ทนายออนไลน์ - ta9.online

ทนายออนไลน์ - ta9.online เว็บไซท์ที่ให้ท่านสามารถเข้าถึงบร?

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินข่าวที่คนขับรถชนผู้อื่นจนได้รับความเสียหาย แต่ผู้ขับเป็นลูกจ้างของเจ้าของรถหรือเป็นผู้เยาว์ที่ไม่ม...
25/08/2022

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินข่าวที่คนขับรถชนผู้อื่นจนได้รับความเสียหาย แต่ผู้ขับเป็นลูกจ้างของเจ้าของรถหรือเป็นผู้เยาว์ที่ไม่มีความสามารถจะชดใช้ค่าเสียหายได้ แบบนี้ผู้เสียหายจะทำอย่างไร ผู้เสียหายจะเรียกให้นายจ้างหรือพ่อแม่ ผู้ปกครองของผู้เยาว์มาร่วมรับผิดด้วยได้หรือไม่ เราจะมาดูกันครับ
มีหลักกฎหมายหนึ่งที่ทั้งประเทศไทยและสากลใช้กันคือ Vicarious liability หรือหลักความรับผิดทางละเมิดของผู้อื่น หมายถึง เมื่อเกิดความเสียหายจากการละเมิดขึ้น นอกจากผู้ที่ทำละเมิดต้องรับผิดแล้ว ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ทำละเมิดต้องรับผิดไปด้วยทั้งที่เขาไม่ได้ร่วมกระทำหรือรู้เห็นด้วยเลย กฎหมายก็บังคับให้ต้องรับผิดด้วย ซึ่งกฎหมายไทยมีกำหนดไว้ดังนี้
1.นายจ้างหรือตัวการ ต้องรับผิดในการละเมิดของลูกจ้างหรือตัวแทน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 และมาตรา 427 หมายความว่า หากลูกจ้างหรือตัวแทนของเราไปทำละเมิดให้ผู้อื่นเสียหาย นายจ้างหรือตัวการต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายไปด้วย แม้นายจ้างหรือตัวการจะไม่ได้สั่งหรือรู้เห็นเลยก็ตาม แต่การทำละเมิดของลูกจ้างหรือตัวแทนต้องทำไปในการที่ถูกจ้างให้ทำงานหรือให้ทำการแทน
เช่น นาย A ถูกจ้างมาเป็นพนักงานขับรถของนาย B นายจ้าง ต่อมา นาย A ขับรถไปส่งสินค้าของร้านนาย B แล้วไปชนรถนาง C เสียหาย กรณีนี้ นาง C ฟ้องเรียกให้นาย A ผู้ขับรถกับนาย B นายจ้างรับชดใช้ค่าเสียหายได้
แต่ถ้านาย A มาขอยืมรถนาย B นายจ้างไปเที่ยวในวันหยุดแล้วชนนาย F บาดเจ็บ แบบนี้ไม่ใช่การทำละเมิดในการจ้าง แต่เป็นการละเมิดจากการทำส่วนตัวของนาย A เอง นาย B นายจ้างจึงไม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่นาย F
2.ผู้ว่าจ้าง ไม่ต้องรับผิดในการละเมิดของผู้รับจ้าง เว้นแต่ผู้ว่าจ้างได้สั่งให้ทำ หรือจากคำสั่งเดิมที่ผู้ว่าจ้างสั่งไว้ หรือผู้ว่าจ้างเลือกผู้รับจ้างไม่เหมาะสม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 428
ผู้ว่าจ้าง ต่างจากนายจ้าง ตรงที่ผู้ว่าจ้างไม่มีอำนาจสั่งการผู้รับจ้างได้ ผู้รับจ้างมีอิสระในการทำงานที่รับจ้างให้สำเร็จตามสัญญา แล้วผู้ว่าจ้างจ่ายค่าจ้างตอบแทนไป ดังนั้น หากผู้รับจ้างทำงานที่จ้างแล้วไปละเมิดผู้อื่น โดยปกติผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่ หากความเสียหายนั้นเกิดจากคำสั่งของผู้ว่าจ้าง
เช่น นาย A จ้างให้นาย B และทีมงานมาตัดต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน หากนาย B กับทีมงานตัดกิ่งไม้ใหญ่แล้วตกใส่รถนาง C เสียหาย โดยหลักนาย A ผู้ว่าจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดกับนาย B กับพวก แต่ถ้าก่อนตัดนาย B แจ้งนาย A แล้วว่าตัดไม่ได้เพราะเสี่ยงที่กิ่งไม้จะหล่นใส่รถยนต์ของนาง C เสียหายได้ แต่นาย A ผู้ว่าจ้างก็ยังยืนยันให้ตัดเลยไม่มีปัญหา แบบนี้ เมื่อเกิดเสียหายแก่รถของนาง C นาย A ผู้ว่าจ้างต้องรับผิดด้วย
จากคำสั่งที่ตนได้สั่งให้นาย B ผู้รับจ้างทำ หรือนาย A ไปจ้างนาย F ที่ไม่เคยตัดต้นไม้เลย มาตัดไม้แล้วต้นไม่โค่นไปทับรถนาง C เสียหาย แบบนี้ นาย A ผู้ว่าจ้างก็ต้องร่วมรับผิดกับนาย F ผู้รับจ้างไปด้วย เนื่องจากนาย A เลือกผู้รับจ้างที่ไม่เหมาะสมกับงานที่ว่าจ้าง
กรณีที่นายจ้างหรือตัวการได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้ว นายจ้างหรือตัวการมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายที่จ่ายไปนั้นจากลูกจ้างหรือตัวแทนได้ตามมาตรา 426 แต่กรณีผู้ว่าจ้างที่ชดใช้ค่าเสียหายแทนผู้รับจ้างไป ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากผู้รับจ้างที่ทำละเมิดได้
3.พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูอาจารย์ นายจ้าง ผู้ที่รับดูแลผู้เยาว์และคนไร้ความสามารถ หากผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถไปทำละเมิดเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น เช่นนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูอาจารย์ นายจ้าง ผู้ที่รับดูแลต้องร่วมรับผิดชดใช้ความเสียหายไปด้วย เว้นแต่พ่อแม่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว หรือกรณีครูอาจารย์ นายจ้าง ผู้ที่รับดูแล เว้นแต่ผู้เสียหายพิสูจน์ได้ว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 429 และมาตรา 430
เช่น ด.ช.A ขับรถมอเตอร์ไซด์ที่พ่อแม่ซื้อให้ไปชนนาง B บาดเจ็บ นอกจากด.ช.A ต้องรับผิดแล้ว พ่อแม่ของด.ช. A ต้องร่วมชดใช้ค่าเสียหายแก่นาง B ด้วย เว้นแต่ พ่อแม่ด.ช.A จะพิสูจน์ได้ว่าด.ช.A ไม่ได้อนุญาตให้ด.ช.A ขับรถและเก็บรักษากุญแจรถมอเตอร์ไซด์อย่างดีแล้ว แต่ด.ช.A ยังขโมยไปได้ แบบนี้พ่อแม่อาจไม่ต้องร่วมรับผิด แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ข้อเท็จจริงที่นำสืบต่อศาล
เมื่อพ่อแม่ หรือครูอาจารย์ นายจ้าง ผู้ที่รับดูแลได้ชดใช้ค่าเสียหายไปแล้ว ก็ยังพ่อแม่ หรือครูอาจารย์ นายจ้าง ผู้ที่รับดูแลฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายที่จ่ายไปจากผู้เยาว์ได้ ตามมาตรา 431 แต่ในทางปฏิบัติพ่อแม่คงจะไม่ไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากลูกตัวเอง
อีกทั้งกรณีพ่อแม่ยังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3) และมาตรา 78 ได้กำหนดให้บิดามารดามีความผิดทางอาญาหากปรากฏว่าบิดามารดาได้บังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้บุตรผู้เยาว์ประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้บุตรผู้เยาว์มีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำความผิด หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ส่งผลให้บิดามารดาส่วนหนึ่งได้หันมาสนใจควบคุมดูแลบุตรของตนมากขึ้น อันเป็นมาตรการทางอาญาเพื่อป้องกันการกระทำความผิดของเด็กมากขึ้น
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งสำหรับ Forex-3D หลังจากศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือ พิ้งกี้ และแม่ คดีชวนลงทุน F...
22/08/2022

กลับมาเป็นกระแสอีกครั้งสำหรับ Forex-3D หลังจากศาลอาญาไม่ให้ประกันตัว น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือ พิ้งกี้ และแม่ คดีชวนลงทุน Forex-3D หวั่นหลบหนี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเข้าเรือนจำ ซึ่งตัวเลขความเสียหายล่าสุดที่ได้รับการยืนยันจากดีเอสไอ มีผู้เสียหายมาให้การจำนวน 9,824 คน ความเสียหายเกือบ 2,500 ล้านบาท
Forex ย่อมาจาก Foreign Exchange Market หรืออาจเรียกย่อว่า FX คือ “ตลาดซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนการเงินตราของโลก” ที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยปริมาณการซื้อขายเกิน 5 ล้านล้านเหรียญต่อวัน เป็นการเก็งกำไรจากอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราทั่วโลก การเทรด Forex ก็เหมือนเทรดหุ้นคือมีกำไรมีขาดทุน แต่ที่ไม่เหมือนหุ้นก็คือไม่มีปันผล เพราะว่าการเทรด forex เป็นการเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่จะขึ้นหรือลงตามความต้องการซื้อและความต้องการขายของสกุลเงินนั้น ๆ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ย สภาวะทางการเมืองโลก รวมถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น อัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น
ปัจจุบันการเทรด Forex ทำได้ง่ายผ่านระบบออนไลน์ผ่านบริการของโบรกเกอร์ต่างๆ ทำให้ผู้เทรดสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้โดยตรง ซึ่งข้อดีของการเทรด Forex คือผู้เทรดสามารถทำกำไรได้ทั้งอัตราแลกเปลี่ยนขาขึ้นและขาลง โดยการใช้อัตราทดทางการเงิน (Leverage) ที่หลากหลาย ช่วยให้ลงทุนน้อยแต่อาจได้กำไรสูง แต่ในทางตรงกันข้ามก็อาจนำมาซึ่งการขาดทุนมหาศาล เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเทรด Forex ในไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้นักเทรดต้องไปใช้บริการโบรกเกอร์ต่างประเทศ ซึ่งนอกเหนืออำนาจการกำกับและควบคุมโดยกฎหมายไทย ดังนั้น การเทรด Forex จึงเป็นการเก็งกำไรที่มีความเสี่ยงสูงมาก
จากความหมายและลักษณะทั่วไปของการลงทุนใน Forex นั้นเป็นการเก็งกำไรที่ผู้ลงทุนต้องมีความรู้ค่อนข้างมาก เพื่อจำกัดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ซึ่งแตกต่างจากพฤติการณ์ของกลุ่ม Forex-3D อย่างมาก เนื่องจาก Forex-3D นั้นมีพฤติการณ์เป็นแชร์ลูกโซ่อย่างชัดเจน คือ ไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง แต่เป็นการโฆษณาให้ประชาชนมาระดมทุนกัน โดยนายอภิรักษ์ โกฎธิ ที่ได้สร้างเว็บไซต์ www.forex-3D.com เป็นช่องทางในการโฆษณาชักชวนประชาชนทั่วไป ให้นำเงินไปลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินต่างประเทศ (Forex) โดยเสนอผลตอบแทนสูงถึงอัตราร้อยละ 60-80 ต่อเดือนของเงินผลกำไรที่ได้จากการเทรด Forex แต่ไม่ได้นำเงินไปลงทุนจริง แต่นำเงินจากผู้ลงทุนรายใหม่ไปแบ่งจ่ายให้ผู้ลงทุนรายก่อน เป็นลักษณะหมุนเงินจากคนใหม่ไปให้คนเก่า จึงต้องหาคนใหม่เข้ามาต่อยอดขยายสายป่านไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายหาคนใหม่ไม่ได้ก็หยุดจ่าย แล้วหนีหายไป อันเป็นลักษณะการกู้เงินยืมที่ฉ้อโกงประชาชน
ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งมอบบัญชีทรัพย์สินที่ตรวจยึดอายัดในคดีแชร์ Forex-3D ให้ ปปง. มูลค่ากว่า 230 ล้านบาท ทั้งรถยนต์ ที่ดิน ทองรูปพรรณ และทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อเยียวยาให้ผู้เสียหาย
และพนักงานอัยการ ได้ยื่นฟ้องบุคคลรวม 19 คน ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบธุรกิจค้าขาย รวมทั้ง น.ส.สาวิกา ไชยเดช หรือพิ้งกี้ นักแสดง ทั้งหมด 3 ข้อหา
1) ความผิดฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2) ความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 ระวางโทษจำคุกทั้งแต่ 5 ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนถึง 1 ล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
3) ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และมาตรา 343 วรรคแรก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น คงต้องใช้ระยะเวลาอีกนานกว่าจะได้ข้อสรุปจากคำพิพากษาของศาลว่าผู้เป็นจำเลยแต่ละคนจะมีความผิดอะไร หรือไม่ เพียงใด
ท้ายนี้ก็อยากให้ท่านผู้อ่านได้ใช้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ในการพิจารณาจะลงทุนในสิ่งใดหรือกับผู้ใด ต้องหาความรู้ในสิ่งนั้นให้ถ่องแท้ถึงความเสี่ยงและผลตอบแทนให้รอบด้าน รวมถึงต้องมีสติในการตัดสินใจ อย่าให้ความโลภ หรือความหลงมานำพาไปได้ เพราะนั่นอาจจะนำมาซึ่งหายนะแก่ตัวท่านได้
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

ตามที่ปรากฏข่าวน่าสลดใจที่เด็กมัธยมอายุเพียง 15 ปี ฆ่าตัวตายเนื่องจากถูกให้ออกจากโรงเรียน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน...
10/08/2022

ตามที่ปรากฏข่าวน่าสลดใจที่เด็กมัธยมอายุเพียง 15 ปี ฆ่าตัวตายเนื่องจากถูกให้ออกจากโรงเรียน เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ขณะที่บิดามารดาก็ไม่ได้ให้ความสนใจอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่เด็กจนโต จนนำไปสู่ความกดดันในการใช้ชีวิตและลงเอยด้วยการฆ่าตัวตายดังกล่าว
ในประเด็นดังกล่าวเมื่อมองจากมุมมองทางสังคมจะเห็นได้ว่า สังคมไทยตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบันมีความเชื่อว่าบิดามารดามีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นทั้งหน้าที่ตามกฎหมายและหน้าที่ตามศีลธรรมจรรยา และในขณะเดียวกันเมื่อบุตรเติบโตขึ้นบุตรก็มีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาเช่นเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมากลับพบสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการขาดตกบกพร่องในหน้าที่ของบิดามารดาอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากเหตุสลดใจข้างต้นแล้วก็ยังมีกรณีการละเลยหรือทอดทิ้งบุตรอีกมาก
จึงมีคำถามตามมาว่า บิดามารดามีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรมากน้อยเพียงใด และบิดามารดาควรมีความรับผิดหรือไม่หากการละเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้นนำไปสู่การสูญเสียชีวิตของบุตร หรืออาจนำมาซึ่งการกระทำความผิดในทางอาญาต่อบุคคลอื่นของบุตรผู้เยาว์
ในประเด็นนี้เมื่อมองในแง่มุมของกฎหมายตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้มีการออกกฎหมายตราสามดวงลักษณะผัวเมียโดยบัญญัติว่า “ราษฎรทั้งหลายในแว่นแคว้นเสมามณฑลให้เลี้ยงดูลูกเมียพี่น้องพ้องพันธ์จงชอบโดยธรรม” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบิดามารดามีหน้าที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร
แนวคิดดังกล่าวได้รับการสืบทอดต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยมีการบัญญัติหน้าที่ของบิดามารดาไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 ที่กำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่อย่างไรก็ตาม หน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายแพ่งเท่านั้น
ซึ่งนั่นหมายความว่าหากบิดามารดาไม่อุปการะเลี้ยงดูบุตรก็อาจจะนำมาซึ่งการถอนอำนาจปกครองเหนือบุตร หรือบุตรอาจใช้สิทธิบางประการในการเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดในการฟ้องคดีบิดามารดาทั้งในแง่ของข้อกฎหมายที่การฟ้องคดีบิดามารดาถือเป็นคดีอุทลุม และในแง่พฤตินัยที่การฟ้องคดีโดยผู้เยาว์หรือเรียกค่าเสียหายไม่สามารถทำได้โดยง่าย
นอกจากนี้ ในแง่ของกฎหมายอาญานั้น ในปัจจุบันประมวลกฎหมายอาญายังไม่มีบทบัญญัติที่จะเอาผิดกับบิดามารดาที่ละเว้นหรืองดเว้นหน้าที่ในการดูแลบุตรผู้เยาว์ มีแต่เพียงบทบัญญัติที่จะเอาผิดในกรณีที่มีการกระทำการอันเป็นการทารุณโหดร้ายจนเป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ฆ่าตัวตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 292
หรือเป็นกรณีที่จงใจละทิ้งบุตรผู้เยาว์ซึ่งอายุไม่เกิน 9 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 306 แต่เมื่อพิจารณาโดยภาพรวมจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายอาญาไม่ได้มีการกำหนดหน้าที่และความรับผิดแก่บิดามารดาซึ่งทอดทิ้งบุตรผู้เยาว์ให้มีโทษในทางอาญาแต่อย่างใด
ในกรณีดังกล่าวเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของบางประเทศ เช่น ประเทศฝรั่งเศส กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ของบิดามารดาที่จะต้องอบรมดูแลเอาใจใส่และอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ โดยกำหนดไว้ในกฎหมายอาญาในส่วนข้อบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของบิดามารดาจากการละเว้นหน้าที่
ซึ่งเป็นการนำโทษในทางอาญาเข้ามาใช้เพื่อควบคุมและกำหนดให้บิดามารดามีหน้าที่จะต้องดูแลบุตรผู้เยาว์เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าบุตรผู้เยาว์จะไม่ถูกทอดทิ้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะต้องได้รับการดูแลจากบิดามารดาตามสมควร
เมื่อพิจารณากฎหมายของประเทศไทย จะเห็นได้ว่ายังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่จะเอาผิดทางอาญาแก่บิดามารดาจากการไม่ทำหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
ผู้เขียนจึงเห็นว่า กฎหมายไทยควรขยายหน้าที่ของบิดามารดาในการที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และหากไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าวก็ต้องรับโทษในทางอาญา เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บิดามารดาทอดทิ้งหน้าที่ของตนจนเป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ไปก่ออาชญากรรมต่อบุคคลอื่นหรือเป็นเหตุให้บุตรผู้เยาว์ฆ่าตัวตายเหมือนดังเช่นที่ปรากฏเป็นเหตุสลดใจข้างต้น
อย่างไรก็ตาม การกำหนดโทษทางอาญาแก่บิดามารดาดังกล่าวควรจะต้องมีการลงโทษอย่างเหมาะสมด้วย เพราะหากเป็นโทษที่รุนแรงเกินไปหรือเป็นโทษที่ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ก็อาจส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือทำให้ปัญหาการทอดทิ้งบุตรผู้เยาว์ของบิดามารดาไม่ได้รับการแก้ไข
ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องเข้ามาพิจารณาแนวทางที่รอบคอบและรัดกุมเพื่อให้ปัญหาการทอดทิ้งบุตรผู้เยาว์ซึ่งเกิดขึ้นเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันสามารถได้รับการแก้ไขได้อย่างตรงจุด หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ปัญหาดังกล่าวลดความรุนแรงลงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้บุตรผู้เยาว์ซึ่งจะเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศในอนาคตสามารถมีคุณภาพชีวิตและได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่ควรจะเป็น
บทความโดย ผศ.สุรินรัตน์ แก้วทอง | กฎหมายกับการพัฒนา
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

09/08/2022

จากข่าวน่าเศร้าสลด กรณีแผ่นคานปูนหนัก 5 ตันของสะพานกลับรถเหนือถนนพระราม 2 ก.ม.ที่ 34 ตรงข้ามโรงพยาบาลวิภาราม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร หล่นทับรถยนต์ที่วิ่งผ่านบริเวณนั้น ประมาณสามทุ่มของวันที่ 31 กรกฎหาคม 2565 หลังเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิต 3 คน และบาดเจ็บสาหัส 1 คน รวมถึงรถยนต์และทรัพย์สินอื่นเสียหาย
กรณีแบบนี้ใครต้องรับผิดชอบบ้าง ทั้งความผิดทางอาญา และทางแพ่ง
แน่นอนว่าหากสืบสวนได้ข้อเท็จจริงว่าความเสียหายครั้งนี้เกิดจากความประมาทของผู้ใดที่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการซ่อมแซมสะพานกลับรถที่เกิดเหตุนี้ บุคคลเหล่านั้นย่อมต้องร่วมกันรับผิดด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนงานที่ปฏิบัติงานและหัวหน้างาน วิศวกรก่อสร้าง และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย
ซึ่งความผิดทางอาญาที่ผู้ประมาทเหล่านี้ต้องรับผิด ได้แก่ ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมาตรา 300 อันมีโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท และจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนความผิดทางแพ่ง เป็นความผิดเรื่องละเมิด จากประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สิน ซึ่งผู้ละเมิดทั้งหมดทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายทั้งหมดแก่ผู้เสียหายและทายาทผู้เสียชีวิต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบมาตรา 432 วรรคแรก ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดประโยชน์ที่ไม่สามารถทำมาหาได้ก่อนเสียชีวิต ค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ และอาจรวมถึงค่าเสียหายต่อสภาพจิตใจด้วย
ปัญหาคือแบบนี้บริษัทที่เป็นนายจ้างที่รับจ้างซ่อมแซมสะพานกลับรถที่เกิดเหตุนี้ต้องร่วมรับผิดชอบตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไรนั้น
ในเป็นทางอาญา หากตัวนายจ้างเป็นผู้คุมงานเอง ออกคำสั่งให้กระทำการจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุนี้ขึ้น ก็ถือเป็นตัวการร่วมที่ต้องรับผิดอาญาฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบมาตรา 83
ในทางแพ่ง เมื่อลูกจ้างของตนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแล้ว นายจ้างย่อมต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของลูกจ้างของตนที่กระทำไปในทางการที่จ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 โดยนายจ้างต้องเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกจ้างที่กระทำโดยประมาทด้วยทุกคน ใน
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

09/08/2022

ท่านผู้อ่านเคยถูกนายจ้างของท่านหักเงินเดือนบ้างหรือเปล่าครับ วันนี้เราจะมาดูกันว่านายจ้างมีสิทธิหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างในกรณีใดบ้าง
ในหลักกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น มีหลักสำคัญอยู่หลักหนึ่งนั่นก็คือ หลักคุ้มครองรายได้ของลูกจ้าง (Guarantee of Payment) อันได้แก่ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ ค่าทำงานล่วงเวลา และการประกันรายได้
ซึ่งการประกันรายได้ โดยหลักทั่วไปนั้น นายจ้างไม่อาจหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างได้ เนื่องด้วยอาจทำให้ลูกจ้างไม่มีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ เช่น ตามพระราชบัญญัติคุมครองแรงงาน ฯ มาตรา 76 และ 77 กำหนดว่านายจ้างห้ามหักเงินเดือนลูกจ้าง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย อันได้แก่
การหักเงินเดือนเพื่อชำระภาษี ณ ที่จ่าย อันเป็นหน้าที่ตามกฎหมายของนายจ้าง หรือ การหักเงินเดือนเพื่อบำรุงสหภาพแรงงาน
หรือกรณีหักเงินเดือนชำระหนี้สหกรณ์/หนี้สวัสดิการที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างฝ่ายเดียว เช่น นายจ้างให้เงินกู้ไม่เสียดอกเบี้ยแก่ลูกจ้าง และมีข้อตกลงว่าให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างมาชำระหนี้เงินกู้นี้ได้
หรือกรณีที่นายจ้างเรียกค่าประกันการเข้าทำงาน ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้นายจ้างเรียกค่าประกันการเข้าทำงานได้ทุกกรณี กรณีที่นายจ้างจะเรียกเงินค่าประกันการทำงานได้ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มรองแรงงาน ฯ ประกอบกับประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการในการเรียกรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายจากการทำงาน
ซึ่งโดยหลักนายจ้างจะเรียกหลักประกันการทำงานไม่ได้ แต่นายจ้างจะเรียกได้เฉพาะในตำแหน่งงานที่กฎหมายยกเว้นเท่านั้น ได้แก่ ตำแหน่งการเงินและบัญชี เนื่องจากพนักงานในตำแหน่งนี้ใกล้ชิดกับเงินทองและผลประโยชน์ของนายจ้าง ซึ่งลูกจ้างอาจยักยอกเงิน ทำการทุจริตหรือทำการประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหายต่อนายจ้างได้ หรือ พนักงานขับรถ/ยานพาหนะอื่นที่อาจไปก่ออุบัติเหตุอันทำให้นายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบด้วย หรือพนักงานขายที่มีทรัพย์สินของนายจ้างอยู่ในครอบครอง เป็นต้น กรณีเหล่านี้นายจ้างเรียกค่าประกันการทำงานได้
โดยการเรียกค่าประกันการทำงานนั้นอาจเรียกเป็นการค้ำประกันด้วยบุคคล หรือด้วยทรัพย์สิน หรือการวางเงินประกัน ก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะเรียกค่าประกันด้วยวิธีใด กฎหมายกำหนดให้นายจ้างเรียกได้เป็นจำนวนไม่เกินกว่าค่าจ้าง 60 วัน หรือเงินเดือน 2 เดือน ทั้งนี้ลูกจ้างอาจชำระค่าประกันการทำงานเป็นการวางเงินประกันทั้งก้อน หรือตกลงกับนายจ้างให้หักค่าประกันการทำงานจากเงินเดือนแต่ละเดือนจนครบก็ได้ อันเป็นการหักเงินค่าจ้างจากลูกจ้างที่กฎหมายอนุญาต
อย่างไรก็ตาม กฎหมายให้นายจ้างหักเงินเดือนลูกจ้างชำระค่าประกันการทำงานได้ไม่เกินครั้งละ 10 % ของเงินเดือน และค่าประกันการทำงานนี้ ไม่ว่าลูกจ้างจะวางเงินทั้งก้อนหรือให้นายจ้างหักเงินค่าจ้าง นายจ้างต้องนำเงินดังกล่าวไปฝากบัญชีธนาคารในนามของลูกจ้างคนนั้น เพื่อลูกจ้างจะได้รับเงินประกันการทำงานพร้อมดอกเบี้ยคืน หลังสิ้นสัญญาจ้างกับนายจ้างแล้ว
ส่วนการค้ำประกันด้วยบุคคล หากนายจ้างตกลงต้องให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต่อนายจ้างอย่างลูกหนี้ร่วม หรือให้รับผิดเป็นเงินเกินกว่าค่าจ้างของลูกจ้าง 60 วัน สัญญาค้ำประกันการทำงานดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะทั้งฉบับ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้
หากเป็นกรณีที่นายจ้างหักเงินค่าจ้างของลูกจ้างนอกเหนือไปจากที่กล่าวข้างต้น นายจ้างไม่อาจหักได้ ถ้านายจ้างหักลูกจ้างอาจฟ้องศาลให้สั่งนายจ้างคืนเงินที่หักแก่ลูกจ้างพร้อมดอกเบี้ยได้ เช่น นายจ้างออกกฎระเบียบว่าพนักงานคนใดไม่มาทำงาน นายจ้างจะหักค่าจ้างรายวัน 2 เท่า แบบนี้ไม่ใช่กรณีที่กฎหมายยกเว้นให้นายจ้างหักค่าจ้างลูกจ้างได้
แต่กรณีนายจ้างสั่งพักงานลูกจ้างโดยไม่จ่ายค่าจ้าง เพื่อเป็นการทำโทษลูกจ้าง แบบนี้ไม่ถือเป็นการหักค่าจ้างของลูกจ้างไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด นายจ้างหักได้ เพียงแต่การกระทำเช่นนี้อาจไม่ชอบตามหลักสากล ซึ่งอาจเกิดผลเสียหายต่อนายจ้างที่ทำการค้ากับต่างประเทศได้
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

อย่างไรจึงจะเป็นการป้องกันตัวตามกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 “ผู้ใดต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่...
06/08/2022

อย่างไรจึงจะเป็นการป้องกันตัวตามกฎหมาย
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 “ผู้ใดต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”
จากตัวบทข้างบน กฎหมายกำหนดลักษณะของการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไว้ ได้แก่
1.ต้องเกิดภยันตรายขึ้นต่อตนเอง หรือผู้อื่นก็ได้ และจะเป็นภยันตรายที่จะประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพหรือชื่อเสียงของบุคคลก็ได้ เช่น จะถูกฆ่า, ทำร้ายร่างกาย, กักขัง, ข่มขู่, กระทำชำเรา หรือถูกหมิ่นประมาท เป็นต้น หรือเป็นภยันตรายต่อทรัพย์สินของตนหรือของผู้อื่นก็ได้ เช่น ทรัพย์สินจะถูกเผา, ถูกลัก, วิ่ง, ชิง หรือปล้น เป็นต้น
2.ภยันตรายนั้นต้องละเมิดต่อกฎหมาย โดยภยันตรายนั้นเป็นการกระทำที่มีกฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิดอาญา เช่น การฆ่า การลักทรัพย์ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นการกระทำที่กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้กระทำมีสิทธิทำได้ เช่น การที่ตำรวจจับโดยมีหมายจับ, การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมายึดทรัพย์ตามคำพิพากษา หรือราษฎรทั่วไปเข้าจับกุมตามกฎหมาย เป็นต้น เช่นนี้ หากเราไปชกตำรวจไม่ยอมให้จับ หรือขัดขวางไม่ยอมให้ยึดทรัพย์ แบบนี้เราไม่อาจอ้างว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายได้
3.ภยันตรายนั้นต้องใกล้จะถึงตัวด้วย เช่น คนร้ายพกปืนย่องเข้ามาในบ้าน หรือมีคนเข้ามาหาเรื่องประชิดตัว รวมถึงภยันตรายถึงตัวแล้ว และภยันตรายยังไม่ผ่านไปด้วย หากภยันตรายผ่านพ้นไปแล้ว เช่น ถูกคู่อริจะเข้ามาใช้มีดแทง แต่เราวิ่งหนีทัน ถือว่าภยันตรายผ่านพ้นไปแล้ว หากจากนั้นเรากลับบ้านไปเอาปืนมายิงคู่อริ เราจะอ้างป้องกันตัวไม่ได้แล้ว
4.การตอบโต้เพื่อป้องกันตัวนั้น ต้องพอสมควรแก่เหตุ โดยใช้หลักวิถีทางที่น้อยที่สุด และหลักได้สัดส่วนต่อภยันตราย คือกระทำน้อยที่สุดเพียงที่จำเป็นให้พ้นภัยและการตอบโต้ต้องมีความรุนแรงเท่ากับที่จะถูกประทุษร้าย เช่น เราจะถูกตีด้วยไม้ เราต้องตอบโต้ด้วยวัสดุใกล้เคียงกัน ทั้งท่อนไม้หรือท่อนเหล็ก และหากเป็นไปได้ต้องตีกลับเพียงให้ฝ่ายตรงข้ามหยุดการโจมตี หากเราตอบโต้โดยใช้ปืนยิง เป็นการเกินสัดส่วน หรือใช้ไม้ตี แต่ฝ่ายตรงข้ามหยุดโจมตีแล้ว เราก็ยังตีฝ่ายนั้นต่อไปอีกหลายครั้งไปที่หัวซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญ จนเขาตาย แบบนี้เราจะอ้างป้องกันไม่ได้ เนื่องจากไม่ใช่วิถีทางที่น้อยที่สุด
ดังนั้นเมื่อเรากระทำครบองค์ประกอบทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่มีความผิด
แต่หากเราทำการโต้ตอบโดยเกินสัดส่วนของภยันตราย และไม่ใช่วิถีทางที่น้อยที่สุด เป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่าความจำเป็นเพื่อการป้องกัน
มาตรา 69 “ในกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 68 นั้น ถ้าผู้กระทำได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้”
สรุป กฎหมายให้สิทธิแก่ประชาชนในการกระทำตอบโต้ผู้ที่จะมาทำร้ายเราและผู้อื่น ทั้งต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน เพื่อป้องกันสิทธิของเราและผู้อื่น ไม่ให้ถูกละเมิดโดยผิดกฎหมาย แต่ทั้งนี้การป้องกันนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินข่าวคนร้ายยิงผิดคน หรือตั้งใจยิงอีกคนแต่กระสุนแฉลบไปโดนอีกคน หรือยกพวกตีกัน แต่มีคนอื่นต้องโดนลูกห...
05/08/2022

ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินข่าวคนร้ายยิงผิดคน หรือตั้งใจยิงอีกคนแต่กระสุนแฉลบไปโดนอีกคน หรือยกพวกตีกัน แต่มีคนอื่นต้องโดนลูกหลงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เช่นนี้ คนยิงจะมีความผิดหรือไม่ อย่างไร วันนี้เราจะมาดูกันครับ
กรณีแรก เป็นเรื่องคลาสสิกเลยครับ ยิงผิดตัว ตั้งใจจะยิงคู่อริ แต่ดันจำผิดไปยิงคนอื่นที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย อย่างนี้จะใช้ข้ออ้างว่าไม่ตั้งใจจะยิงผู้เสียหายได้หรือไม่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 61 วางหลักว่า ผู้ใดเจตนาจะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ได้กระทำต่ออีกบุคคลหนึ่งโดยสำคัญผิด ผู้นั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้กระทำโดยเจตนาหาได้ไม่
จากเนื้อความของมาตรานี้จะเห็นได้ว่า หากใครเจตนาทำผิดอาญาต่อบุคคลใดโดยสำคัญผิดว่าเป็นคนที่ตนตั้งใจจะกระทำ เช่น นาย A ตั้งใจจะยิงนาย B แต่มาเจอนาย C ที่แต่งตัวเหมือนกัน รูปร่างคล้ายกัน จึงสำคัญผิดว่านาย C เป็นนาย B นาย A จึงยิงนาย C ตาย แล้วนาย A ถูกจับได้ นาย A จะมาอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจยิงนาย C เพื่อไม่ให้ต้องรับผิดฐานฆ่านาย C ตายโดยเจตนาไม่ได้
กรณีต่อมา เป็นกรณีที่ผู้กระทำผิดเจตนากระทำต่อคนที่ตนตั้งใจไว้ แต่ผลจากการกระทำพลาดไปเกิดแก่อีกคนหนึ่ง เช่นนี้ ผู้กระทำจะอ้างว่ามันพลาดพลั้งไปโดนอีกคน เป็นเรื่องไม่เจตนา ไม่ขอรับผิดได้หรือไม่นั้น
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 วางหลักว่า ผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่ผลของการกระทำเกิดแก่อีกบุคคลหนึ่งโดยพลาดไป ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำโดยเจตนาแก่บุคคลซึ่งได้รับผลร้ายจากการกระทำนั้น ...
จากตัวบทมาตรานี้ แสดงว่า แม้ผู้กระทำไม่ได้ตั้งใจให้เกิดผลต่ออีกคนหนึ่ง แต่กฎหมายก็บังคับให้ผู้กระทำต้องรับผิดในผลของการกระทำของตนต่อบุคคลนั้นโดยเจตนา จะอ้างว่ามันพลาดพลั้งไปไม่ได้เจตนา เพื่อให้ตนพ้นผิดหรือรับผิดน้อยลงไม่ได้ เช่น นาย A ตั้งใจยิงนาย B โดยยิงถูกนาย B ตายแล้ว แต่กระสุนทะลุไปโดนนาย C ที่ขับรถยนต์มาข้างหลังห่างไป 200 เมตร จนนาย C ตายไปด้วย แบบนี้นาย A ต้องรับผิดฐานเจตนาฆ่านาย B และต้องรับผิดฐานฆ่านาย C โดยเจตนาด้วย
กรณีต่อมา เป็นเรื่องที่นาย A เจตนายิงนาย B โดยนาย B เดินเกี่ยวก้อยมากับนางสาว C กระสุนจึงถูกทั้งนาย B และนางสาว C แฟนสาวตายทั้งคู่ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง วางหลักว่า กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
อย่างนี้นาย A ต้องรับผิดฐานฆ่านาย B โดยเจตนาประสงค์ต่อผล และรับผิดฐานฆ่านางสาว C โดยเจตนาเล็งเห็นผล คือ แม้นาย A จะเจตนายิงแต่นาย B แต่นาย A ย่อมเล็งเห็นได้ว่าการยิงนาย B ที่เดินติดชิดกับนางสาว C นั้นจะมีโอกาสถูกนางสาว C ไปด้วย แต่นาย A ก็ยังยิง จึงเป็นการกระทำโดยเจตนาของนาย A ต่อนางสาว C ไปด้วย จะอ้างว่าเจตนาต่อนาย B คนเดียวเพื่อไม่ต้องรับผิดฐานฆ่านางสาว C โดยเจตนาไม่ได้
กรณีสุดท้าย เป็นกรณีที่คนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เข้าตะลุมบอนกัน หากเกิดลูกหลงไปโดนคนนอกที่ไม่รู้เรื่องด้วย
ประมวลกฎหมายอาญา วางหลักว่า ผู้ใดเข้าร่วมกลุ่มในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ ถึงแก่ความตายโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ตามมาตรา 294 วรรคแรก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้เข้าร่วมในการนั้นหรือไม่ รับอันตรายสาหัสโดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ตามมาตรา 299 วรรคแรก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เช่น นาย A และพวกอีกสองคน ยกพวกเข้าต่อสู้กับกลุ่มของนาย B และพวกอีกสามคน แล้วหนึ่งในกลุ่มชุลมุนนั้นยิงปืนไปโดน นาง C แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวระแวกนั้นตาย กับถูกนาย F ลูกค้าบาดเจ็บสาหัส แบบนี้ทั้งนาย A และนาย B กับพวกทุกคนต่างต้องรับผิดในผลที่เกิดขึ้นตามมาตรา 294 วรรคแรกและมาตรา 299 วรรคแรก
และหากผู้ยิงเป็นนาย B เช่นนี้ นาย B ยังต้องรับผิดเพิ่มฐานฆ่านาง C โดยพลาดตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 60 และพยายามฆ่านาย F โดยพลาดตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 และมาตรา 60 อีกด้วย
ดังนั้นสรุปว่า แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจกระทำผิดต่อคนที่ถูกลูกหลง เราก็ยังต้องรับผิดเสมือนหนึ่งว่าเราเจตนากระทำต่อผู้ถูกลูกหลงนั้นด้วย จึงเป็นข้อเตือนใจก่อนตัดสินใจทำอะไรที่เป็นความผิดอาญา ถึงแม้ผลจะไม่ได้เกิดตามที่เราเจตนาไว้ เราก็ต้องรับผลกรรมนั้นที่ก่อไว้เองด้วย
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

กรณีที่เราเจอคนที่กำลังได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตราย ต้องการความช่วยเหลือ แต่เราไม่ช่วย จนเขาได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส...
05/08/2022

กรณีที่เราเจอคนที่กำลังได้รับบาดเจ็บหรือได้รับอันตราย ต้องการความช่วยเหลือ แต่เราไม่ช่วย จนเขาได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส หรือถึงแก่ความตาย เราจะมีความผิดใด ๆ ทางอาญา หรือไม่ อย่างไร วันนี้เราจะมาดูกันครับ
กรณีแรก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 374 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เห็นได้ว่า ผู้ใด หากได้มาพบเข้ากับผู้อื่นที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต โดยอันตราย หรือภัยนั้นไม่ว่าจะเกิดจากอะไร ถ้าภัยอันตรายนั้นจะทำให้คนที่ได้รับภัยถึงตายได้ เช่น คนติดโควิดหายใจไม่ออกขอให้ช่วยพาส่งโรงพยาบาล คนขี่มอเตอร์ไซด์ล้มได้รับบาดเจ็บสาหัส คนกำลังจะจมน้ำ หรือคนติดในรถตู้ที่คว่ำและกำลังมีไฟลุกไหม้ เป็นต้น
หากปรากฏว่าผู้ที่เข้าพบเห็นคนประสบอันตรายอยู่ ซึ่งตนสามารถที่จะช่วยได้ โดยไม่ทำให้ตนเองต้องเสี่ยงได้รับอันตรายไปด้วย แต่ก็ไม่ช่วยผู้อื่นตามความจำเป็น เช่น เจอคนเป็นโควิดขอให้ส่งโรงพยาบาล เราอาจไม่ต้องเข้าไปสัมผัสคนนั้นเอง เพียงโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลก็มารับก็เป็นการช่วยตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดแล้ว เป็นต้น กรณีเช่นนี้ กฎหมายกำหนดว่าผู้นั้นมีความผิดทางอาญา อันเป็นความผิดลหุโทษ ซึ่งการช่วยนั้น แม้สุดท้ายแล้วเราจะช่วยชีวิตผู้ประสบภัยไว้ไม่ได้ แต่หากเราได้พยายามช่วยสุดความสามารถแล้ว เราก็ไม่มีความผิดตามกฎหมายอาญา
กรณีต่อมา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคท้าย การกระทำให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
เป็นกรณีที่เราเป็นผู้ที่มีหน้าที่โดยเฉพาะเจาะจงที่จะต้องป้องกันมิให้เกิดภัยอันตรายขึ้น ซึ่งหากเราไม่ทำหน้าที่นั้น กฎหมายถือว่าเป็น “การกระทำทางอาญาโดยงดเว้น” หากเรามีเจตนาที่จะไม่ทำหน้าที่หรือทำหน้าที่โดยประมาท เราจะมีความผิดทางอาญา ทั้งนี้หน้าที่ดังกล่าว ได้แก่
1. หน้าที่ตามกฎหมาย เช่น คนขับรถบรรทุกเกิดรถเสียต้องจอดข้างทางเวลากลางคืน กฎหมายกำหนดให้ต้องเปิดไฟท้ายหรือไฟฉุกเฉิน หรือทำสัญลักษณ์ให้รถคันอื่นรู้ หากคนขับไม่ทำ จนเป็นเหตุให้รถคันอื่นขับมาชนท้ายได้รับความเสียหายหรือบาดเจ็บล้มตายไป ก็เป็นความผิด หรือบิดามารดามีหน้าที่ที่จะต้องเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 แต่กลับปล่อยไม่ให้นมบุตรทารกอด จนขาดอาหารตาย เป็นต้น
2. หน้าที่อันเกิดจากการยอมรับโดยเฉพาะเจาะจง (โดยสัญญา) เช่น รับเลี้ยงเด็กเล็ก รับดูแลคนป่วยหรือคนชรา หรือมีหน้าที่เป็น Life Guard ดูแลเด็กในสระว่ายน้ำ หรือรับหน้าที่เป็นดูแลความปลอดภัยบุคคลสำคัญ เป็นต้น ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ก็ตาม
3. หน้าที่อันเกิดจากการกระทำครั้งก่อนๆของตน ได้แก่ การกระทำของตนที่อาจก่ออันตรายแก่ผู้อื่นได้ ตนจึงต้องมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดผลร้ายขึ้น เช่น เราเห็นเด็กเล็กจะข้ามถนน จึงพาเดินข้าม แต่พอถึงกลางถนนกลัวข้ามไม่พ้น เราเลยวิ่งกลับข้างทางโดยปล่อยเด็กเล็กไว้กลางถนน หากเด็กถูกรถชนตาย เราจะมีความผิดฐานกระทำงดเว้นโดยประมาทให้เด็กถึงแก่ความตาย ตามป.อ.มาตรา 291 ประกอบมาตรา 59 วรรคท้าย เป็นต้น
4. หน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์พิเศษเฉพาะเรื่อง ได้แก่ ผู้กระทำไม่มีหน้าที่ตามกฎหมาย แต่มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับผู้เสียหายในลักษณะที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน เช่น ป้ารับหลานที่เป็นเด็กเล็กมาเลี้ยง ป้าไม่มีหน้าที่รับเลี้ยงหลานโดยกฎหมาย หรือโดยสัญญา หรือโดยการกระทำครั้งก่อนของตน แต่เมื่อรับเลี้ยงแล้ว ป้าจะมีหน้าที่จากความสัมพันธ์พิเศษที่เป็นญาติกัน หากป้าประมาทไม่ดูแลหลาน ปล่อยให้หลานวิ่งเล่นคนเดียวจนตกน้ำตาย ป้าก็มีความผิดอาญาฐานกระทำงดเว้นโดยประมาทให้เด็กถึงแก่ความตาย ตามป.อ.มาตรา 291 ประกอบมาตรา 59 วรรคท้าย เป็นต้น
กรณีสุดท้าย เป็นกรณีที่ขับรถชนแล้วหนี คนที่ขับรถชนคน ชนทรัพย์สินผู้อื่นแล้วหนี ไม่ช่วยเหลือคนเจ็บ กลับหนีไป ปล่อยให้เขาตายหรือได้รับบาดเจ็บ ตามพ.ร.บ.จราจร ทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 78 บัญญัติว่า ผู้ใดขับรถหรือขี่หรือควบคุมสัตว์ในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความผิดของผู้ขับขี่ หรือผู้ขี่ หรือควบคุมสัตว์หรือไม่ก็ตาม ต้องหยุด รถหรือสัตว์ และให้ความช่วยเหลือตามสมควรและพร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียง ทันที กับต้องแจ้งชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของตนและหมายเลขทะเบียนรถแก่ผู้ได้รับความเสียหายด้วยในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือผู้ขี่หรือควบคุมสัตว์หลบหนีไปหรือไม่แสดงตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่เกิดเหตุ ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทำความผิดและให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดรถคันที่ผู้ขับขี่ หลบหนี หรือไม่แสดงตนว่าเป็นผู้ขับขี่จนกว่าคดีถึงที่สุดหรือได้ตัวผู้ขับขี่ ถ้าเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่แสดงตัว ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกเดือนนับแต่วันเกิดเหตุ ให้ถือว่ารถนั้นเป็นทรัพย์สินซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือเกี่ยวกับการกระทำความผิดและให้ตกเป็นของรัฐโทษของการชนแล้วหนี
และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 บัญญัติว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 90,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการไม่ปฏิบัติตามมาตรา 78 เป็นเหตุให้บุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสหรือตาย ผู้ไม่ปฏิบัติ ตามต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านพบเจอผู้อื่นที่กำลังประสบอันตรายอยู่ เราต้องพยายามช่วยเหลือเขาตามกำลังที่ไม่ทำให้เราเสี่ยงอันตราย นอกจากจะเป็นหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้พลเมืองทุกคนต้องปฏิบัติแล้ว ยังเป็นหน้าที่ตามจริยธรรมให้ฐานะที่เราเป็นสมาชิกในสังคมเดียวกันต้องช่วยเหลือกันในยามที่ผู้อื่นตกทุกข์ได้ยากอีกด้วย
╔═══════════╗
📌 ปัญหาเกี่ยวกับคดีความอยากได้คำตอบเพื่อหาทางออก ปรึกษากับทนายความของเราแบบรวดเร็วทันใจ ไม่ว่าจะคดีเล็ก หรือคดีใหญ่ สามารถ inbox มาปรึกษาได้ ทนายออนไลน์ยินดีรับคำปรึกษาจากทุกท่าน
╚═══════════╝

Address

เลขที่ 990 อาคารอับดุลราฮิม เพลส ห้องเลขที่ 2704 ชั้น 27
Alawwa

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when ทนายออนไลน์ - ta9.online posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to ทนายออนไลน์ - ta9.online:

Share