06/04/2023
สิทธิฎีกาคดีอาญา
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยตาม ป.อ.มาตรา151 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา157 เช่นนี้จะถือว่าแก้ไขบทความผิดหรือไม่❓มาหาคำตอบในโพสต์นี้ครับ
ข้อพิจารณาเบื้องต้น : การฎีกาในคดีอาญานั้น ปัจจุบันถือเป็นสิทธิของคู่ความ หากคดีไม่มีข้อต้องห้ามฎีกา คู่ความก็มีสิทธิในการฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แตกต่างจากการฎีกาในคดีแพ่งซึ่งต้องขออนุญาตต่อศาลฎีกา เมื่อการฎีกาถือเป็นสิทธิ แม้คู่ความจะยื่นคำร้องทำนองว่าไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป แต่หากยังอยู่ถายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา คู่ความก็มีสิทธิฎีกาได้ (ฎ.2265/56)
🔥ข้อจำกัดสิทธิในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218
🛑วรรคแรก
1.กรณีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นหรืแก้ไขเล็กน้อย และ
2.ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน5ปีหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกิน5ปี
ผล:ห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง
ข้อยกเว้น:หากศาลอุทธรณ์พิพากษากลับหรือแก้ไขมาก เช่นนี้คู่ความฎีกาได้ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา218วรรคแรก
🛑วรรคสอง
1.กรณีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นหรือแก้ไขเล็กน้อย และ
2.ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน5ปี
ผล:ห้ามโจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริง
ข้อยกเว้น:หากศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก โจทก์อุทธรณ์ได้
🔅อย่างไรเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย
โปรดย้อนดูในบทความเรื่อง “สิทธิอุทธรณ์คดีอาญา Chapter2“
___________________________
ข้อสังเกต มาตรา218
⭕️การแก้ไขมากคืออะไร❓
คือ การที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขทั้งบทมาตราความผิดและโทษที่ลงแก่จำเลย
กรณีแก้บทลงโทษอย่างเดียวที่ถือเป็นการแก้ไขมาก คือ แก้จากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ (ฎ.2551/33) หรือแก้จากไม่รอการลงโทษเป็นรอการลงโทษ
กรณีแก้จากความผิดสำเร็จเป็นพยายาม แก้จากไม่บันดาลโทสะเป็นบันดาลโทสะ แก้จากป้องกันพอสมควรแก้เหตุเป็นป้องกันเกินกว่าเหตุ เหล่านี้ถือเป็นการแก้บทลงโทษ
ฎ.3874/29 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิด ป.อ.มาตรา288 จำคุก15ปี ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าผิด ม.288,72 จำคุก3ปี ถือว่าศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบททั้งโทษ อันเป็นการแก้ไขมาก
เช่น ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย7ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา297 ศาลอุทธรณ์ยืนตาม เช่นนี้จำเลยฎีกาได้ ไม่ต้องห้ามตาม มาตรา218วรรคแรก แต่โจทก์ฎีกาไม่ได้ ต้องห้ามตาม มาตรา218วรรคสอง แต่หากศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยจำคุก 5ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตาม เช่นนี้ห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 218วรรคแรก
หรือ ศาลชั้นต้นจำคุกจำเลย 3ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา 336 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 334 จำคุก1ปี เช่นนี้เป็นกรณีศาลอุทธรณ์แก้ทั้งบทและโทษ อันถือเป็นการแก้ไขมาก คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ตาม มาตรา218วรรคแรก
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย10ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา288,80 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา297 ลงโทษจำคุกจำเลย 6ปี เช่นนี้ ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม มาตรา218วรรคสอง
แต่❗️กรณีแก้จากความผิดหลายกรรมเป็นกรรมเดียว (ฎ.8053/53) แก้เรื่องริบทรัพย์ (ฎ.9280/51) แก้จำนวนเงินทีให้จำเลยใช้คืน (ฎ.1164/31) ถือเป็นเพียงการแก้ไขเล็กน้อย
⭕️กรณีแก้วรรคในความผิดมาตราเดียวกัน และแก้โทษ จะถือเป็นการแก้ไขมากหรือไม่ ❓
ฎ.6098/64 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 25ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา277วรรคสาม(เดิม) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา227วรรคแรก(เดิม) จำคุกจำเลย 2ปี เป็นกรณี #ศาลอุทธรณ์แก้วรรคความผิดในมาตราเดียวกัน #ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด แม้ศาลอุทธรณ์จะแก้โทษก็ไม่ถือเป็นการแก้ไขมาก เมื่อโทษจำคุกไม่เกิน5ปี ที่โจทก์ฎีกาว่าขณะกระทำชำเราจำเลยถืออาวุธมีดอยู่ในมือย่อมทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 218วรรคแรก
ฎ.2302/62 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่1และที่2 ตามป.อ.มาตรา151,157,83 ศาลชั้นต้นเห็นว่าป.อ.มาตรา151,83 เป็นบทเฉพาะแล้วจึงไม่ผิด มาตรา157 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยที่2กระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา151 คงมีความผิดมาตรา157 #เป็นกรณีศาลอุทธรณ์ปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง ไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด เป็นการแก้ไขเล็กน้อย
ฎ.2993/30 โจทก์ฎีกาว่าที่ศาลอุทธรณ์นับอายุของผู้เสียหายคลาดเคลื่อน เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐานในสำนวนนั้น #เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ไม่ต้องห้ามฎีกา
⭕️กรณีแก้บทฉกรรจ์ เช่น ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตาม ป.อ.ม.335 แม้ศาลอุทธรณ์แก้เป็นลงโทษตาม ป.อ.มาตรา336ทวิ แต่เมื่อเป็นเพียงบทที่ให้ศาลลงโทษหนักขึ้นโดยมีรากฐานความผิดมาจากบทเดิม จึงไม่ถือเป็นการแก้บทความผิด เป็นเพียงการปรับให้เข้าบทฉกรรจ์ แม้แก้โทษ ก็ไม่ถือเป็นการแก้ไขมาก(ฎ.1795/53)
⭕️ป.วิ.อ.มาตรา218 พิจารณาเพียงโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่ต้องดูโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (ฎ.796/18,ฎ.4344/44)
_________________________________
🔥ข้อจำกัดสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา219
1.ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน2ปีหรือปรับไม่เกิน40,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2.ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษไม่เกินกำหนดที่ว่ามานี้
ผล:ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ข้อยกเว้น:ไม่ใช้บังคับแก่จำเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จำเลยย่อมฎีกาในข้อเท็จจริงได้
เช่น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา336 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย1ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา334 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าให้ลงโทษจำคุกจำเลย2ปี ในความผิดตามป.อ.มาตรา336 อันถือเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษแก่จำเลย เช่นนี้จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ตามป.วิ.อ.มาตรา219 แต่โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2ปี ในความผิดตามป.อ.มาตรา336 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าลงโทษจำคุกจำเลย1ปี ในความผิดตามป.อ.มาตรา334 จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน2ปี แม้ศาลอุทธรณ์แก้ไขมาก และแม้จะไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา218 แต่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219
ฎ.824/65 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3ปี ในฐาน ป.อ.ม.341 และจำคุก1ปี ในฐาน ป.อ.ม.267 ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก2ปี ศาลอุทธรณ์แก้ #เป็นว่าทั้ง2ฐานเป็นความผิดกรรมเดียว จึงลงโทษจำคุกฐาน ม.341 2ปีและปรับ20,000บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1ปี และปรับ10,000บาท คดีจึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219
ฎ.3730/61 ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย6เดือน ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา371 และลงโทษจำคุก1ปี ในความผิดตาม ป.อ.มาตรา300 และความผิดฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1ปี ลดให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก15เดือน ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ลงโทษปรับ20,000บาท ฐาน ม.371 ปรับ 10,000บาท และฐานม.300ปรับ6,000บาท เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 18,000บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินกระทงละ2ปี และปรับไม่เกินกระทงละ40,000บาท ห้ามโจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 219
_____________________________________
🔥การนับโทษจำคุกตาม ป.วิ.อ.มาตรา218และมาตรา219
⭕️กรณีมีการเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบ ต้องคำนวณโทษจำคุกหลังศาลชั้นต้นเพิ่มโทษจำคุกฐานไม่เข็ดหลาบรวมเข้าด้วย(ฎ.4189/50)
⭕️แต่กรณีศาลนำโทษที่รอในคดีก่อนมาบวกรวมเข้าด้วยในคดีนี้ เช่นนี้ไม่นำมารวมเป็นโทษในคดีนี้ (ฎ.6242/44)
⭕️ไม่นำโทษตามวิธีการเพื่อความปลอดภัยเข้ารวมคำนวณ ตาม ป.วิ.มาตรา 219ทวิ วรรคสอง
⭕️กรณีโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกระทงต่างกัน ต้องคำนวณโทษเป็นรายกระทงแยกจากกัน ไม่นำมารวมคำนวณ (ฎ.444/63,ฎ.1029/63)
⭕️กรณีศาลลดโทษ ต้องถือโทษสุทธิหลังลด (ฎ.7074/37)
⭕️การรอการกำหนดโทษและคุมประพฤติไว้ ไม่ถือเป็นการลงโทษ (ฎ.946/62)
⭕️กรณีกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท พิจารณาเฉพาะบทหนักว่าต้องห้ามหรือไม่ หากบทหนักศาลแก้ไขเล็กน้อย แม้จะยกฟ้องบทเบา แต่เมื่อบทหนักต้องห้ามฎีกา ก็จะฎีกาไม่ได้( ฎ.3448/47)
______________________________________
🔥ข้อจำกัดสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219ทวิ เป็นเรื่องห้ามฎีกาคัดค้านคำสั่งในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยอย่างเดียว
ฎ.199/37 จำเลยฎีกาว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ลงโทษกักกันตามที่โจทก์ขอมา เพราะเป็นการลงโทษแก้แค้น ทดแทนเพิ่มเติมเป็นผงร้ายแก่จำเลย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม มาตรา219ทวิ
🔥ข้อจำกัดสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา219ตรี
ฎ.8153/40 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุก1 เดือน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน การที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน และลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้2 ปี นั้น ศาลอุทธรณ์ยังพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์อยู่ เพียงแต่ลงโทษแตกต่างไปจากศาลชั้นต้นเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงเป็นการพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น มิใช่พิพากษากลับ จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ.มาตรา 219 ตรี โจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา
______________________________________
🔥ข้อห้ามฎีกาในกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์ ป.วิ.อ.มาตรา220
⭕️แม้ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อเท็จจริง และศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในปัญหาข้อกฎหมาย( ฎ.492/36) หรือทั้งศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมาย (ฎ.2824/43)ก็ต้องห้ามฎีกา
⭕️ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับหรือแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยตามฐานความผิดอีกบทหนึ่งแตกต่างจากฟ้อง ก็ถือว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องสำหรับความผิดที่โจทก์ฟ้องแล้ว
ฎ.9024/43 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามป.อ.มาตรา 288 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามป.อ.มาตรา 290 เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 220
⭕️กรณีศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามบทความผิดแตกต่างจากที่โจทก์ฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนหรือพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 220
ฎ.4888/62โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ม.288,80 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เพราะเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัว ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ.มาตรา298,69 ถือว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องโจทก์
ฎ.525/26 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 288 ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่า พิพากษาลงโทษจำเลยฐานทำร้ายร่างกายถึงสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษฐานพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยไม่มีเจตนาฆ่าเช่นกันและบาดแผลไม่ถึงสาหัส พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลย ฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ดังนี้ ข้อหาฐานพยายามฆ่าต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220
ฎ.8261/61 โจทก์ฟ้อง 288,80,83 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยผิด ม.288,80,86 ศาลอุทธรณ์แก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ คดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา220
ฎ.1939/61 โจทก์ฟ้อง ป.อ.มาตรา288 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา288,72 เท่ากับยกฟ้องโจทก์ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ.มาตรา220
⭕️สภาพบังคับ
🔴ใช้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องด้วย กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเห็นว่าคดีโจทก์ไม่มีมูลตาม ป.วิ.อ.มาตรา170 ศาลอุทธรณ์ยืน(ฎ.2321/50)
🔴ใช้ในชั้นตรวจคำฟ้อง กรณีศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องตาม ป.วิ.อ.มาตรา161 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน(ฎ.3294/49) หรือ ศาลชั้นต้นไม่ประทับฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล ศาลอุทธรณ์ยืน (ฎ.3294/49) หรือไม่ประทับฟ้องเพราะเหตุอัยการฟ้องโดยไม่นำตัวจำเลยมาศาล ศาลอุทธรณ์ยืน (ฎ.3185/38)
🔴ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพราะมีเหตุตาม ป.วิ.อ.มาตรา39(1)-(7) มีผลเท่ากับยกฟ้อง หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืน (ฎ.1827/52,ฎ.4712/40)
🔴กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ตาม ป.วิ.มาตรา166 ถ้าโจทก์ใช้สิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ม.220
🔴ใช้ในกรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องเพราะเหตุตาม ป.วิ.อ.มาตรา185 ศาลอุทธรณ์ยืน ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ม.220 (ฎ.12168/28)
แต่หากโจทก์ใช้สิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ตาม ป.วิ.อ.มาตรา166วรรคสอง หากศาลชั้นต้นยกคำร้อง ไม่ถือเป็นการยกฟ้อง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ก็ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ม.220(ฎ.2980/51)
ม.220ไม่ใช้บังคับแก่กรณีศาลยกคำร้องขอคืนของกลาง (ฎ.1025/22)
ฎ.3062/63 โจทก์ฟ้อง ป.อ.ม.264,268,180 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์โจทก์ต้องห้ามตามป.วิ.อ.มาตรา193ทวิ ยกอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในเนื้อหา กรณีไม่เข้าเงื่อนไขตาม ป.วิ.อมาตรา220 โจทก์ฎีกาต่อไปได้ เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไปว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
อ.ธานีฯอธิบายต่อไปอีกว่า หากโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แต่กลับฎีกาว่าพยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลย กรณีเช่นนี้ต้องถือว่าโจทก์มิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยป.วิ.อ.มาตรา216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
—————————————————————
🔥อย่างไรก็ตาม แม้คดีต้องห้ามฎีกาตาม ม.218,219,220 คู่ความก็ยังขออนุญาตให้ฎีกาหรือให้รับรองให้ฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา221 แต่หากต้องห้ามฎีกาตามมาตรา219ตรีจะขอให้รับรองตาม ม.221ไม่ได้ (ฎ.3057/63)
ฎ.3094/39 จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงพร้อมกับฎีกาภายในกำหนดระยะเวลายื่นฎีกา ถึงแม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตให้ฎีกาเมื่อล่วงเลยระยะเวลาฎีกาและย้ายไปรับราชการอยู่ที่ศาลอื่นแล้ว ก็เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ฎ.478/13 ผู้พิพากษาซึ่งทำความเห็นแย้งได้รับรองล่วงหน้าให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ถือว่าเป็นการอนุญาตให้ฎีกาแล้ว
ฎ.12291/2555 การขอให้อัยการสูงสุดรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 นั้น ผู้ฎีกาต้องยื่นคำขอภายในกำหนดเวลายื่นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 เท่านั้น จะยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวหาได้ไม่ จำเลยทำหนังสือยื่นต่ออัยการสูงสุดให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะรับรองว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยและรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไปและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยก็ไม่ทำให้ฎีกาของจำเลยกลับกลายเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
ฎ.1952/64 เมื่อเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ.ม.193วรรคสองประกอบ ม.216 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จะรับรองให้ฎีกา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
______________________________________
(เนื้อหาเรียบเรียงมาจาก lecture อ.ธานี สิงหนาท และ อ.จิตฤดี วีระเวสส์)
ต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรรอติดตามกันน่ะครับ
ขอขอบพระคุณทุกๆท่านที่ช่วยกดไลค์ กดแชร์เป็นกำลังใจให้กันเสมอมาครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ท่านที่สนใจไม่มากก็น้อยครับ
ท่านสามารถดาวน์โหลดได้ตามลิงค์นี้ฟรี https://1drv.ms/w/s!Aik612pEy3Gaknlqd0meT5_4tUu_ ซึ่งรวบรวมเรื่องอุทธรณ์และฎีกาในคดีอาญา
______________________________________
English For Lawyers
🔴Lawyers =นักกฎหมาย
🔴Public Prosecutors =พนักงานอัยการ
🔴Burden of proof = หน้าทีนำสืบ
🔴Act =พระราชบัญญัติ
🔴Duty =หน้าที่
🔴Administrative case=คดีปกครอง
🔴Abortion =การทำแท้ง
🔴Allegation =ข้ออ้าง,ข้อกล่าวหา
🔴Appeal =อุทธรณ์
🔴Amend pleading =คำคู่ความที่แก้ไขเพิ่มเติม
🔴Arbitration =การอนุญาโตตุลาการ
🔴Civil wrong =การกระทำผิดทางแพ่ง
🔴Claim damages =เรียกค่าเสียหาย
🔴Claimant =โจทก์
🔴Class action =การดำเนินคดีแบบกลุ่ม
🔴Complaint =คำฟ้อง
🔴Court fee =ค่าธรรมเนียมศาล
🔴Dispute =ข้อพิพาท
🔴Counsel =ที่ปรึกษากฎหมาย
🔴Cross examination =การถามค้าน
#เนติบัณฑิต #ทนายความ #นักกฎหมาย #สิทธิฎีกาคดีอาญา #เตรียมสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา #เตรียมสอบอัยการผู้ช่วย