เส้นทาง

Police 4.0 ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก Police 4.0, กฎหมาย, 88/5 หมู่ 5 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลไม้ขาว, Amphoe Thalang

กฎหมายปกครองเข้าใจง่าย ใช้จริงได้
ให้คำแนะนำ คำปรึกษากฎหมายปกครอง
(พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2542 และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง)

📢 **[คดีเด็ดกฎหมายปกครอง] ค้าขายบนถนนสาธารณะ... กลิ่นเหม็น-น้ำเสีย เทศบาลสั่งห้ามขายเด็ดขาดได้หรือไม่?!** 🛑🐟🥩* **หัวข้อ:...
18/08/2026

📢 **[คดีเด็ดกฎหมายปกครอง] ค้าขายบนถนนสาธารณะ... กลิ่นเหม็น-น้ำเสีย เทศบาลสั่งห้ามขายเด็ดขาดได้หรือไม่?!** 🛑🐟🥩

* **หัวข้อ:** อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นในการออกประกาศห้ามจำหน่ายสินค้าประเภทเนื้อสัตว์สดบนถนนสาธารณะ

* **ระดับ:** ศาลปกครองสูงสุด (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 1449/2558)

* **ปีคำพิพากษา:** 2558

* **หน่วยงานรัฐ:** เทศบาล (นายกเทศมนตรีในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น)

* **จังหวัด:** ไม่ระบุแน่ชัดในเอกสารข้อเท็จจริง

* **ประเภทคดี:** คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกกฎหรือคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (ฟ้องขอให้เพิกถอนประกาศเทศบาล)

---

📖 **เรื่องย่อ:**

พ่อค้าแม่ค้าอาหารสด 29 ราย ขายเนื้อหมู ไก่ ปลา และอาหารทะเลบนถนนสาธารณะในเขตพื้นที่ผ่อนผันของเทศบาล แต่เนื่องจากมีการชำแหละ ล้างเนื้อสัตว์ แล้วเทน้ำทิ้งลงถนน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็น สกปรก ไม่ถูกสุขลักษณะ และพื้นที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานตลาดสดถึง 2 ครั้ง ผู้ประกอบการอาคารพาณิชย์โดยรอบจึงร้องเรียน เทศบาลจึงออกประกาศ **"ห้ามจำหน่ายสินค้าประเภทเนื้อสัตว์สดทุกชนิดบนถนนสาธารณะโดยเด็ดขาด"** พร้อมจัดพื้นที่ในตลาดสดรองรับ กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าไม่พอใจ อ้างว่าเคยได้รับอนุญาตและมีหนังสือรับรอง 3 ปี จึงรวมตัวกันฟ้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนประกาศดังกล่าว

⏳ **Timeline เหตุการณ์:**

1. เทศบาลเดิมเคยประกาศผ่อนผันให้พ่อค้าแม่ค้าขายสินค้าบนถนนสาธารณะได้

2. เกิดปัญหาการเทน้ำล้างปลา/เนื้อสัตว์ ส่งกลิ่นเหม็นและสกปรก จนชาวบ้านและร้านค้ารอบข้างร้องเรียน ทั้งยังไม่ผ่านเกณฑ์ประเมินตลาดสด 2 ครั้ง

3. เทศบาลตั้งคณะกรรมการฯ มีมติให้ออกประกาศห้ามขายเนื้อสัตว์สดบนถนนสาธารณะเด็ดขาด และจัดหาแผงค้าในตลาดสดเทศบาลให้ย้ายเข้าไปขาย

4. มีการเจรจาพูดคุยกันถึง 2 ครั้ง แต่กลุ่มผู้ค้าไม่ยอมย้ายเข้าไปในตลาดสดตามที่จัดไว้ให้

5. ผู้ค้าทั้ง 29 ราย ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนประกาศเทศบาล

6. ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้อง (ประกาศของเทศบาลชอบด้วยกฎหมายแล้ว)

---

⚖️ **ประเด็นข้อกฎหมาย:**

การที่นายกเทศมนตรีออกประกาศห้ามจำหน่ายสินค้าประเภทเนื้อสัตว์สดทุกชนิดบนถนนสาธารณะโดยเด็ดขาด เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

---

📚 **หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:**

* **พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 41 วรรคหนึ่ง และมาตรา 42 วรรคหนึ่ง (2):** ให้อำนาจนายกเทศมนตรี (เจ้าพนักงานท้องถิ่น) ควบคุมดูแลที่หรือทางสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน และมีอำนาจออกประกาศกำหนดเขตห้ามจำหน่ายสินค้าบางชนิด/ประเภท หรือกำหนดเงื่อนไขในการจำหน่ายได้

* **พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 55 วรรคหนึ่ง:** ใบอนุญาตให้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะมีอายุคราวละ **1 ปีเท่านั้น**

---

gavel **ผลคำพิพากษา:**

**ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง** โดยวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ค้าก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและอาจเป็นอันตรายต่อสุขอนามัยของผู้บริโภค เจ้าพนักงานท้องถิ่นจึงมีอำนาจออกประกาศห้ามได้ตามกฎหมาย อีกทั้งเทศบาลได้มีมาตรการช่วยเหลือจัดหาที่ขายใหม่ในตลาดสดให้แล้ว และหนังสือรับรองเดิมมีไว้เพียงเพื่อยื่นขอกู้เงินตามนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ไม่ใช่ใบอนุญาตค้าขายตลอด 3 ปี ประกาศของเทศบาลจึงชอบด้วยกฎหมาย

---

👥 **สิทธิประชาชน:**

* ประชาชนและผู้พักอาศัยโดยรอบมีสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ถูกสุขลักษณะ ปราศจากเหตุเดือดร้อนรำคาญ และมีสิทธิร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้เข้ามาแก้ไขดูแลทางสาธารณะได้

* ผู้ประกอบอาชีพมีเสรีภาพในการค้าขาย แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่ละเมิดสิทธิหรือสร้างความเดือดร้อนเกินสมควรแก่ผู้อื่น

---

🔍 **หลักฐานสำคัญในคดี:**

1. เรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการอาคารพาณิชย์เรื่องกลิ่นเหม็นและความสกปรก

2. รายงานผลการประเมินมาตรฐานตลาดสดที่ไม่ผ่านเกณฑ์ถึง 2 ครั้ง

3. มติคณะกรรมการกำหนดพื้นที่และประเภทการจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะ

4. บันทึกการเจรจาตกลงรองรับมาตรการเยียวยาย้ายเข้าตลาดสด (จำนวน 2 ครั้ง)

5. หนังสือรับรองการจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ผ่อนผัน (ซึ่งศาลชี้ว่าใช้เพียงเพื่อขอสินเชื่อธนาคารออมสินตามนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ไม่ใช่ใบอนุญาตค้าขาย)

---

⚠️ **ข้อควรระวัง:**

* **สำหรับผู้ค้าขาย:** ใบอนุญาตจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะตามกฎหมายสาธารณสุขมีอายุปีต่อปี (1 ปีเท่านั้น) และการค้าขายในพื้นที่ผ่อนผันต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด หากสร้างมลพิษหรือความเดือดร้อนรำคาญ หน่วยงานรัฐมีอำนาจยกเลิกหรือสั่งห้ามได้ทันที

* **สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ:** การออกคำสั่งหรือประกาศจำกัดสิทธิประชาชน ต้องอาศัยอำนาจตามที่กฎหมายให้อย่างถูกต้อง มีเหตุผลรองรับความจำเป็น (เช่น ด้านสุขอนามัย/ความสะอาด) และควรมีมาตรการเยียวยารองรับอย่างเป็นธรรม

✨ **ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ ถูกใจกดไลก์ กดติดตาม และกดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจและความรู้ทางกฎหมายดี ๆ ร่วมกันนะครับ!** 💙👍

⚖️ บทเรียนคดีปกครอง: ตั้งปลัดอำเภออาวุโส เป็นประธานสอบสวนนายก อบต. ทำได้หรือไม่? ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า? 🔍📌 หัวข้อ: ความ...
17/08/2026

⚖️ บทเรียนคดีปกครอง: ตั้งปลัดอำเภออาวุโส เป็นประธานสอบสวนนายก อบต. ทำได้หรือไม่? ชอบด้วยกฎหมายหรือเปล่า? 🔍

📌 หัวข้อ: ความชอบด้วยกฎหมายของการแต่งตั้งปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ) เป็นประธานกรรมการสอบสวนนายก อบต.

⭐ ระดับ: ศาลปกครองสูงสุด (คดีตัวอย่าง/แนวคำพิพากษาสำคัญ)

📅 ปีคำพิพากษา: พ.ศ. 2568 (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 86/2568)

🏛️ หน่วยงานรัฐ: ที่ทำการปกครองอำเภอ / กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

📍 จังหวัด: (ไม่ปรากฏระบุในข้อเท็จจริงย่อ)

📂 ประเภทคดี: คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐ / คดีพิพาทเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครอง (การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน)

📖 เรื่องย่อ

นายอำเภอมีคำสั่งแต่งตั้ง "ปลัดอำเภอ" (ตำแหน่งเจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ ซึ่งเป็นปลัดอำเภออาวุโสที่สุด) ให้ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการสอบสวน "นายก อบต." เกิดข้อโต้แย้งว่า ปลัดอำเภอมีระดับตำแหน่งไม่เทียบเท่าหรือไม่ได้สูงกว่านายก อบต. จะสามารถเป็นประธานสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นได้หรือไม่ คำสั่งแต่งตั้งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

⏳ Timeline

เกิดเหตุที่มีการกล่าวหา/ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายก อบต.

นายอำเภอออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยให้ปลัดอำเภออาวุโสเป็นประธานกรรมการ

มีการโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาตัดสินชี้ขาด (อร. 86/2568)

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย

การที่นายอำเภอแต่งตั้งปลัดอำเภอ (ระดับชำนาญการ) ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ในระดับไม่เทียบเท่าหรือสูงกว่านายก อบต. เป็นประธานกรรมการสอบสวนนายก อบต. ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?

📚 หลักกฎหมาย

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นฯ พ.ศ. 2554 (ข้อ 7 วรรคสอง)

👉 กำหนดหลักการสำคัญในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนไว้ว่า "ให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง และพิจารณาจากตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วย"

❌ กฎหมาย มิได้มีบทบังคับเคร่งครัดหรือเฉพาะเจาะจง ว่าผู้ได้รับแต่งตั้งจะต้องมีตำแหน่งหน้าที่สูงกว่าผู้ถูกสอบสวน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้สอบสวนและผู้ถูกสอบสวนเป็น "ข้าราชการต่างประเภทกัน" (ข้าราชการพลเรือน vs ผู้บริหารท้องถิ่นจากการเลือกตั้ง)

🎯 ผลคำพิพากษา

"ชอบด้วยกฎหมายแล้ว"

ศาลเห็นว่า ปลัดอำเภอดังกล่าวมีอายุราชการกว่า 17 ปี, เป็นปลัดอำเภออาวุโสสูงสุด, เป็นผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอลำดับที่ 1, รับผิดชอบงานกำกับดูแล อปท. โดยตรง และมีประสบการณ์ด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง จึงถือว่าเป็นการแต่งตั้งโดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถและตำแหน่งตามระเบียบแล้ว

🛡️ สิทธิประชาชน / ผู้บริหารท้องถิ่น

มีสิทธิได้รับการสอบสวนที่เป็นธรรม ถูกต้องตามกระบวนการขั้นตอนของกฎหมาย

มีสิทธิคัดค้านกรรมการสอบสวนได้หากมีเหตุอันมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง (ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ) แต่จะอ้างเพียงแค่ระดับซี/ตำแหน่งไม่เทียบเท่ากันมาปฏิเสธกระบวนการไม่ได้

📑 หลักฐานสำคัญในการพิจารณา

คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนของนายอำเภอ

ประวัติการรับราชการและประสบการณ์ทำงานของปลัดอำเภอ (อายุราชการ, ลำดับการรักษาราชการแทน, หน้าที่กำกับดูแล อปท.)

ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการสอบสวนผู้บริหารท้องถิ่นฯ พ.ศ. 2554

⚠️ ข้อควรระวังสำหรับฝ่ายปกครอง/เจ้าหน้าที่

ในการแต่งตั้งกรรมการสอบสวนข้าราชการต่างประเภทหรือผู้บริหารท้องถิ่น แม้กฎหมายไม่บังคับเรื่องระดับตำแหน่งที่สูงกว่า แต่ "ต้องมีเหตุผลสนับสนุนความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมอย่างชัดเจน" เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อครหาเรื่องความไม่เป็นธรรมหรือการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

💡 ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ ถูกใจ กด Like 👍 กดติดตาม 🔔 และกดแชร์ ↗️ เพื่อเป็นกำลังใจและแบ่งปันความรู้กฎหมายดีๆ ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 33 ปี 69📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 6/2569 (ประชุมใหญ่) https://dg.th/13hadk6exu📍แพทยสภ...
17/08/2026

📣 เรื่องเด่น ประเด็นดี EP. 33 ปี 69

📜 คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อร. 6/2569 (ประชุมใหญ่) https://dg.th/13hadk6exu

📍แพทยสภา (แพทยสภาไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จำเป็นในเรื่องร้องเรียนจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมก่อนที่จะมีคำสั่งว่าเรื่องร้องเรียนไม่มีมูล)

🔷การพิจารณาเรื่องร้องเรียนคดีด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม นั้น เจ้าหน้าที่อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสมในเรื่องนั้น โดยไม่ต้องผูกพันอยู่กับคำร้องเรียน คำชี้แจง หรือพยานหลักฐานของคู่กรณี โดยเจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานที่ตนเห็นว่าจำเป็นแก่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง

🔷เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานเวชระเบียนของผู้ป่วยแล้วพบว่า มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางส่วนและข้อมูลที่บันทึกไว้มีความไม่สอดคล้องกันในสาระสำคัญ

🔷อีกทั้งยังไม่ตรงกับใบบันทึกการพยาบาลหลายประการ อันเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมในสาระสำคัญ ไม่ใช่เป็นเพียงการทบทวนเวชระเบียนตามความเป็นจริง

⭐️จึงเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องเรียนได้ให้การรักษาผู้ป่วยเป็นไปตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในระดับที่ดีที่สุดหรือไม่ และเห็นได้ว่าพฤติการณ์และการกระทำของผู้ถูกร้องเรียนมีมูลว่าอาจกระทำผิดตามคำร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี

⭐️การที่แพทยสภามีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล ให้ยกข้อกล่าวหาตามคำร้องเรียนของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จำเป็นในเรื่องร้องเรียนจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เพื่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนตามข้อ 29 และข้อ 30 ประกอบกับข้อ 53 (2) (2.2) ของข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยกระบวนการพิจารณาเกี่ยวกับคดีด้านจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2548 ก่อนที่จะมีคำสั่งว่าเรื่องร้องเรียนไม่มีมูล จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

🚨 มีรอยสัก สอบตำรวจได้ไหม? ศาลปกครองสูงสุดชี้ชัด: "รอยสักใต้ร่มผ้า ไม่ใช่เหตุปัดตก!" ⚖️👮‍♂️เรื่องนี้น่าสนใจมากสำหรับคนที...
16/08/2026

🚨 มีรอยสัก สอบตำรวจได้ไหม? ศาลปกครองสูงสุดชี้ชัด: "รอยสักใต้ร่มผ้า ไม่ใช่เหตุปัดตก!" ⚖️👮‍♂️
เรื่องนี้น่าสนใจมากสำหรับคนที่เตรียมสอบเข้ารับราชการตำรวจครับ มีกรณีผู้สมัครสอบตำแหน่ง "พลขับ" ถูกคณะอนุกรรมการตรวจร่างกายฯ ตัดสิทธิ์ไม่ให้ผ่าน เพราะตรวจพบ รอยสักขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือที่สะโพกขวา (ซึ่งผ่านการลบมาแล้วจนจางลง) โดยกรรมการมองว่า "มีรอยสักชัดเจน"
สุดท้ายเรื่องถึงศาลปกครองสูงสุด และศาลมีคำวินิจฉัยวางบรรทัดฐานสำคัญไว้ ดังนี้ครับ 👇
📌 3 จุดชี้ขาดจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด (อ. ๕๓๙/๒๕๖๘)
* ตำแหน่งของรอยสัก: รอยสักอยู่บริเวณสะโพก ซึ่งถือเป็น "บริเวณใต้ร่มผ้า" ไม่ได้เปิดเผยสู่สายตาสาธารณะตามปกติ
* สภาพของรอยสัก: มีการลบจนจางลงแล้ว ไม่เข้าข่าย "รอยสักขนาดใหญ่หรือมากจนแลดูน่าเกลียด" ตามกฎ ก.ตร.ฯ
* ความเหมาะสมกับหน้าที่: ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพลขับแต่อย่างใด
ศาลจึงวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการฯ ตีความแบบเหมารวมแล้วสั่งให้ไม่ผ่านการตรวจร่างกาย ถือเป็น "การใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย"
💡 ข้อคิดทางกฎหมายปกครอง
การใช้ดุลพินิจของหน่วยงานรัฐในการตัดสิทธิ์ผู้สมัคร จะดูแค่คำว่า "มีรอยสัก" อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องพิจารณา ตำแหน่ง ขนาด ความชัดเจน และผลกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่จริง เป็นรายกรณีไปครับ
#กฎหมายปกครอง #สอบตำรวจ #คดีปกครอง #สิทธิผู้สมัครสอบ #ความรู้กฎหมาย

⚖️ ลดคะแนนลับหลัง…ไม่ตรงองค์ประกอบ ไม่แจ้งเหตุผล สุดท้ายคำสั่งเลื่อนเงินเดือนไม่ชอบด้วยกฎหมายระดับ: ศาลปกครองสูงสุดคำพิพ...
15/08/2026

⚖️ ลดคะแนนลับหลัง…ไม่ตรงองค์ประกอบ ไม่แจ้งเหตุผล สุดท้ายคำสั่งเลื่อนเงินเดือนไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ระดับ: ศาลปกครองสูงสุด
คำพิพากษา: อบ. 87/2567
ปี: พ.ศ. 2567
หน่วยงานรัฐ: สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยของรัฐ
จังหวัด: ไม่ปรากฏชัดจากเอกสาร
ประเภทคดี: พิพาทเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติราชการและคำสั่งเลื่อนเงินเดือน

⸻

📌 เรื่องย่อ

ข้าราชการตำแหน่งนักวิชาการพัสดุ ถูกผู้บังคับบัญชาชั้นต้นประเมินผลการปฏิบัติราชการ 89 คะแนน ระดับดีมาก และลงชื่อรับทราบผลแล้ว

ต่อมา ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการทำงานบางประการ เช่น มาทำงานสาย ไม่อยู่ที่โต๊ะ และหลับในเวลาราชการ จึง ปรับลดคะแนนจาก 89 เหลือ 84 คะแนน

ปัญหาคือ การปรับลดดังกล่าว ไม่ได้แจ้งให้ผู้รับการประเมินทราบพร้อมเหตุผลก่อน และมีการลดคะแนนในองค์ประกอบย่อยที่ไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมที่ถูกกล่าวถึง

ผลคือ ผู้ฟ้องคดีได้รับการเลื่อนเงินเดือนเพียง ร้อยละ 2.20 และเพิ่งทราบจากหนังสือรับรองเงินเดือน

ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า กระบวนการประเมินไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด

⸻

🕐 Timeline

1️⃣ ประเมินครั้งแรก
ผู้บังคับบัญชาชั้นต้นประเมินได้ 89 คะแนน และให้ผู้ฟ้องคดีลงชื่อรับทราบ

⬇️

2️⃣ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปไม่เห็นด้วย
อ้างพฤติกรรมการทำงานที่ไม่เหมาะสม แล้วปรับลดคะแนนเหลือ 84 คะแนน

⬇️

3️⃣ ไม่ได้แจ้งการปรับลดคะแนนพร้อมเหตุผล
ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับทราบผลการประเมินที่ถูกแก้ไขอย่างถูกต้อง

⬇️

4️⃣ ออกคำสั่งเลื่อนเงินเดือน
ได้รับการเลื่อนเงินเดือน 2.20%

⬇️

5️⃣ ผู้ฟ้องคดีเพิ่งทราบจากหนังสือรับรองเงินเดือน
จึงร้องทุกข์ แต่ไม่ได้รับการแก้ไข

⬇️

6️⃣ ฟ้องศาลปกครอง
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเลื่อนเงินเดือนเฉพาะส่วน

⬇️

7️⃣ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน
ให้ประเมินผลเพื่อเลื่อนเงินเดือนใหม่ให้ถูกต้องและเป็นธรรมภายใน 60 วัน

⸻

⚖️ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

1. ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปจะลดคะแนนได้หรือไม่?

ได้ หากมีอำนาจตามหลักเกณฑ์ แต่การใช้ดุลพินิจต้อง ลดคะแนนให้สัมพันธ์กับองค์ประกอบและพฤติกรรมที่บกพร่องจริง

ศาลเห็นว่า หากพฤติกรรมเกี่ยวกับความถูกต้อง คุณธรรม จริยธรรม หรือความผูกพันต่อส่วนราชการ ก็ต้องพิจารณาลดในองค์ประกอบย่อยที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ลดคะแนนในทุกองค์ประกอบย่อยโดยไม่แยกแยะ

2. จะเปลี่ยนคะแนนจากที่ผู้รับการประเมินรับทราบแล้วได้หรือไม่?

ทำได้ตามอำนาจและหลักเกณฑ์ แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงมีสาระสำคัญและกระทบต่อระดับผลประเมินหรือสิทธิในการเลื่อนเงินเดือน ต้องแจ้งผลและเหตุผลให้ผู้รับการประเมินทราบอย่างชัดเจน

⸻

📚 หลักกฎหมายที่ศาลเน้น

“การแจ้งผลการประเมิน” เป็นสาระสำคัญของกระบวนการประเมิน

ประกาศ ก.พ.อ. และหลักเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยกำหนดให้ผู้รับการประเมินต้องได้รับแจ้งผลการประเมินเป็นรายบุคคล

การแจ้งเพียงหนังสือรับรองเงินเดือน ซึ่งระบุเพียง ร้อยละของเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นและระดับการประเมิน แต่ไม่ได้แสดงรายละเอียดและเหตุผลของการปรับคะแนน ไม่ใช่การแจ้งผลการประเมินตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

⸻

🚨 หลักสำคัญมากสำหรับผู้บังคับบัญชา

“พฤติกรรมหนึ่ง → ต้องพิจารณาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง”

หากพบว่าข้าราชการมาสาย ไม่อยู่ที่โต๊ะ หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

❌ ไม่ใช่ว่าจะลดคะแนนทุกองค์ประกอบได้

✅ ต้องพิจารณาว่าพฤติกรรมนั้นเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบใด

และหากจะปรับคะแนนจากผลเดิมที่ผู้รับการประเมินได้รับทราบแล้ว ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ พร้อม แจ้งผลและเหตุผลอย่างชัดเจน

⸻

🏛️ ผลคำพิพากษา

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายืน ตามศาลปกครองชั้นต้น

ให้ เพิกถอนคำสั่งเลื่อนเงินเดือนเฉพาะส่วนของผู้ฟ้องคดี

และให้หน่วยงานดำเนินการ ประเมินผลการปฏิบัติราชการเพื่อเลื่อนเงินเดือนใหม่ ให้ถูกต้องและเป็นธรรมตามกฎหมาย ภายใน 60 วันนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด

⸻

👮 สิทธิของข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ

หากพบว่า

* คะแนนประเมินถูกลดลงจากเดิม
* ไม่เคยได้รับแจ้งผลการประเมินฉบับใหม่
* ไม่ได้รับทราบเหตุผลของการลดคะแนน
* การลดคะแนนไม่สัมพันธ์กับองค์ประกอบที่ประเมิน
* ผลดังกล่าวทำให้เปอร์เซ็นต์การเลื่อนเงินเดือนลดลง

สามารถตรวจสอบและใช้สิทธิโต้แย้ง ร้องทุกข์ อุทธรณ์ หรือดำเนินคดีตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดได้

⸻

📑 หลักฐานสำคัญที่ควรเก็บ

1. แบบประเมินผลฉบับเดิม
2. หลักฐานการลงชื่อรับทราบผลการประเมิน
3. แบบประเมินหรือเอกสารที่แสดงคะแนนฉบับที่ถูกแก้ไข
4. หนังสือรับรองเงินเดือน
5. คำสั่งเลื่อนเงินเดือน
6. หนังสือร้องทุกข์/อุทธรณ์และผลการพิจารณา
7. หนังสือหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลในการลดคะแนน
8. หลักฐานการแจ้งหรือ ไม่ได้แจ้ง ผลการประเมินให้ทราบ

⸻

⚠️ ข้อควรระวัง

สำหรับผู้บังคับบัญชา

การประเมินไม่ใช่พื้นที่สำหรับ “ลงโทษโดยอ้อม”

หากลูกน้องมีพฤติกรรมบกพร่อง ต้องพิจารณาให้ตรงกับข้อเท็จจริงและองค์ประกอบของการประเมิน ใช้ดุลพินิจอย่างมีเหตุผล และดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่าลดคะแนนแบบเหมารวม และอย่าปรับคะแนนลับหลังโดยไม่แจ้งเหตุผล

เพราะเมื่อการประเมินที่ไม่ชอบนำไปสู่คำสั่งเลื่อนเงินเดือน คำสั่งดังกล่าวก็อาจถูกศาลเพิกถอนได้

💡 บทเรียนสั้น ๆ จากคดีนี้

“ลดคะแนนได้ แต่ต้องลดให้ถูกเรื่อง
เปลี่ยนคะแนนได้ แต่ต้องแจ้งให้เจ้าตัวรู้
และใช้ดุลพินิจได้ แต่ต้องมีเหตุผลและอยู่ในกรอบกฎหมาย”

📌 คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับทั้ง ผู้ประเมิน ผู้บังคับบัญชา และข้าราชการผู้รับการประเมิน

ถ้าเห็นว่าเป็นประโยชน์ ถูกใจ กด Like 👍 กดติดตาม 🔔 และกด Share ↗️ เพื่อแบ่งปันความรู้กฎหมายดี ๆ ให้คนทำงานราชการได้รู้สิทธิของตนเองครับ

📌 มอบอำนาจแล้ว... จะบอกว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยว" ไม่ได้!⚖️ อุทาหรณ์คดีปกครอง: ผู้มอบอำนาจต้องรับผิดทางวินัย หากปล่อ...
14/08/2026

📌 มอบอำนาจแล้ว... จะบอกว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เกี่ยว" ไม่ได้!
⚖️ อุทาหรณ์คดีปกครอง: ผู้มอบอำนาจต้องรับผิดทางวินัย หากปล่อยปละละเลยไม่กำกับดูแล
🔹 ข้อมูลทั่วไปของคดี
* ระดับศาล: ศาลปกครองสูงสุด
* ปีคำพิพากษา: พ.ศ. 2567 (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อพ. 30/2567)
* หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง: สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร / สำนักงานนายกรัฐมนตรี / สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)
* จังหวัด: กรุงเทพมหานคร
* ประเภทคดี: คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำผิดวินัย และคำสั่งลงโทษทางวินัยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
📝 เรื่องย่อ (Brief Summary)
อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ฟ้องคดี) ได้มอบอำนาจให้ "รองเลขาธิการฯ" ควบคุมดูแลและจัดหาพัสดุโครงการปรับปรุงระบบนาฬิกา (Clock System) ของอาคารรัฐสภา ต่อมา สตง. ตรวจพบว่ามีการอนุมัติซื้อจ้างผิดระเบียบ (ไม่มีราคากลาง ไม่สืบราคา ได้คู่สัญญาขาดคุณสมบัติ และแพงเกินจริง)
ผู้ฟ้องคดีถูกสั่งลงโทษ ลดเงินเดือน 2% จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง โดยอ้างว่าตนได้มอบอำนาจไปแล้ว และไม่ปรากฏหลักฐานว่าตนรู้เห็นการกระทำผิด แต่ศาลปกครองสูงสุดตัดสินว่า ผู้ฟ้องคดีมีความผิดทางวินัยจริง เพราะละเลยหน้าที่ในการกำกับติดตามผล
⏳ ลำดับเหตุการณ์ (Timeline)
* จัดทำโครงการ: ผู้ฟ้องคดี (ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาฯ) เคยทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการร่าง TOR โครงการปรับปรุงระบบนาฬิการัฐสภา
* การมอบอำนาจ: ผู้ฟ้องคดีมอบอำนาจให้ "รองเลขาธิการฯ" เป็นผู้ดูแลการจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้
* เกิดการกระทำผิด: รองเลขาธิการฯ อนุมัติเปลี่ยนแปลงชนิด/เพิ่มจำนวนนาฬิกา และอนุมัติจ้างโดยไม่สืบราคาและไม่มีราคากลาง
* สตง. ตรวจพบ: สตง. ชี้มูลความผิด ทำให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง
* ถูกลงโทษทางวินัย: ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งลงโทษ "ลดเงินเดือนร้อยละ 2" (ขณะผู้ฟ้องคดีโอนย้ายไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ)
* อุทธรณ์ & ฟ้องศาล: ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. แต่โดนยกอุทธรณ์ จึงนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองสูงสุด
* ศาลมีคำพิพากษา: ศาลปกครองสูงสุดตัดสิน พิพากษายกฟ้อง
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย
* ประเด็นที่ 1: ผู้บังคับบัญชาที่มอบอำนาจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติราชการแทน ยังคงมีหน้าที่ต้องกำกับดูแลและติดตามผลหรือไม่?
* ประเด็นที่ 2: หากเกิดความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับมอบอำนาจ ผู้มอบอำนาจจะอ้างว่า "ไม่รู้ ไม่เห็น หรือมอบอำนาจไปแล้ว" เพื่อให้พ้นความผิดทางวินัยได้หรือไม่?
📜 หลักกฎหมายที่สำคัญ
* พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (มาตรา 40 วรรคสอง) / ระเบียบรัฐสภาฯ พ.ศ. 2554 (ข้อ 11 วรรคสอง):
> "เมื่อได้มอบอำนาจแล้ว ผู้มอบอำนาจมีหน้าที่กำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจ และให้มีอำนาจแนะนำหรือแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้"
>
* พ.ร.ฎ. ว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 (มาตรา 7 วรรคสอง):
> หากผู้มอบอำนาจเห็นว่าผู้รับมอบอำนาจใช้อำนาจไม่ถูกต้อง หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย มีอำนาจสั่งแก้ไข หรือสั่งให้หยุดการปฏิบัติราชการไว้ก่อนได้
>
🔨 ผลคำพิพากษา
"พิพากษายกฟ้อง"
ศาลเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีเคยเป็นประธานร่าง TOR ย่อมรู้ข้อเท็จจริงของโครงการดี และโครงการนี้มีการเพิ่มวงเงิน/ปรับเปลี่ยนสเปก ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ การละเลยไม่ติดตามผลจนเกิดความเสียหายแก่ราชการ ถือเป็นความผิดทางวินัย (ไม่ร้ายแรง) คำสั่งลงโทษลดเงินเดือน 2% จึงเหมาะแก่เหตุและชอบด้วยกฎหมายแล้ว
👥 สิทธิประชาชน / มุมมองภาครัฐ
* ประโยชน์ต่อประชาชน: ทำให้การใช้น้ำพักน้ำแรงจากเงินภาษีของประชาชนในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มีความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้ผู้บริหารระดับสูงใช้วิธี "มอบอำนาจ" เพื่อเป็นเกราะป้องกันตนเองจากการทุจริตหรือการทำงานที่บกพร่อง
* บรรทัดฐานการบริหารงาน: สร้างมาตรฐานให้หัวหน้าหน่วยงานรัฐต้องใส่ใจและตรวจสอบงานที่ตนเองมอบหมายอย่างจริงจัง
🔍 หลักฐานสำคัญในคดี
* คำสั่งมอบอำนาจ: ที่แสดงขอบเขตการมอบหมายงานให้รองเลขาธิการฯ
* ประวัติการทำงานเดิมของผู้ฟ้องคดี: เอกสารที่ชี้ว่าผู้ฟ้องคดีเคยเป็นประธานร่าง TOR โครงการนี้มาก่อน (ทำให้ปฏิเสธว่า "ไม่รู้เรื่อง" ไม่ได้)
* รายงานการตรวจสอบของ สตง.: เอกสารชี้มูลความผิดที่ระบุชัดเจนว่า ไม่มีการสืบราคา ไม่มีราคากลาง และจัดซื้อในราคาแพงเกินจริง
* เอกสารขออนุมัติเปลี่ยนแปลงสเปก/วงเงิน: ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ผู้มอบอำนาจควรต้องฉุกคิดและกำกับดูแลเป็นพิเศษ
⚠️ ข้อควรระวังสำหรับข้าราชการและผู้บริหาร
* "มอบอำนาจ" ไม่ใช่ "มอบความรับผิดชอบทั้งหมด": อำนาจกระจายได้ แต่หน้าที่ในการ "กำกับ ติดตาม และแก้ไข" ยังคงอยู่กับผู้มอบอำนาจเสมอ
* อ้าง "ไม่รู้ ไม่เห็น" ไม่ได้: หากโครงการมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ (เช่น เพิ่มเงิน เปลี่ยนสเปก) ผู้บังคับบัญชาต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ
* ต้องมีระบบติดตามงาน: การมอบอำนาจที่ดี ต้องมีกลไกรายงานผลและตรวจสอบขนานกันไป หากพบความผิดปกติ ต้องสั่งแก้ไขหรือสั่งหยุดทันที
👍 ถ้าเห็นว่าโพสต์นี้เป็นประโยชน์และถูกใจ
📌 อย่าลืมกด Like
🔔 กด ติดตาม (Follow)
📲 และกด Share เพื่อส่งต่อความรู้กฎหมายปกครองดี ๆ ให้กับเพื่อน ๆ ข้าราชการและผู้สนใจกันด้วยนะครับ!

#ผู้มอบอำนาจต้องอ่าน
#มอบอำนาจไม่เท่ากับพ้นผิด
#เซ็นอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
#รู้ไว้ใช่ว่ากฎหมายปกครอง
#กฎหมายใกล้ตัวรอบรู้ไว้ไม่ติดคุก
#กดติดตามไว้ไม่ตกเทรนด์กฎหมาย
#ความรู้กฎหมายสไตล์นักกฎหมายปกครอง

📌 สรุปข้อกฎหมายปกครองหัวข้อ: 📝 ตรวจเจอเฉลยผิด ชีวิตเปลี่ยน! ราชการเฉลยข้อสอบผิด 1 ข้อ ทำผู้สอบตก ถือเป็น "ความผิดพลาดอย่...
13/08/2026

📌 สรุปข้อกฎหมายปกครอง
หัวข้อ: 📝 ตรวจเจอเฉลยผิด ชีวิตเปลี่ยน! ราชการเฉลยข้อสอบผิด 1 ข้อ ทำผู้สอบตก ถือเป็น "ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง" ศาลสั่งเพิกถอนประกาศสอบ
ระดับ: ศาลปกครองสูงสุด
ปีคำพิพากษา: พ.ศ. 2568 (คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1352/2568)
หน่วยงานรัฐ: หน่วยงานราชการผู้จัดสอบบรรจุครูผู้ช่วย (กระทรวงศึกษาธิการ / ก.ค.ศ. / สพฐ.)
จังหวัด: ไม่ปรากฏในสแกนสแกน/สืบพยาน (คดีจัดสอบระดับภูมิภาค/ประเทศ)
🔹 ประเภทคดี
คดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งปกครอง / ประกาศผลการสอบคัดเลือกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
📖 เรื่องย่อ
ผู้ฟ้องคดีเข้าสมัครสอบบรรจุเป็นราชการตำแหน่ง "ครูผู้ช่วย" แต่เมื่อประกาศผลสอบกลับไม่มีชื่อตนเองว่าเป็นผู้สอบผ่าน ทั้งที่มั่นใจว่าทำได้ ผู้ฟ้องจึงยื่นคำร้องขอตรวจกระดาษคำตอบและเฉลย พบว่ามีข้อสอบปรนัย (ช้อยส์) 14 ข้อที่ตนมั่นใจว่าตอบถูก เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลปกครอง ได้มีการนำพยานผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการมาให้ความเห็น ปรากฏว่าใน 14 ข้อนั้น มี 1 ข้อที่ทางราชการทำเฉลยคำตอบผิด! ซึ่งผู้ฟ้องคดีเลือกข้อที่ถูกต้องไว้แล้ว และหากได้คะแนนเพิ่มจากข้อนี้เพียง 1 คะแนน จะส่งผลให้คะแนนรวม "สอบผ่าน" ทันที
⏳ Timeline เหตุการณ์
* สมัครสอบ: ผู้ฟ้องคดีสมัครสอบบรรจุรับราชการตำแหน่งครูผู้ช่วย
* ประกาศผล: ผลสอบออก ปรากฏว่า "สอบตก" (ไม่มีชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก)
* ขอตรวจข้อสอบ: ผู้ฟ้องขอดูเฉลยคำตอบ และพบข้อสงสัยในคำตอบ 14 ข้อ จึงนำหลักฐานทางวิชาการมายืนยันและยื่นฟ้องศาลปกครอง
* พิจารณาในศาล: ศาลตั้งพยานผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ พบว่า 13 ข้อราชการเฉลยถูกแล้ว แต่มี 1 ข้อที่ราชการเฉลยผิดจริง
* ศาลตัดสิน: ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนประกาศผลสอบส่วนที่ไม่มีชื่อผู้ฟ้อง และให้ราชการดำเนินการให้ผู้ฟ้องรับราชการต่อไป
⚖️ ประเด็นข้อกฎหมาย
> การที่หน่วยงานรัฐผู้จัดสอบ ทำเฉลยคำตอบข้อสอบผิดพลาด จนส่งผลให้ผู้สอบที่ตอบถูกต้องได้คะแนนไม่ครบและกลายเป็นผู้สอบตก ถือเป็นคำสั่งปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
>
🏛️ หลักกฎหมาย
* ความผิดพลาดอย่างร้ายแรงของคำสั่งปกครอง: การตรวจประเมินผลและการออกประกาศผลสอบถือเป็นการใช้อำนาจปกครอง เมื่อหน่วยงานจัดทำเฉลยผิดพลาด (เฉลยข้อที่ผิดเป็นข้อที่ถูก) จนกระทบต่อการรวมคะแนนจริง ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ทำให้การประเมินผลบิดเบือน
* ความชอบด้วยกฎหมาย: ประกาศผลการสอบส่วนที่ให้ผู้ฟ้องคดีสอบไม่ผ่าน จึงเป็นคำสั่งปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องถูกเพิกถอน
🔨 ผลคำพิพากษา
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษา เพิกถอนประกาศผลการสอบคัดเลือก เฉพาะในส่วนที่ไม่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สอบผ่าน และส่งผลให้หน่วยงานรัฐมีหน้าที่ต้องปรับคะแนนคำนวณใหม่ ประกาศให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้สอบผ่าน และรับเข้าบรรจุรับราชการตามสิทธิ
🛡️ สิทธิประชาชน
* สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร/ตรวจดูเอกสาร: ผู้เข้าสอบมีสิทธิขอตรวจดูประดาษคำตอบและเฉลยคำตอบของทางราชการได้ เพื่อความโปร่งใส
* สิทธิในการโต้แย้งคำสั่งรัฐ: หากมั่นใจว่าเฉลยของรัฐมีความผิดพลาดทางวิชาการ มีสิทธิฟ้องศาลปกครองเพื่อขอความเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิได้
🔍 หลักฐานสำคัญในคดี
* กระดาษคำตอบของผู้ฟ้องคดี: แสดงคำตอบที่ผู้ฟ้องคดีเลือกไว้
* เอกสาร/ตำราทางวิชาการ: ที่ผู้ฟ้องคดีนำมาใช้โต้แย้งเฉลยของรัฐ
* ความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ/นักวิชาการต่อศาล: ตัวแปรสำคัญที่สุดที่ชี้ชัดให้ศาลเห็นว่าเฉลยของราชการในข้อนั้น "ผิดพลาดแน่นอน"
⚠️ ข้อควรระวัง (สำหรับผู้เข้าสอบ & หน่วยงานรัฐ)
* สำหรับผู้เข้าสอบ: อย่าเพิ่งหมดหวังหากคะแนนเฉียดฉิวและมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง ให้รีบใช้สิทธิตรวจสอบข้อสอบและหาตำราวิชาการมาอ้างอิงโต้แย้งภายในอายุความฟ้องคดี (แม้เพียง 1 คะแนนก็เปลี่ยนชีวิตได้)
* สำหรับหน่วยงานรัฐ: คณะกรรมการจัดทำและเฉลยข้อสอบต้องมีความรอบคอบและอ้างอิงหลักวิชาการที่ถูกต้องอย่างแท้จริง เพราะความผิดพลาดเพียงข้อเดียว ถือเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สิทธิของประชาชน

สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด: การให้ข่าวสื่อมวลชนคลาดเคลื่อนและการใช้อีเมลองค์กรเพื่อเรื่องส่วนตัว มีความผิดทางวินัยหัวข...
13/08/2026

สรุปคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด: การให้ข่าวสื่อมวลชนคลาดเคลื่อนและการใช้อีเมลองค์กรเพื่อเรื่องส่วนตัว มีความผิดทางวินัย
หัวข้อ: การใช้อีเมลหน่วยงานแจ้งข้อมูลคลาดเคลื่อนแก่สื่อมวลชนในเรื่องส่วนตัว เป็นการกระทำผิดวินัยและจริยธรรม
ระดับ: ศาลปกครองสูงสุด
ปีคำพิพากษา: พ.ศ. 2568 (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 172/2568)
หน่วยงานรัฐ: หน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกฟ้องคดี/ต้นสังกัด)
จังหวัด: กรุงเทพมหานคร (สถานที่ตั้งสำนักนายกรัฐมนตรีตามข้อเท็จจริงในคดี)
ประเภทคดี: คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐโต้แย้งคำสั่งลงโทษทางวินัย (ขอให้เพิกถอนคำสั่งตัดเงินเดือน)
เรื่องย่อ
พนักงานของรัฐท่านหนึ่ง (ผู้ฟ้องคดี) เป็นตัวแทนกลุ่มพนักงานเรียกร้องขอกลับเข้าสู่ระบบรับเงินบำนาญหลังเกษียณ ต่อมาคณะกรรมการและผู้บริหารได้พิจารณาและมีคำสั่ง "ไม่อนุมัติ" ตามข้อกฎหมายอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว แต่ผู้ฟ้องคดีกลับใช้อีเมลของหน่วยงานนัดหมายเพื่อนพนักงานไปร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี และใช้อีเมลหน่วยงานแจ้งสื่อมวลชน โดยให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่า "ผู้บริหารไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งการ" จนสื่อมวลชนนำไปเสนอข่าวในทางลบส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงหน่วยงาน ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งลงโทษทางวินัย "ตัดเงินเดือน" ผู้ฟ้องคดีจึงนำเรื่องมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่ง
Timeline เหตุการณ์
* เสนอเรื่อง: ผู้ฟ้องคดีในฐานะตัวแทนพนักงาน ยื่นเรื่องขอกลับเข้าสู่ระบบรับเงินบำนาญต่อผู้บริหารหน่วยงาน
* การพิจารณา: คณะกรรมการและผู้บริหารพิจารณาตามขั้นตอนทางกฎหมาย แล้วมีคำสั่ง "ไม่อนุมัติ"
* การใช้อีเมลองค์กร: ผู้ฟ้องคดีใช้อีเมลหน่วยงานนัดพนักงานไปรวมตัวยื่นเรื่องร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี และส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนอ้างว่าผู้บริหารไม่ยอมใช้อำนาจสั่งการ
* เกิดความเสียหาย: สื่อมวลชนทำข่าวในเชิงลบ ทำให้หน่วยงานได้รับความเสียหายด้านชื่อเสียง
* การลงโทษวินัย: ต้นสังกัดสอบสวนและมีคำสั่งลงโทษวินัย "ตัดเงินเดือน" ผู้ฟ้องคดี
* การฟ้องคดี: ผู้ฟ้องคดีนำเรื่องมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่ง
* ศาลพิพากษา: ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายกฟ้อง
ประเด็นข้อกฎหมาย
* การใช้อีเมลของหน่วยงานราชการนัดหมายเพื่อประโยชน์/กิจการส่วนตัว ถือเป็นการกระทำผิดวินัยและจริยธรรมหรือไม่?
* การให้ข่าวหรือข้อความแก่สื่อมวลชนที่ไม่ตรงกับความจริงจนหน่วยงานเสียหาย ถือเป็นความผิดทางวินัยหรือไม่?
* คำสั่งลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?
หลักกฎหมาย
* วินัยและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ: เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตนตามระเบียบ ข้อบังคับ และประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน ห้ามนำทรัพย์สินหรือระบบการสื่อสารของทางราชการ (เช่น อีเมลองค์กร) ไปใช้ในกิจการส่วนตัวหรือเพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์ส่วนตนที่ไม่ใช่ภารกิจได้รับมอบหมาย
* การให้ข้อมูลข่าวสารต่อสื่อมวลชน: เจ้าหน้าที่รัฐต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน/บุคคลภายนอก หากให้ข้อมูลบิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนจากความจริงจนส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของหน่วยงาน ถือเป็นการกระทำผิดวินัย
ผลคำพิพากษา
ยกฟ้อง — ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า คำสั่งลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือนผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำที่ ชอบด้วยกฎหมายแล้ว เนื่องจากผู้ฟ้องคดีกระทำผิดวินัยและจริยธรรมจริงทั้งสองข้อกล่าวหา
สิทธิประชาชน / สิทธิพนักงานของรัฐ
* สิทธิการร้องเรียน: พนักงานหรือประชาชนมีสิทธิรวมตัวเรียกร้องสิทธิประโยชน์ตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดได้
* ขอบเขตการใช้สิทธิ: การใช้สิทธิต้องดำเนินผ่านช่องทางส่วนตัว ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐในการเคลื่อนไหวส่วนตัว และต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงให้หน่วยงานเสียหาย
หลักฐานสำคัญในคดี
* สำนวนการพิจารณาภายใน: เอกสารหลักฐานที่แสดงว่า คณะกรรมการและผู้บริหารได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนและมีคำสั่งไม่อนุมัติตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
* ประวัติการส่งอีเมลองค์กร (Email Logs): หลักฐานการส่งอีเมลนัดหมายพนักงานและการส่งอีเมลแจ้งสำนักข่าว/สื่อมวลชน
* เนื้อหาในอีเมล: ข้อความระบุว่า "ผู้บริหารไม่มีอำนาจหน้าที่สั่งการ" ซึ่งยันขัดกับข้อเท็จจริง
* ข่าวสารในสื่อมวลชน: รายงานข่าวเชิงลบที่เผยแพร่ตามสื่อสิ่งพิมพ์และออนไลน์อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงาน
ข้อควรระวังสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ
* ❌ ห้ามใช้อีเมลองค์กรเรื่องส่วนตัว: อย่าใช้อีเมลหรือระบบสื่อสารของหน่วยงานราชการไปใช้นัดหมาย เคลื่อนไหว หรือเรียกร้องสิทธิประโยชน์ส่วนตัว
* ❌ ตรวจสอบความถูกต้องก่อนสื่อสาร: การให้ข่าวหรือข้อมูลแก่สื่อมวลชน ต้องเป็นความจริงเท่านั้น การให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจนกระทบชื่อเสียงองค์กร มีความเสี่ยงถูกลงโทษทางวินัยอย่างรุนแรง

📌 รถถูกยึดเป็นของกลาง คืนล่าช้า... รัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย! (ศาลปกครองสูงสุด อผ. 63/2568)ปล่อยรถให้เช่า แต่คนเช่าดันเอาไปท...
12/08/2026

📌 รถถูกยึดเป็นของกลาง คืนล่าช้า... รัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย! (ศาลปกครองสูงสุด อผ. 63/2568)
ปล่อยรถให้เช่า แต่คนเช่าดันเอาไปทำผิดกฎหมาย! เรื่องราวสุดเซ็งของเจ้าของรถตู้รายหนึ่ง ที่อยู่ดีๆ รถตู้ทำมาหากินก็ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้จับกุมและยึดเป็นของกลาง เพราะผู้เช่าแอบเอาไปลักลอบขน "ไม้พะยูง" 🌲
แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น... ความพีคเกิดขึ้นตอนที่เจ้าของรถ (ผู้บริสุทธิ์) พยายามขอรถคืน!
🚗 เปิด Timeline มหากาพย์ 95 วัน:
1️⃣ ถูกยึดรถ: เจ้าของรถไม่ได้รู้เห็นกับการทำผิด จึงนำเงินมาวางหลักประกันต่อพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) เพื่อขอรับรถตู้คืนไปทำมาหากิน
2️⃣ ตำรวจอนุมัติ: พนักงานสอบสวนอนุญาตให้คืนรถได้ และแจ้งเรื่องไปยัง "กรมป่าไม้" (ผู้เก็บรักษาของกลาง)
3️⃣ เรื่องเงียบยาว: เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ใช้เวลาดึงเรื่อง ดำเนินการตรวจสอบเอกสารนานถึง 95 วัน! กว่าจะได้รถคืน
4️⃣ ยื่นฟ้อง: เจ้าของรถขาดรายได้ไปเกือบ 3 เดือนเต็มๆ จึงนำเรื่องขึ้นฟ้องศาลปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการทำงานล่าช้า
⚖️ ข้ออ้างของรัฐ: "ไม่มีกฎหมายฉบับไหน กำหนดระยะเวลาชัดเจนว่าต้องคืนของกลางภายในกี่วัน!"
👩‍⚖️ ศาลปกครองสูงสุด วินิจฉัยอย่างไร?
ศาลชี้ว่า "ถึงแม้จะไม่มีกฎหมายกำหนดวันไว้อย่างชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการภายในระยะเวลาอันสมควร"
เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แล้ว การตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ควรใช้เวลาเกิน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากตำรวจ การที่กรมป่าไม้ใช้เวลานานถึง 95 วัน จึงถือเป็นการ "ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร" อันเป็นการทำละเมิด!
🎯 ผลสรุปคดี:
ศาลสั่งให้ กรมป่าไม้ (หน่วยงานต้นสังกัด) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของรถ สำหรับค่าขาดประโยชน์/ขาดรายได้ ในส่วนระยะเวลาที่ล่าช้าเกินกว่า 15 วันนั้น!
💡 สรุปประโยชน์ & ข้อคิดสำหรับประชาชน (Save เก็บไว้ได้เลย!):
✅ เจ้าของทรัพย์สินบริสุทธิ์มีสิทธิ: หากทรัพย์สิน/ยานพาหนะของเราถูกผู้นำไปใช้ทำผิดโดยที่เราไม่รู้เห็น เรามีสิทธิยื่นเรื่องขอประกัน/ขอคืนของกลางมาใช้ทำมาหากินก่อนได้
✅ คำว่า "ไม่มีกฎหมายกำหนดเวลา" ใช้ไม่ได้เสมอไป: รัฐจะอ้างเพื่อดึงเวลาเรื่อยๆ ไม่ได้ ศาลจะใช้หลัก "ระยะเวลาอันสมควร" มาจับเสมอ
✅ เทคนิคสำคัญ: ทุกครั้งที่ติดต่อ/ยื่นเอกสารกับหน่วยงานรัฐ ต้องลงรับหนังสือและระบุวันที่อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันหากเกิดความล่าช้า

#ความรู้กฎหมาย #คดีปกครอง #ศาลปกครองสูงสุด #คืนของกลางล่าช้า #ความรับผิดทางละเมิด #ทนายปกครอง

👶 เด็กทารกพูดไม่ได้... บิดาจะจดทะเบียนรับรองบุตรได้ไหม?(สรุปประเด็นกฎหมายน่ารู้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.157/2569...
12/08/2026

👶 เด็กทารกพูดไม่ได้... บิดาจะจดทะเบียนรับรองบุตรได้ไหม?
(สรุปประเด็นกฎหมายน่ารู้จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.157/2569)
เคยมั้ยครับ? มีข้อสงสัยว่าเวลาบิดาจะไปจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสมรส ปกติ กฎหมายบอกว่า "ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งแม่และเด็ก"
อ้าว... แล้วถ้าเด็กยังเป็น "ทารกแบเบาะ" เพิ่งได้ไม่กี่เดือน ยังพูดไม่ได้ แสดงเจตนาไม่เป็น แบบนี้จะจดทะเบียนรับรองบุตรได้หรือเปล่า? แล้วการรับรองนั้นจะชอบด้วยกฎหมายไหม?
คดีนี้มีคำตอบชัดเจนจากศาลปกครองสูงสุดครับ! 👇
⚖️ เรื่องมีอยู่ว่า...
เกิดข้อพิพาทเรื่องการจัดสรร "มรดก" ขึ้นมา แล้วมีญาติไปตรวจเจอว่า บิดาเคยไปจดทะเบียนรับรองบุตรไว้ตั้งแต่ตอนที่เด็กอายุแค่ 7 เดือน! ญาติเลยยื่นฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนการจดทะเบียน โดยอ้างว่า:
> "ตอนนั้นเด็กยังเป็นทารกอยู่เลย ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วยตัวเอง การจดทะเบียนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย!"
>
👩‍⚖️ ศาลปกครองสูงสุดตัดสินอย่างไร?
ศาลพิพากษา "ยกฟ้อง" (แปลว่า การจดทะเบียนนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว) โดยให้เหตุผลหลักๆ ไว้ 3 ข้อ:
1️⃣ สภาพร่างกายของเด็ก: เด็กทารก 7 เดือน โดยสภาพแล้วไม่อยู่ในวัยที่จะพูดหรือแสดงความยินยอมได้ การที่ "แม่" ให้ความยินยอม ย่อมถือว่าครบถ้วนตามเงื่อนไขแล้ว

2️⃣ ประโยชน์สูงสุดของเด็ก: เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองเด็ก ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายจากพ่อ เช่น สิทธิการเลี้ยงดู และสิทธิในการรับมรดก ไม่ควรให้เด็กต้องเสียสิทธิเพราะเหตุที่ยังพูดไม่ได้

3️⃣ เหตุผลในการคัดค้าน: กฎหมายเปิดช่องให้คัดค้านการรับรองบุตรได้เพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น คือ "คนขอจดทะเบียนไม่ใช่พ่อที่แท้จริง" จะมาอ้างเรื่องเด็กไม่ได้ยินยอมตอนเป็นทารกเพื่อตัดสิทธิมรดก... ทำไม่ได้!

💡 สรุปข้อคิดได้อะไรจากคดีนี้?

* สิทธิของเด็กต้องมาก่อน: เด็กทารกไม่เสียสิทธิการเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย เพียงเพราะยังพูดไม่ได้
* สิทธิมรดกสมบูรณ์: เมื่อจดทะเบียนถูกต้องโดยแม่ยินยอมแล้ว เด็กมีสิทธิรับมรดกของพ่อตามกฎหมายทุกประการ
* ยึดความเป็นจริง: การคัดค้านต้องพิสูจน์เรื่อง "สายเลือด" เป็นหลัก ไม่ใช่หาช่องว่างทางเอกสารมาตัดสิทธิเด็ก
เอกสารสำคัญที่ใช้ยืนยันในกรณีนี้คือ หนังสือยินยอมของแม่ และ สูติบัตรของเด็ก นั่นเองครับ!

📌 คิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์อย่าลืมกด Like & Share เก็บไว้ หรือส่งต่อให้เพื่อนๆ ที่กำลังสนใจเรื่องกฎหมายครอบครัวกันนะครับ!

#กฎหมายน่ารู้ #จดทะเบียนรับรองบุตร #ศาลปกครองสูงสุด #สิทธิเด็ก #มรดก

ที่อยู่

88/5 หมู่ 5 ถนนเทพกระษัตรี ตำบลไม้ขาว
Amphoe Thalang
83110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Police 4.0 โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่