สัมฤทธิ์ เซ่งเอียง

เส้นทาง

สัมฤทธิ์ เซ่งเอียง ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก สัมฤทธิ์ เซ่งเอียง, กฎหมาย, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, Amphoe Hat Yai

⚖️ ปรึกษากฎหมาย:
คุ้มครองสิทธิของคุณ
🔐 ที่ปรึกษา PDPA:
วางแนวทางปฏิบัติและระบบข้อมูลสำหรับองค์กร
🎙️ วิทยากร/อาจารย์พิเศษ:
รับบรรยายความรู้ทางกฎหมาย
_______
🤝 เรื่องกฎหมาย ให้เราดูแล
💬 Gmail: [email protected]
📞 Phone: 080-343-8988

📖 หนังสือเเนะนำเตรียมตัวเข้าเรียนกฎหมายความรู้กฎหมายทั่วไปคำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง หลักทั่วไป(รศ.สมยศ เชื้อไทย)
07/10/2026

📖 หนังสือเเนะนำเตรียมตัวเข้าเรียนกฎหมาย

ความรู้กฎหมายทั่วไป
คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง หลักทั่วไป
(รศ.สมยศ เชื้อไทย)

ความรู้กฎหมายทั่วไป คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง หลักทั่วไป โดย : รศ.สมยศ เชื้อไทย ปีที่พิมพ์ : สิงหาคม 2569 (ครั้งที่ 3...

🤖 จาก “AI” สู่ “Super Intelligence”เปลี่ยนชื่อ… หรือเปลี่ยนภาพลักษณ์?เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันการใช้คำว่า “Super Intelli...
06/10/2026

🤖 จาก “AI” สู่ “Super Intelligence”
เปลี่ยนชื่อ… หรือเปลี่ยนภาพลักษณ์?

เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันการใช้คำว่า “Super Intelligence” แทน “Artificial Intelligence (AI)” พร้อมส่งเสริมแนวทางความรับผิดชอบต่อ AI ขั้นสูง ประเด็นนี้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของ “เทคโนโลยี” เท่านั้น แต่ยังมีคำถามทางกฎหมายที่น่าสนใจตามมา

⚖️ ถ้า AI ฉลาดขึ้น ความรับผิดจะต้องชัดขึ้นด้วยหรือไม่?

🔹 ข้อตกลงด้านความรับผิดชอบของ AI มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่?

🔹 หากบริษัทเทคโนโลยีสมัครใจเข้าร่วม แต่ไม่มีมาตรการบังคับทางกฎหมาย ผู้เสียหายจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร?

🔹 หาก “Super Intelligence” ตัดสินใจผิดและก่อให้เกิดความเสียหาย ใครควรเป็นผู้รับผิด?

🔹 ผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ หรือผู้ใช้งาน AI — ความรับผิดควรอยู่ที่ใคร?

🔹 และที่สำคัญ… กฎหมายในปัจจุบันพร้อมรับมือกับ AI ที่ก้าวไปไกลกว่าที่เคยหรือยัง?

บางครั้ง “ชื่อเรียก” อาจเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเทคโนโลยี
แต่สิ่งที่กฎหมายต้องตอบให้ได้ คือ

เมื่อเทคโนโลยีมีความสามารถมากขึ้น
ความรับผิดชอบของผู้ที่อยู่เบื้องหลังควรเพิ่มขึ้นด้วยหรือไม่?

⚖️ เทคโนโลยีอาจก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
แต่กฎหมายจะก้าวตามทันหรือไม่?

รัฐบาลสหรัฐฯ ผลักดันคำว่า “Super Intelligence” แทน AI ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการรีแบรนด์ภาพลักษณ์หรือไม่?

Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผลักดันให้หน่วยงานรัฐบาลใช้คำว่า “Super Intelligence” แทน “Artificial Intelligence” หรือ AI พร้อมจัดประชุมกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ และร่วมลงนามข้อตกลงด้านความรับผิดชอบของ AI ขั้นสูง

ข้อตกลงดังกล่าวใช้ชื่อ “Joint Commitment on Frontier Responsibilities” แต่ผู้ร่วมรายการ Equity ของ TechCrunch ตั้งข้อสังเกตว่า ข้อตกลงนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายและเป็นไปโดยสมัครใจ โดย Trump ระบุว่าเป็นข้อตกลงที่ “morally binding” หรือผูกพันในทางศีลธรรม

Kirsten Korosec มองว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญของความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเป็นการ “รีแบรนด์ AI” จากภาพจำที่เชื่อมโยงกับความกังวล เช่น ความเสี่ยงหรือการแย่งงานมนุษย์ ไปสู่คำว่า “Super Intelligence” ที่ให้ภาพลักษณ์แตกต่างออกไป โดย Trump ยังประกาศจัดตั้ง “Super Intelligence Force” ตามมา

การประชุมครั้งนี้มีผู้บริหารเทคโนโลยีรายใหญ่เข้าร่วม เช่น Mark Zuckerberg, Jeff Bezos, Elon Musk และ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่าง Anthropic กับรัฐบาลสหรัฐฯ ยังถูกมองว่าซับซ้อน เพราะหน่วยงานภายในรัฐบาลมีท่าทีต่อบริษัทแตกต่างกัน ขณะที่ Sean O’Kane ตั้งข้อสังเกตว่าตัวข้อตกลงอาจถูกจัดทำอย่างเร่งรีบ และไม่มีมาตรการทางกฎหมายบังคับบริษัทที่ลงนาม

Anthony Ha มองว่า แม้ตัวข้อตกลงอาจไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่การที่รัฐบาลและอุตสาหกรรมเห็นว่าจำเป็นต้องแสดงท่าทีต่อสาธารณะเรื่องความปลอดภัย AI ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ

ที่มา: TechCrunch
กิ๊ฟ iMoD

ใครเล่าเรื่องได้ดีที่สุด คนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะWhoever tells the best story wins.John Quincy Adams.
06/10/2026

ใครเล่าเรื่องได้ดีที่สุด คนนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ

Whoever tells the best story wins.

John Quincy Adams.

🛡️ สิทธิของเรา ข้อมูลของเรา! เช็กสิทธิสำคัญในฐานะ "เจ้าของข้อมูล"ตามกฎหมาย PDPA👉🏻 กฎหมาย PDPA ไม่ได้มีไว้ควบคุมบริษัทหรื...
22/09/2026

🛡️ สิทธิของเรา ข้อมูลของเรา! เช็กสิทธิสำคัญในฐานะ "เจ้าของข้อมูล"
ตามกฎหมาย PDPA

👉🏻 กฎหมาย PDPA ไม่ได้มีไว้ควบคุมบริษัทหรือองค์กรอย่างเดียว แต่แก่นแท้
คือ การสร้าง "เกราะป้องกัน" ให้กับคนธรรมดาอย่างเราๆ ในฐานะ "เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล" (Data Subject) ให้กลับมามีอำนาจควบคุมข้อมูลของตัวเองได้อย่างเต็มที่

😉 ลองมาเช็กกันดูครับว่า ในยุคนี้เรามีสิทธิทำอะไรกับข้อมูลของเราได้บ้าง?

1. สิทธิที่จะ "รู้" (Right to be informed)
ก่อนองค์กร หรือร้านค้าจะเก็บข้อมูลเรา (เช่น ชื่อ เบอร์โทร อีเมล)
เขาต้องแจ้งให้เราทราบอย่างชัดเจนว่า จะเอาไปทำอะไร? เก็บไว้นานแค่ไหน? และจะส่งต่อให้ใครบ้าง? จะมาเนียนๆ เก็บไปเงียบๆ ไม่ได้ (นี่คือเหตุผลที่เรามักจะเห็นนโยบายความเป็นส่วนตัว หรือ Privacy Notice ให้อ่านก่อนเสมอ)

2. สิทธิขอ "ถอนความยินยอม" (Right to withdraw consent)
เคยกดตกลงให้ข้อมูลไปแล้ว แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจ? กฎหมายกำหนดว่า
เรามีสิทธิแจ้งยกเลิก หรือถอนความยินยอม "เมื่อไหร่ก็ได้" และองค์กรต้องทำให้ขั้นตอนการยกเลิกนั้น "ง่าย" เหมือนตอนที่มาขอความยินยอมเราในครั้งแรก

3. สิทธิขอให้ "ลบทิ้ง" (Right to erasure / Right to be forgotten)
หากเราเลิกเป็นลูกค้า เลิกใช้บริการแล้ว หรือพบว่าเขาเอาข้อมูลเราไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เราสามารถสั่งให้องค์กรลบ ทำลาย หรือทำให้ข้อมูลนั้น
ไม่สามารถระบุตัวตนเราได้อีกต่อไป

4. สิทธิที่จะ "คัดค้าน" (Right to object)
จู่ๆ มี SMS โฆษณาเด้งเข้า หรือมีสายโทรศัพท์มาขายประกัน ขายสินเชื่อ โดยที่เราไม่ได้ต้องการให้ข้อมูลไปทำการตลาด (Direct Marketing)
เรามีสิทธิ "ปฏิเสธและคัดค้าน" การนำข้อมูลไปใช้ได้ทันที และ
องค์กรต้องหยุดกระทำนั้น

5. สิทธิในการ "เข้าถึง และแก้ไข" (Right to access & Rectification)
เรามีสิทธิขอดู และขอรับสำเนาข้อมูลที่องค์กรเก็บไว้ได้ เพื่อเช็กว่าเขามีข้อมูลอะไรของเราบ้าง และถ้าพบว่าข้อมูลผิดพลาดหรือไม่เป็นปัจจุบัน เราก็มีสิทธิ
สั่งให้เขาแก้ไขให้ถูกต้องได้

💡 ถ้าองค์กรละเมิดสิทธิ หรือทำข้อมูลเรารั่วไหลต้องทำอย่างไร?
หากเกิดความเสียหาย หรือองค์กรเพิกเฉยต่อการใช้สิทธิของเรา เราสามารถรวบรวมหลักฐานไปร้องเรียนได้ที่ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC)" เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ และเอาผิดทางกฎหมายได้ครับ

📍 จำไว้เสมอว่า "ข้อมูลของเรา เรามีสิทธิเลือก"
👉🏻 อย่าปล่อยให้ใครเอาข้อมูลเราไปใช้ฟรีๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตนะครับ! 🔒✨

ลูกเพจเคยเจอประสบการณ์ข้อมูลรั่วไหล หรือ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมากวนใจกันบ้างไหม?
คอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันได้เลย 👇

⚡️ PDPA คืออะไร?⚡️ ทำไมยุคนี้เราถึงต้องหวงข้อมูลตัวเอง? 🔒✨👉🏻 เวลาไปติดต่อธุระหรือเข้าเว็บไซต์ ทำไมเดี๋ยวนี้ต้องมีให้กดยิ...
22/09/2026

⚡️ PDPA คืออะไร?
⚡️ ทำไมยุคนี้เราถึงต้องหวงข้อมูลตัวเอง? 🔒✨

👉🏻 เวลาไปติดต่อธุระหรือเข้าเว็บไซต์ ทำไมเดี๋ยวนี้ต้องมีให้กดยินยอม (Consent) หรือเซ็นเอกสารแจ้งรายละเอียดกันยาวเหยียด?

👉🏻 คำตอบ คือ ตอนนี้เรามีกฎหมายที่เรียกว่า PDPA (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) เข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะครับ วันนี้ขอมาสรุปที่มาที่ไปให้เข้าใจกันง่ายๆ ใน 1 นาที

🌍 จากมาตรฐานโลก สู่กฎหมายไทย: ยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีค่าดั่งทองคำ
โลกเจอปัญหาข้อมูลรั่วไหลและถูกนำไปใช้แสวงหาประโยชน์ สหภาพยุโรป (EU) จึงได้บุกเบิกกฎหมายที่ชื่อว่า GDPR ขึ้นมาเป็นมาตรฐานระดับสากล

😉 ประเทศไทยเองก็เล็งเห็นความสำคัญนี้ จึงได้นำแนวทางมาปรับใช้และประกาศเป็น PDPA (มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อปี 2565) เพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจและปกป้องสิทธิของคนไทยไม่ให้ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว

🛡️ กฎหมายนี้คุ้มครองอะไรบ้าง?
คุ้มครอง "ข้อมูลส่วนบุคคล" ที่สามารถระบุตัวตนเราได้
ทั้งทางตรงและทางอ้อมครับ เช่น:
👉🏻 ข้อมูลทั่วไป: ชื่อ-นามสกุล, เบอร์โทร, อีเมล, ที่อยู่, IP Address
👉🏻 ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data): ประวัติสุขภาพ, ข้อมูลพันธุกรรม, ศาสนา (ซึ่งกฎหมายจะคุ้มครองเข้มงวดเป็นพิเศษ ต้องระวังให้ดีครับ)

💡 หัวใจสำคัญ 2 ด้านของ PDPA

⚡️ ในมุมของเรา (เจ้าของข้อมูล): กฎหมายคืนสิทธิให้เราอย่างเต็มที่
เรามีสิทธิรู้ว่าใครเอาข้อมูลเราไปทำอะไร มีสิทธิปฏิเสธ ขอแก้ไข หรือ
แม้แต่ขอให้ลบทิ้งได้

⚡️ ในมุมขององค์กร (ผู้ควบคุมข้อมูล): ธุรกิจจะเก็บข้อมูลซี้ซั้วไม่ได้อีกต่อไป
ต้องมี "ฐานทางกฎหมาย (Legal Basis)" รองรับชัดเจน เก็บเท่าที่จำเป็น และ
ต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน

📍 สรุป: PDPA ไม่ใช่กฎหมายที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อเน้นจับปรับ แต่แก่นแท้ คือ
การสร้าง "ความโปร่งใส" และยกระดับความน่าเชื่อถือให้องค์กร พร้อมๆ กับ
การเคารพสิทธิส่วนบุคคลของพวกเราทุกคนในยุคดิจิทัลครับ

ใครมีคำถามเรื่องการจัดการข้อมูลส่วนบุคคล หรือสงสัยสิทธิของตัวเอง
ในเรื่องไหน คอมเมนต์พูดคุยกันไว้ได้เลยครับ 👇

#คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #กฎหมายน่ารู้ #สัมฤทธิ์

วิเคราะห์ทุนสำรอง 'เอเชีย' เมินดอลลาร์ ซบทองคำ หรือแค่กระจายเสี่ยง?กระแสข่าวเรื่องการลดการพึ่งพา “ดอลลาร์” หรือว่า De-do...
22/09/2026

วิเคราะห์ทุนสำรอง 'เอเชีย' เมินดอลลาร์ ซบทองคำ หรือแค่กระจายเสี่ยง?
กระแสข่าวเรื่องการลดการพึ่งพา “ดอลลาร์” หรือว่า De-dollarization และทิศทางของทุนสำรองระหว่างประเทศในภูมิภาค “เอเชีย” กลับมาเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดการเงินโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Haver Analytics โดย เทียน หย่ง วุน (Tian Yong Woon) นักเศรษฐศาสตร์ผู้มีประสบการณ์จาก Deutsche Bank และ IMF ได้เจาะลึกข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อตอบคำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วเอเชียกำลัง "ถอยห่าง" จากดอลลาร์จริง หรือเป็นเพียงยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงและการเติบโตตามวัฏจักรเศรษฐกิจกันแน่
📍‘ญี่ปุ่น-จีน’ ลดถือ ‘ดอลลาร์’ แต่ยังครองแชมป์เจ้าหนี้
สัดส่วนการถือครองหุ้นและหลักทรัพย์ในสหรัฐของประเทศแถบเอเชีย ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ช่วงปี 2010
หนึ่งในประเทศที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ญี่ปุ่น” ได้สัดส่วนในการถือครองหลักทรัพย์ระยะยาวของสหรัฐทั้งหมด ลดลงราวครึ่งหนึ่ง จากจุดสูงสุดใกล้ 14.5% ในปี 2012 เหลือประมาณ 8% ในเดือนก.ค.2026
อย่างไรก็ดี ญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และคิดเป็นสัดส่วนราว 8.6% ของการถือครองหลักทรัพย์ต่างประเทศของสหรัฐทั้งสองฝั่งของบัญชี
อันดับ 2 คือ “จีน” มีการลดลงยิ่งชัดเจนยิ่งกว่า โดยสัดส่วนลดลงจาก 13.4% เมื่อต้นปี 2012 เหลือราว 3% ในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดถือครองลดลงเหลือ 618,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2008
ทว่าช่องว่างที่ลดลงไปของญี่ปุ่นและจีน ยักษ์ใหญ่ในเอเชียนั้น ถูกแทนที่โดยกลุ่มประเทศ “ยูโรโซน” เพิ่มจากราว 19% เป็นประมาณ 26% และสหราชอาณาจักรที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.6%
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการสลับตำแหน่งระหว่างเจ้าหนี้ไม่ได้หมายถึงการถอนตัวจากสินทรัพย์ดอลลาร์เสมอไป
📍ดอลลาร์ใน ‘ทุนสำรอง’ ลดลง 6% แล้วเงินกระจายสู่อะไร?
เมื่อเจาะลึกไปที่ “สกุลเงินในทุนสำรอง” ข้อมูลในไตรมาสแรกของปี 2026 ชี้ว่า สัดส่วนของ “เงินดอลลาร์” ลดลงเกือบ 6 จุดเปอร์เซ็นต์ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 57.1%
คำถามสำคัญคือ “แล้วสัดส่วนที่หายไปตกอยู่ที่ใคร?”
คำตอบคือไม่มีสกุลเงินใดสกุลเดียวที่รับไปทั้งหมด โดยเงินเยนญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1 จุดเปอร์เซ็นต์, ดอลลาร์แคนาดาและเงินหยวนเพิ่มขึ้นราวครึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ต่อสกุล ขณะที่เงินยูโรแทบไม่เปลี่ยนแปลง
ผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ "กลุ่มสกุลเงินอื่นๆ" ที่เพิ่มขึ้นราว 3.7 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้สัดส่วนของเงินหยวนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนถึงการ "กระจายความเสี่ยง" มากกว่าการแสวงหาทางเลือกทดแทนดอลลาร์เพียงสกุลเดียว
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1252997
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจEconomic

ก้าวสำคัญวงการแพทย์! ทีมวิจัยสหรัฐฯ ใช้ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” ช่วยผ่าตัดในสัตว์ทดลองสำเร็จทีมนักวิจัยจาก University of C...
20/09/2026

ก้าวสำคัญวงการแพทย์! ทีมวิจัยสหรัฐฯ ใช้ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” ช่วยผ่าตัดในสัตว์ทดลองสำเร็จ
ทีมนักวิจัยจาก University of California San Diego (UC San Diego) ประสบความสำเร็จในการทดลองใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ควบคุมทางไกล ทำการผ่าตัดในสัตว์ทดลองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่การนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาปรับใช้จริงในห้องผ่าตัด
ทีมวิจัยได้พัฒนาหุ่นยนต์ชื่อ “Surgie” สูงประมาณ 1.5 เมตร และหนักเพียง 27 กิโลกรัม ซึ่งต่างจากหุ่นยนต์ผ่าตัดทั่วไปที่เป็นแท่นแขนกลหนักเกือบ 820 กิโลกรัม และต้องใช้ห้องผ่าตัดที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ ด้วยขนาดตัวที่กะทัดรัดนี้ Surgie จึงสามารถเดินเข้าออกและทำงานในห้องผ่าตัดที่มีอยู่เดิมได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อถอนหรือปรับโครงสร้างห้องใหม่
ความพิเศษอีกอย่างของ Surgie คือการติดตั้งหัวต่อพิเศษ (Adapter) ที่ช่วยให้แขนหุ่นยนต์สามารถจับเครื่องมือผ่าตัดมาตรฐานแบบเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้จริงได้ โดยแพทย์จะทำการควบคุมหุ่นยนต์ผ่านระบบบังคับทางไกล (Teleoperation) อาศัยการมองภาพจากกล้องส่องภายในร่างกายบนหน้าจอ แล้วขยับชุดควบคุมให้แขนของหุ่นเคลื่อนตามอย่างเป็นธรรมชาติ
ในการทดลอง ทีมวิจัยใช้ Surgie ทำการผ่าตัดถุงน้ำดีแบบส่องกล้องในหมูทั้งหมด 2 ครั้ง โดยครั้งแรกเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหุ่นยนต์ 1 ตัวกับศัลยแพทย์ที่ช่วยอยู่ข้างเตียง ส่วนอีกครั้งใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 2 ตัวทำงานร่วมกันภายใต้การควบคุมของศัลยแพทย์ ผลลัพธ์คือหุ่นสามารถทำขั้นตอนสำคัญที่ต้องใช้ความละเอียดสูง เช่น การแยกเนื้อเยื่อและนำถุงน้ำดีออก และทำการผ่าตัดทั้ง 2 ครั้งจนเสร็จสิ้นได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ระหว่างการผ่าตัดหุ่นต้องหยุดเพื่อปรับเทียบตำแหน่งใหม่หลายครั้ง ทำให้ใช้เวลานานกว่าระบบหุ่นยนต์ผ่าตัดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องความหน่วงของสัญญาณ (Latency) ระหว่างคำสั่งจากศัลยแพทย์กับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้ได้ก่อนจะขยายไปสู่การผ่าตัดทางไกลในอนาคต
หากระบบพัฒนาไปจนมีความปลอดภัยและเสถียรมากพอ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์อาจสามารถทำงานร่วมกับทีมแพทย์ได้หลากหลายขึ้น และยังช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษาในพื้นที่ที่ขาดแคลนศัลยแพทย์ เช่น ชุมชนห่างไกล พื้นที่ประสบภัย หรือหน่วยแพทย์ภาคสนามได้อีกด้วย

#หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ #การแพทย์ #การรักษา

สหภาพยุโรป อนุมัติข้อตกลงขั้นตอนสุดท้ายของกฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ AI Act เป็นฉบับแรกของโลก เพื่อกำกับดูแลการ...
20/09/2026

สหภาพยุโรป อนุมัติข้อตกลงขั้นตอนสุดท้ายของกฎหมายควบคุมปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ AI Act เป็นฉบับแรกของโลก เพื่อกำกับดูแลการนำ AI มาใช้งานในมิติต่างๆ โดยเน้นที่การส่งเสริมและพัฒนาการใช้ AI ให้มีความปลอดภัย เชื่อถือได้ และมีความรับผิดชอบ
อ่านต่อได้ที่: https://techsauce.co/news/worlds-first-major-law-for-artificial-intelligence

🇰🇷 เกาหลีใต้สร้างประวัติศาสตร์! ประกาศใช้ "กฎหมาย AI ฉบับสมบูรณ์ฉบับแรกของโลก" อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 22 มกราคม ...
20/09/2026

🇰🇷 เกาหลีใต้สร้างประวัติศาสตร์! ประกาศใช้ "กฎหมาย AI ฉบับสมบูรณ์ฉบับแรกของโลก" อย่างเป็นทางการแล้ว

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้บังคับใช้ พรบ. พื้นฐาน AI โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความมั่นคงปลอดภัย และผลักดันประเทศสู่การเป็น "มหาอำนาจ AI Top 3" ของโลก แซงหน้ากฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรป

แต่การเป็น "ผู้เริ่มก่อน" (First Mover) ในสมรภูมิการกำกับดูแลเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้ ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายครั้งใหญ่

⚖️ เป็นที่หนึ่ง... แต่อาจยังไม่พร้อม? แม้เกาหลีใต้จะเป็น "First Mover" แซงหน้า EU ในการออกกฎหมาย AI แต่ภาคธุรกิจโดยเฉพาะสตาร์ทอัพถึง 98% เผยว่ายังไม่พร้อมรับมือกับนิยามที่คลุมเครือและภาระทางกฎหมาย รัฐบาลจึงต้องให้ "ระยะเวลาผ่อนผัน 1 ปี" เพื่อลดแรงเสียดทานนี้ก่อนเริ่มบทลงโทษจริง

กฎหมายนี้ครอบคลุมอะไรบ้าง?
1️⃣ AI ที่มีผลกระทบสูง (เช่น การแพทย์, การเงิน): ต้องมีมนุษย์กำกับดูแล 2️⃣ Generative AI: ต้องโปร่งใส ติดลายน้ำและแจ้งเตือนผู้ใช้
3️⃣ Frontier AI (โมเดลสมรรถนะสูง): กฎหมายแรกของโลกที่บังคับให้ประเมินความปลอดภัยล่วงหน้า

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างกฎหมาย AI ของเกาหลีใต้ (AI Basic Act) และกฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรป (EU) คือ
1️⃣ ระยะเวลาการบังคับใช้ (Implementation Timeline)
• เกาหลีใต้: กฎหมายทั้งชุดเริ่มมีผลบังคับใช้ เร็วกว่า กฎหมายของสหภาพยุโรป โดยเกาหลีใต้ระบุว่าเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมฉบับแรกของโลก
• สหภาพยุโรป: กฎหมาย AI Act ของ EU จะถูกนำมาบังคับใช้โดยแบ่งเป็นระยะๆ (applied in phases) ไปจนถึงปี 2570
2️⃣ความรุนแรงของบทลงโทษ (Penalties)
• เกาหลีใต้: ค่าปรับที่ระบุไว้มีลักษณะเป็นวงเงินที่แน่นอนและต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ EU ตัวอย่างเช่น หากบริษัทไม่ติดฉลากระบุ Generative AI อาจต้องเผชิญกับค่าปรับสูงสุด 30 ล้านวอน (ประมาณ 7 แสนบาท)
• สหภาพยุโรป: มีบทลงโทษที่ สูงกว่ามาก โดยคำนวณจากเปอร์เซ็นต์ของรายได้บริษัท ซึ่งอาจปรับตั้งแต่ 1% ของรายได้ทั่วโลก (Global Turnover) สำหรับการฝ่าฝืนเล็กน้อย ไปจนถึงสูงสุด 7% ของรายได้ทั่วโลก หากฝ่าฝืนข้อห้ามในการใช้ AI ที่มีความเสี่ยงสูง

นอกจากนี้ ในขณะที่ EU มักได้รับการมองว่าเป็นมาตรฐานในการกำกับดูแล แต่เกาหลีใต้มุ่งเน้นที่จะใช้กฎหมายนี้เพื่อผลักดันประเทศให้เป็นหนึ่งใน 3 มหาอำนาจด้าน AI ของโลก โดยพยายามสร้างสมดุลระหว่างการกำกับดูแลกับการส่งเสริมนวัตกรรม

อ่านต่อ:
• https://www.reuters.com/world/asia-pacific/south-korea-launches-landmark-laws-regulate-ai-startups-warn-compliance-burdens-2026-01-22/
• https://www.japantimes.co.jp/business/2026/01/22/tech/south-korea-ai-startups-law/

อ่านต่อแนวปฏิบ้ติของไทย
• AI Security Guidelines https://dg.th/tn4pza5orb
• Template(.docx) นโยบายการใช้เทคโนโลยี Generative AI ที่ยอมรับได้ ของ สกมช. ที่ https://ncsa.or.th/docpdf/view/bffc88ab366261c51300035d

'โตโยต้า' จ่อใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ขนทัพ 400,000 ตัว ทำงานร่วมกับมนุษย์Toyota เตรียมนำทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 4 แสนตัว ท...
19/09/2026

'โตโยต้า' จ่อใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ขนทัพ 400,000 ตัว ทำงานร่วมกับมนุษย์
Toyota เตรียมนำทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 4 แสนตัว ทำงานร่วมกับพนักงานในโรงงานทั่วโลก เริ่มตั้งแต่ปี 2028 เป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้าง "โรงงานที่มนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกัน"
นิกเกอิเอเชียรายงานว่า บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor) วางแผนนำกองทัพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่พัฒนาขึ้นเอง 400,000 ตัว มาใช้ในฐานการผลิตทั่วโลก ควบคู่ไปกับการปรับปรุงโรงงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนสร้าง "โรงงานที่มนุษย์และหุ่นยนต์ทำงานร่วมกัน"
หุ่นยนต์ ELEY มีแขนพร้อมนิ้ว 2 นิ้ว มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊ก และเคลื่อนที่ด้วยล้อแทนการเดิน โดยชื่อ ELEY ย่อมาจาก “Embodied Learning robot for Enhanced Yield” หรือ “หุ่นยนต์เรียนรู้จากโลกจริงเพื่อเพิ่มประสิทธิผล”
ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป โตโยต้าและบริษัทในกลุ่มวางแผนลงทุนปีละ 1 ล้านล้านเยน (ราว 2.12 แสนล้านบาท) เพื่อปรับปรุงและสร้างโรงงานใหม่ทั่วโลก โดยส่วนหนึ่งของการปรับปรุงครั้งนี้ บริษัทจะนำหุ่นยนต์จำนวน 150,000 ตัวมาใช้ในโรงงานของบริษัทเอง และอีก 250,000 ตัวในโรงงานของบริษัทในเครือ
ปัจจุบัน โตโยต้ามีโรงงานราว 60 แห่งทั่วโลก และมีพนักงานมากประสบการณ์ 18,000 คน ที่เรียกว่า “ทาคุมิ” (takumi) หรือช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ โดยโตโยต้าจะใช้ประโยชน์จากระบบการผลิตที่มุ่งลดความสูญเปล่า รวมถึงพื้นที่ปฏิบัติงานสำหรับการทดสอบ เพื่อเร่งนำหุ่นยนต์มาใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ELEY สามารถเรียนรู้ทักษะการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้ความละเอียด เช่น การย้ายชิ้นส่วนจากกล่องหนึ่งไปยังอีกกล่องหนึ่ง และการพับผ้า โดยหุ่นยนต์สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองและค้นหาวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการทำงานแต่ละอย่าง
ปัจจุบัน หุ่นยนต์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ในสายการผลิตบางแห่งแล้ว เพื่อเรียนรู้วิธีการทำงานของพนักงาน โดยพนักงานจะสวมอุปกรณ์ที่จำลองลักษณะนิ้วของ ELEY และทำงานตามปกติซ้ำๆ เพื่อช่วยให้หุ่นยนต์เรียนรู้
ในการบรรยายสรุปด้านเทคโนโลยีสำหรับนักลงทุน ซึ่งจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรปของโตโยต้าเมื่อช่วงกลางเดือนก.ย. หุ่นยนต์ได้สาธิตการพับเสื้อยืดต่อหน้าผู้เข้าร่วม หลังจากเรียนรู้การทำงานดังกล่าว 1,500 ครั้งตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งทำให้หุ่นยนต์สามารถพับเสื้อได้ด้วยความแม่นยำเกือบจะสมบูรณ์แบบ
สำหรับในอนาคต ข้อมูลการเรียนรู้จะถูกส่งไปยังหุ่นยนต์ในโรงงานต่างๆ ทั่วโลก เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถเรียนรู้การทำงานแบบเดียวกันได้ โดยโตโยต้าต้องการสร้างสภาพแวดล้อมที่หุ่นยนต์ไม่เพียงเรียนรู้วิธีทำงานจากมนุษย์ แต่ยังสามารถถ่ายทอดวิธีทำงานเหล่านั้นให้กับพนักงานใหม่ได้ด้วย
“เรามุ่งสร้างโลกที่หุ่นยนต์อยู่และทำงานร่วมกับมนุษย์ แทนที่จะเข้ามาแทนที่มนุษย์” ฮิโรกิ นากาจิมะ รองประธานบริหารของโตโยต้ากล่าว
#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจBusiness

ที่อยู่

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
Amphoe Hat Yai
90110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ สัมฤทธิ์ เซ่งเอียง โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่