั้นที่จะมีอำนาจถอน
⭕️ต้องยื่นเป็นคำร้องขอถอน หากก่อนศาลชั้นต้นส่งอุทธรณ์ ฎีกาไปยังศาลสูง คำร้องขอถอนยื่นได้ต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่ง(ฎ.430/2483) แต่หากศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลสูง คำร้องต้องยื่นต่อศาลสูง (ฎ.19/51,ฎ.5457/30)
⭕️ต้องขอถอนก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลสูง

🛑 ข้อห้ามศาลสูงเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งใช้ทั้งในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ตาม ป.วิ.อ.มาตรา212ประกอบมาตรา225
⭕️หากจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลสูงจะเพิ่มเติมโทษจำเลยไม่ได้ แม้จะเห็นว่าจำเลยกระทำผิดหนักกว่าที่ศาลล่างลงโทษมาก็ตาม (ฎ.7032/59)
⭕️แต่ศาลสูงสามารถปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ โดยต้องไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย เช่น ศาลล่างพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 341 ลงโทษจำคุก1ปี แต่ศาลสูงเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา342(2) ก็สามารถพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตาม มาตรา342(2)ได้ แต่จะแก้โทษจำคุกเกินกว่า1ปี ไม่ได้( ฎ.274/59,ฎ.4281/62)
⭕️กรณีศาลล่างพิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียว ศาลสูงปรับบทว่าเป็นหลายกรรมได้ แต่จะเพิ่มเติมโทษไม่ได้ (ฎ.4385/62,ฎ.4655/64)
⭕️ศาลสูงแก้จากโทษจำคุกเป็นกักขัง ไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษ สามารถกระทำได้ (ฎ.698/51)
⭕️แก้จากโทษกักขังเป็นจำคุกและให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย (ฎ.651/17) รวมทั้งกรณีแก้โทษจำคุกให้สูงขึ้น แต่ให้รอการลงโทษไว้ (ฎ.1718/26)
⭕️ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก ศาลสูงแก้เป็นลงโทษปรับเพื่อให้รอการลงโทษจำคุกได้ (ฎ.1723/42)หรือแก้โทษปรับเป็นจำคุกและรอการลงโทษจำคุก (ฎ.4525/33)
⭕️แต่กรณีศาลชั้นต้นลงโทษปรับสถานเดียว ศาลสูงเพิ่มโทษจำคุกแม้ให้รอการลงโทษไว้ ก็ไม่สามารถทำได้ (ฎ.4899/36)
⭕️การสั่งริบของกลาง ไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ (ฎ.3299/47)
⭕️การบวกโทษที่รอไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ (ฎ.14645/58)
⭕️แม้จำเลยฎีกาให้ลงโทษตนหนักขึ้น แต่หากโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็จะลงโทษหนักขึ้นไม่ได้ (ฎ.3741/40)
⭕️หากโจทก์อุทธรณ์เพียงขอให้ไม่รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์จะกำหนดโทษจำคุกให้สูงขึ้นไม่ได้ (ฎ.6121/48)

_______________\\\\\\__________________

🔅ข้อสังเกตที่น่าสนใจ สิทธิอุทธรณ์ฎีกาในกรณีศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกหรือปรับฐานละเมิดอำนาจศาลนั้น ท่าน อ.สมชัย ฑีฆาอุตมากร กล่าวว่า เป็นการลงโทษโดยอาศัย ป.วิ.พ.มาตรา33 ซึ่งมิใช่โทษทางอาญา ดังนั้นสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา ต้องพิจารณาตาม ป.วิแพ่ง มิใช่ ป.วิอาญา (ท่านอาจารย์กล่าวว่ามีผู้พิพากษาโทรสอบถามกับท่าน ท่านเลยชี้แจงไปดังนี้)

พบกันใหม่ใน Chapter ต่อไปซึ่งจะนำเรื่องสิทธิในการฎีกาคดีอาญามาเผยแพร่แก่ท่านผู้อ่านที่สนใจครับ หรือพี่ๆท่านใดสนใจข้อมูลเรื่องใด comments บอกกันมาได้ครับจะรวบรวมข้อมูลมาเผยแพร่ในโอกาสต่อไป
(เนื้อหานำมาจาก lecture ของท่าน อ.ธานี สิงหนาท และ อ.จิตฤดี วีระเวสส์)
ขอบคุณทุกคนที่ช่วย like ช่วยแชร์ครับ หวังว่าข้อมูลจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย
_____________________________
English for Lawyers
🔴Bill=ร่างกฎหมาย
🔴Deecree =พระราชกฤษฎีกา ,คำสั่ง,คำพิพากษา
🔴Legislation =ตัวบทกฎหมาย
🔴Royal Gazette =ราชกิจจานุเบกษา
🔴Statute =บทกฎหมาย
🔴Arrest=จับกุม
🔴Executive=ฝ่ายบริหาร
🔴Judicial independence =ความเป็นอิสระของตุลาการ
🔴Judiciary =ฝ่ายตุลาการ
🔴Private =เอกชน
🔴Public law =กฎหมายมหาชน
🔴Separation of powers =การแบ่งแยกอำนาจ
🔴Population =ประชากร
🔴Regime =ระบอบการปกครอง
🔴Sovereignty =อำนาจอธิปไตย
🔴State =รัฐ
🔴Territory =ดินแดน
🔴Nationalism=ชาตินิยม
🔴Legal state =หลักนิติรัฐ
🔴Public Order =ความสงบเรียบร้อยของประชาชน
#เนติบัณฑิต #นักกฎหมาย #นิติศาสตร์ #อุทธรณ์คดีอาญา #ทนายความ #สอบอัยการ #สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

ที่อยู่

Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+66638271872

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Legal Basisผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Legal Basis:

แชร์

ประเภท