10/05/2022
การฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่นำเข้าไปไว้หรือทำการเพาะปลูก ในอสังหาริมทรัพย์ มิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น ⚖️
🔹การร้องขัดทรัพย์ ต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์และมีการยึดทรัพย์สินของจำเลย มีบุคคลอื่นกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินที่ยึดไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของตน ⚖️
📣 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ :
1767/2548การฟ้องขับไล่บุลลคใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก ผู้เช่า หรือผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิจะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์แล้ว ให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คำว่าบุคคลใดดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่บุคคลนั้นเข้าไปก่อสร้างหรือนำเข้าไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์หรือการเพาะปลูกใดๆ ด้วยมิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไปกับยังขอให้ห้ามมิให้จำเลย และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปด้วย จึงเป็นฟ้องที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสองแล้ว
(หนังสือ) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.วิ.พ.มาตรา 189(2),224
📣 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ :
8897/2550 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 228 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น แต่สำหรับคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม มิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ และต้องนำทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด จึงหาอาจนำบทบัญญัติ มาตรา 288 มาใช้บังคับไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิอย่างไรก็ชอบที่จะยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีต่างหาก และตามคำร้องของผู้ร้องมีประเด็นพิจารณาเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่
(หนังสือ) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.วิ.พ.มาตรา 323,354
ตามฎีกา 8897/2550 และฎีกา 11590/2555 เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาด จำเลยทำสัญาญาประนีประนอมนอมความ ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินศาลพิพากษาตามยอม มิใช่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์และนำทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด จึงหาอาจนำบทบัญญัติเรื่องร้องขัดทรัพย์มาใช้บังคับได้ไม่
กรณีจะใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 323 ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินทึ่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อขายทอดตลาด และมีบุคคลอื่นกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคัยคดีได้ยึดไว้
🖌🖍การร้องขัดทรัพย์เป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถช่วยให้เกิดผลขึ้นได้อย่างรวดเร็วทันที
🔹แทนที่ทรัพย์ที่ถูกยึดจะถูกขายทอดตลาด ➡️ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการขายทอดตลาดทันทีและรอไว้จนกว่าคดีจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลถึงที่สุด
🔹ทนายมืออาชีพ จะใช้การร้องขัดทรัพย์ บรรเทาความเสียหายของเจ้าของทรัพย์ และจะดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว โดยจะยื่นคำร้องขอนำสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ไปส่งให้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยตนเอง+พร้อมกับการยื่นคำร้องขัดทรัพย์
🔹ผู้ร้องขัดทรัพย์ที่มีบ่อยคือผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน,ผู้เช่าซื้อที่ครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อ,ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ฯลฯ
🔹ยื่นร้องขัดทรัพย์ ให้ยื่นต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี
(เขียน) หมายเหตุ : การร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องที่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาไว้ หากไม่มีเงินสามารถยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้