Free Youth Chicago ปลดแอกชิคาโก้

Free Youth Chicago ปลดแอกชิคาโก้ สนับสนุน 3 ข้อเรียกร้องและ 1 ความฝัน
#?

03/04/2021

ปลดแอกชิคาโก ขออัพเดทกิจกรรมการไปยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานกงสุลใหญ่ ณ. นครชิคาโก
วันพฤหัสบดี ที่4 มีนาคม 2564 เวลา 9.00 น.
โดยเนื้อหาของจดหมาย เป็นการแสดงจุดยืนเรื่องการสนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศไทย การประนามการใช้อำนาจของรัฐบาล และการยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลปฏิบัติตาม รวมถึงการยุติการสนับสนุนการทำรัฐประหารของทหารพม่าจากรัฐบาลไทย
หวังว่าจะได้พบเจอชาวชิคาโกในการชุมนุมเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตาม พบกันวันพรุ่งนี้ค่ะ
Stay safe and stay tuned.
III

สู้ไปด้วยกัน
02/28/2021

สู้ไปด้วยกัน

บทบาทคนไทยในต่างแดนกับประชาธิปไตยในไทย เมื่อวันศุกร์ที่26 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 19.00น.
จุดประสงค์ของการเปิดห้อง คือการแชร์ไอเดียจากผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในหลากหลายประเทศทั่วโลก move forward และสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยที่ไทย

คนไทยจากฝั่งอเมริกา

มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ และการทำกิจกรรมเพื่อRaised Awarenessในเมืองต่างๆเช่น
นิวยอร์ก ชิคาโก เท็กซัส ซานฟรานซิสโก แอลเอ บอสตัน ซีแอตเติล
ออกหนังสือเพื่อยื่นต่อสถานกงศุลไทยในเมืองต่างๆ เช่น สถานกงศุลไทยประจำนครนิวยอร์ก
ชุมนุมหน้าUN โดยมีการชูป้ายและการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยได้รับการตอบรับจากผู้สัญจรในท้องถนนข้างเคียงเป็นอย่างดี เช่นมีการบีบแตรเป็นจังหวะ ขณะผู้ชุมนุมทำกิจกรรม
มีการเขียยนจดหมายถึงSenators จากหลากหลายรัฐ เช่น รัฐอิลลินอยส์ที่ถูกส่งไปยัง Tammy Duckworth และรัฐเท็กซัสที่ถูกส่งไปยัง Ted Cruz โดยจดหมายดังกล่าวออกมาจากองค์กรThai Rights Now ที่มีความพยายามผลักดันแคมเปญการเขียนจดหมายถึง Senotorsให้ครอบคลุมทุกรัฐ รวมทั้งหมด100คน
หลังจากจดหมายถูกส่ง มีแถลงการณ์ที่ออกมาจาก9 senatorsที่สนับสนุนการชุมนุมในประเทศไทยและประณามการกระทำรุนแรงของเจ้าหน้าที่รัฐ
มีการสร้าง Alliances จากกลุ่มที่สนับสนุนประชาธิปไตยเช่น Blasianmarch และกลุ่มGlobal Movement for Myanmar Democracy ที่สนับสนุนการต่อต้านรัฐประหารในประเทศพม่า
มีการเปิดเพจเพื่อแชร์ข่าวสารและเขียนบทความเพื่อสร้างAwarenessให้กับคนไทยในต่างแดน รวมถึงคนไทยที่อยู่ในประเทศไทย
มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่นการถ่ายรูปเพื่อยกเลิกมาตรา112 ในสถานที่สำคัญทั่วทุกรัฐ รวมถึงการออกไปชุมนุมในสวนสาธารณะในเมืองที่ตนเองอยู่เช่น คนไทยในรัฐเท็กซัส ทั้งนี้มีชาวอเมริกันให้ความสนใจซักถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทย โดยการออกมาชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เกิดเหตุการณ์การสลายการชุมนุมโดยการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงที่แยกปทุมวัน เมื่อวัน16 ตุลาคม 2563

คนไทยจากฝั่งยุโรป

มีการออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประสานงานผ่านNGOท้องถิ่น รวมถึงสส.ในพื้นที่เพื่อผลักดันให้เกิดการกดดันต่อรัฐบาลไทย
มีการเสนอว่ากลุ่มผู้ชุมนุมควรเรียกร้องต่อ องค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน และประเด็นที่นำเสนอควรเป็นประเด็นที่เป็นบริบทโลก
มีการสร้างเฟซบุคเพจเพื่อเป็นพื้นที่สื่อสารสำหรับผู้ร่วมชุมนุม
มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ตามสถานที่สำคัญๆในเบอลิน โดยมีเผยแพร่ข้อมูลหลายทาง เช่น การแจกโบรชัวร์เพื่อให้ความรู้ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ประเทศไทย
กลุ่มผู้ชุมนุมต้องสื่อสารด้วยภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศษเพื่อสร้างความเข้าใจอย่างแพร่หลายในแต่ละพื้นที่ที่ทำการชุมนุม
มีการส่งจดหมายถึงสมาชิกวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้พรรคการเมืองactionเพื่อให้เกิดmomentum โดยพรรคการเมืองที่รับข้อเรียกร้องได้แก่พรรคกรีนส์ Alliance 90/The Greenซึ่งเป็นพรรคหัวก้าวหน้าเพื่อให้เกิดการสนับสนุนประชาธิปไตยที่ไทย โดยส.ส.พรรคกรีนส์ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐสภาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน สถานะของกษัตริย์ไทยในเยอรมนี ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างอียูกับไทย เป็นต้น

คนไทยจากออสเตรเลีย

มีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเช่นในเมือง ซิดนีย์ โดยการชุมนุมในแต่ละครั้ง จะต้องทำการขออนุญาตจากทางรัฐเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด
มีการสนับสนุนจากองค์กรHumanrights และ Alliances อื่น รวมถึงมีการสนับสนุนจาก Department of Home Affairs (Australia)
ผู้ชุมนุมจากเมืองอื่น มีความบทบาททางด้านการให้ความรู้และข้อมุลแก่กลุ่มเพื่อนและคนไทยอย่างต่อเนื่อง

คนไทยในประเทศอาเซียนและประเทศเอเชียอื่นๆ

การเคลื่อนไหวต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเนื่องจากเป็นประเทศในอาเซียน
มีการออกไปประท้วงที่สถานทูตไทยในประเทศมาเลเซีย
กลุ่มผู้ลี้ภัยที่ขอยื่นลี้ภัยไปประเทศโลกที่สาม โดยเดินทางผ่านประเทศมาเลเซีย(ไม่ต้องใช้วีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศ) มีกรณีที่ผู้ขอลี้ภัยoverstayedแต่กลับถูกทางการมาเลเซียส่งกลับไทยด้วยเหตุผลoverstay เกิดคำถามว่าjustifiedหรือไม่
ประเทศมาเลเซียเป็นหนึ่งในสมาชิกอาเซียนทำให้ มาเลเซียไม่สามารถกดดันอะไรได้มากกับประเทศไทย
มีการเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกับประเทศไทย ได้แก่การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวโยงกับกฏหมายของประเทศนั้นๆ เช่นการล้อเลียนเพลงชาติของคนอินโดนีเซีย
ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า การชุมุนมในประเทศญี่ปุ่นยังไม่มีMovementมาก เนื่องจาก Characteristicsของคนญี่ปุ่น รวมถึงCommunityของคนไทยที่นี่ไม่ค่อยsocializedกันมาก

มุมมองและข้อเสนอแนะจากอ.ปวินและHosts ที่จัดการพุดคุย

บทบาทคนไทยขึ้นอยู่กับสถานะ(status)ของผู้ชุมนุมในต่างประเทศ เนื่องจากเป็นตัวกำหนดและจำกัดบทบาท เช่นการจัดตั้งองค์กรและจัดตั้งกลุ่ม มีการแสดงออกทางการเมือง และมีการติดต่อกับหน่วยงานท้องถิ่นให้กดดันรัฐบาลไทย และการให้ความรู้และข้อเท็จจริงกับคนไทย การเขียนบทความ การจัดสัมนา และรวมถึงสร้าง engagementกับกลุ่มที่ต่อต้านผู้ชุมนุมในแบบอารยะ
ในกรณีเป็นผู้ลี้ภัย มีการติดต่อกับองค์กรระหว่างประเทศที่จะImpactกับการแก้ข้อกฏหมายที่สำคัญเช่น ม.112
การสร้างพันธมิตรประชาธิปไตยเช่น Milk Tea Alliance หรือกลุ่ม Black lives Matterมีความสำคัญที่ร่วมผลักดันการต่อสู้

แนะนำสำหรับคนที่สนใจมาพูดคุยกัน
02/26/2021

แนะนำสำหรับคนที่สนใจมาพูดคุยกัน

Friday, February 26 at 7:00pm PST with Kritsada Akkhapracha, Nuttigar Woratunyawit, J.J. NYC, Pavin Chachavalpongpun, Tern Cesstawut Kajitmatee, V. เชิญชวนร่วมสนทนา ว่า คนไทยในต่างประเทศ จะช่วยผลักดัน.....

Censorship from Dictatorship
02/25/2021

Censorship from Dictatorship

# # # การปิดกั้นสื่อ
เครื่องมือของเผด็จการ

การปิดกั้นสื่อดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการกุมอำนาจทางการเมืองของผู้นำเผด็จการที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ หรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี (Illiberal Democracy)

เมื่อไม่นานมานี้ หลาย ๆ คนอาจได้ยินข่าวที่ทางการจีนประกาศห้ามสำนักข่าว BBC ออกอากาศในจีน การแบนเกิดขึ้นหลังจากที่ Ofcom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษได้ถอนใบอนุญาตของ China Global Television Network (CGTN) หลังจากพบว่า CGTN ให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของบริษัท แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้ BBC ได้นำเสนอข่าวต่าง ๆ ที่ทำให้ภาพพจน์ของจีนเสื่อมเสีย ซึ่งรวมไปถึงรายงานเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และล่าสุด การกดขี่ชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยในรายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ BBC ได้ตีพิมพ์เรื่องราวและบทสัมภาษณ์ของหญิงชาวอุยกูร์หลายรายที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และทรมานในค่าย "re-education" ของจีนในซินเจียง (1)

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด รัฐบาลจีนออกมาแก้ต่างทุกข้อกล่าวหา และต้านว่ารายงานเหล่านั้นเป็นความเท็จที่ไม่มีมูล การระงับการออกอากาศของ BBC ในจีนถูกให้เหตุผลว่า BBC ละเมิดข้อกำหนดที่ว่าข่าวควรเป็นความจริงและยุติธรรม และไม่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน

ในเมียนมาร์ก็เช่นกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นอีกตัวอย่างของการริดรอนเสรีภาพของสื่อโดยเผด็จการทหาร หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับกุมผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของชาวเมียนมาร์ ประชาชนเกือบทั่วประเทศได้ลุกฮือออกมาต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารได้พยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน โดยการปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ทเป็นระยะ การบล็อกเฟสบุ๊ค รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของผู้ชุมนุม การบล็อกเว็บไซต์ของช่องข่าวของเมียนมาร์ 30 แห่ง รวบถึงเว็บไซต์ด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้ทางการจับกุมใครก็ตาม รวมถึงนักข่าว ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยมีโทษจำคุกได้ถึงสามปี

อาจไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อเราได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน หรือท่ามกลางการทำรัฐประหาร เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ แต่การปิดกั้นสื่อในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะถูกยอมรับ

ตามดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 140 จาก 180 ประเทศ ซึ่งต่ำลงจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 59 ในดัชนีปี 2547 นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ยังได้ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งใน "ผู้ล่าเสรีภาพสื่อมวลชน" (Predators of Press Freedom) เคียงบ่าเผด็จการระดับโลกอื่น ๆ เช่น คิม จองอึน, สี จิ้นผิง และ วลาดิเมียร์ ปูติน บนเว็บไซต์ขององค์กร Reporters without Borders (RSF) (2)

ทางการไทยได้จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด แม้ว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการคุ้มครองสื่อมวลชน” ได้ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ใน มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 — อย่างเห็นได้ชัด หนังสือและสื่อนับไม่ถ้วนถูกแบน และผู้เขียนถูกลงโทษหรือจับกุม

ตัวอย่างแรกของการปิดกั้นสื่ออย่างไม่เป็นธรรม คือการแบนหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นชีวประวัติเชิงตีความของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนโดย Paul Handley อดีตนักข่าวประจำการณ์ในกรุงเทพฯ หนังสือถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและวางจำหน่ายในปี 2549 อย่างไรก็ตามทางการไทยสั่งห้ามขายหรือเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ก่อนการตีพิมพ์เสียอีก ต่อมาเนื้อหาบางส่วนของหนังสือได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและโพสต์บนอินเตอร์เน็ทโดย Joe Gordon ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเหตุการณ์ที่แสดงถึงการริดรอนเสรีภาพของสื่ออย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ คือเหตุการณ์หลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 โดยผู้นำทหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเวลานั้นสื่อโทรทัศน์ 14 ช่องถูกสั่งหยุดออกอากาศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสื่อหนังสือพิมพ์ได้รับคำเตือนว่าอย่าเผยแพร่สิ่งที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังได้ถูกสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยผู้ล่วงละเมิดสามารถถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด (3)

จากตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสื่อหลายแขนงถูกปิดกั้นโดยผู้นำเผด็จการ เพียงเพราะสื่อเหล่านั้นเผยแพร่ความจริงด้านลบที่รัฐบาลเผด็จการรับไม่ได้ รัฐบาลจึงใช้วิธี “ปิดหูปิดตาประชาชน” เพื่อนำมาซึ่งความสงบและประโยชน์ในการสืบสานอำนาจของตนอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งวิธีการกดทับเช่นนี้ไม่ใช่หนทางการแก้ไขที่ถูกต้อง หากแต่จะทำให้รอยร้าวระหว่างประชาชนและรัฐบาลเพิ่มมากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดเราขอเรียกร้อง ความเป็นธรรม สิทธิ และเสรีภาพแก่สื่อมวล ต่อรัฐบาลไทยที่ได้ชื่อว่าปกครองประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง:
1. https://www.bbc.com/news/world-asia-china-55794071
2. https://rsf.org/en/predator/prayut-chan-o-cha�
3. https://www.ctvnews.ca/world/thailand-imposes-media-censorship-as-military-coup-begins-1.1832916

02/23/2021

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 น. ชาวพม่าในบอสตัน โดยกลุ่ม Boston Free Burma Group ได้จัดกิจกรรมการชุมนุมแสดงออกเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม ประชาธิปไตย และเพื่อสนับสนุนการชุมนุมในพม่า หน้า Massachusetts State House

ชวนคุยกันที่clubhouse ใหนใครมีประสบการณ์ยังไงกันบ้าง เล่าสู่กันฟังได้https://www.joinclubhouse.com/event/m34DRnYY
02/20/2021

ชวนคุยกันที่clubhouse ใหนใครมีประสบการณ์ยังไงกันบ้าง เล่าสู่กันฟังได้
https://www.joinclubhouse.com/event/m34DRnYY

ยังมีอะไรที่ไม่ต้องใช้ตั๋วบ้าง
02/20/2021

ยังมีอะไรที่ไม่ต้องใช้ตั๋วบ้าง

ไงล่ะพวกไพร่!! จะมียศมีตำแหน่ง
ยังต้องเสียเงินวิ่งเต้นใช้ “ตั๋วช้าง” กระจอก!!
สาวๆฮาเร็มของเสี่ย เค้าใช้ “ตั๋วแมมมอธ” VIP มั้ยล่ะ

ส่วนอีไพร่คนไหน ที่สงสัยว่า “ตั๋วช้าง” คืออะไร ก็ไปตามดูอภิปรายเอานะ ของ ส.ส.หนุ่ม คนหล่อๆ พรรคสีส้มๆ ดิฉันดูไป เสียวง่ามขาไป และอยากได้เค้ามาช่วยจูงมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถูกสั่งยุบพรรคอีกวันไหน เพราะอีเสี่ยพี่ชายดิฉันมันคงไม่ปลื้มแน่ๆ รีบๆไปดูกัน...
แอดมินถั่วปากอ้า ง้างขาฟังอภิปราย แล้วอยากได้ ส.ส.หนุ่ม มาช่วยจูง
#ตั๋วช้าง #ตั๋วแมมมอธ #รัฐบาลปรสิต #อภิปรายไม่ไว้วางใจ

ยกเลิก112
02/18/2021

ยกเลิก112

“ทางการควรยุติการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อและรุนแรงโดยทันที และเร่งหารือกับผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติและบุคคลอื่น ๆ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้มีเนื้อหาสอดคล้องตามพันธกรณีของประเทศไทยที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ”

“The authorities should immediately end their heavy-handed enforcement of the lese majeste law and engage in a dialogue with United Nations experts and others about amending the law to bring it into compliance with Thailand’s international human rights law obligations.”—Brad Adams, Human Rights Watch Asia Director

https://www.hrw.org/news/2021/02/09/thailand-prominent-activists-held-pre-trial-detention?fbclid=IwAR3-e_hXRp3chINaDoV_ClUPWHfhQ7zvq0-70X32UFp3iG0GTMPiAbMracU #

02/14/2021

“เห็นใจพี่หน่อยนะ นายพี่สั่งมา”
“พี่เอาใจช่วยน้องนะ พี่อยู่ข้างน้อง แต่สู้ไปก็ไม่มีวันชนะหรอก”
“เห็นใจพี่หน่อยนะ มันเป็นหน้าที่เดี๋ยวพี่เดือดร้อน”

ผู้ร่วมชุมนุมหลายคนที่ร่วมการประท้วงรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา คงเคยได้ยินวลีข้างต้นจากเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและตำรวจ ประเด็นจากคำพูดดังกล่าวเราสามารถแยกเป็น 2 ประเด็นใหญ่ ๆ คือ

1. การกระทำที่คุกคามดังกล่าวนั้นเป็นหน้าที่ และเราต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่?

2. สู้ต่อไปไม่มีวันชนะจริงไหม?

# # # ประเด็นที่ 1: เราต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้หรือไม่?

พวกเราประชาชนมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องกระทำและรับผิดชอบ แต่การที่พวกเจ้าหน้าที่รัฐทั้งทหารและตำรวจได้เข้าไปทำงานภายใต้คำสั่งของเผด็จการนั้น ดูเหมือนว่ามันเป็นสิ่งที่เขาเลือกและลงมือกระทำของเขาเอง เพราะในท้ายที่สุดอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะได้รับค่าตอบแทนที่คุ้มค่า และรวมถึงสิทธิพิเศษจากการทำงานที่ได้รับมอบหมาย

ประเด็นที่เจ้าหน้าที่รัฐเรียกร้องให้ประชาชนที่ถูกคุกคามเห็นใจ จากสิ่งที่ทั้งทหารและตำรวจกระทำนั้นเป็นเพราะคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ถ้าหากไม่ทำตามตนก็จะมีความผิด แม้ว่าคำสั่งจากเบื้องบนจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังเลือกที่จะปฏิบัติ โดยไม่ได้เห็นแก่เพื่อนร่วมชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็ขอร้องให้ประชาชนเห็นใจตน ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่ไม่อาจรับได้

เจ้าหน้าที่รัฐจำนวนหนึ่งกล่าวว่า ถ้าไม่ทำตามคำสั่งก็จะเกิดปัญหาตามมาเช่น ถูกออกจากงาน โยกย้าย สั่งฟ้อง และสุดท้ายขาดรายได้จุนเจือครอบครัว แต่ในขณะเดียวกันนั้น ประชาชนที่ออกมาเรียกร้องและออกมาต่อสู้กับระบบเผด็จการอำนาจมืด พวกเขาเหล่านั้นก็กำลังได้รับผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และทางสังคมเหมือนกัน แต่เหล่าเจ้าหน้าที่กลับไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน และยังประพฤติตัวเป็นฟันเฟืองที่ทำให้ระบบที่ไม่มีความชอบธรรมนี้ดำเนินต่อไป...

ทางออกของเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐคือ ต้องออกมาต่อสู้เคียงข้างประชาชน การที่ประเทศจะกลับไปอยู่ในระบอบประชาธิปไตยนั้น มันไม่ได้ส่งผลดีกับเฉพาะคนที่ออกมาประท้วง หรือคนที่ต่อต้านเผด็จการเท่านั้น แต่มันจะส่งผลดีในระยะยาวต่อประเทศชาติและคนไทยทุกคน

เหตุการณ์ล่าสุด #ม็อบ13กุมภา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำร้ายร่างกายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่มีทางสู้ และปฏิบัติราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์นั้น เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ยอมแลกศักดิ์ศรีและขายวิญญาณให้กับอำนาจเผด็จการ และทำงานรับใช้เบื้องบนแบบไร้มนุษยธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ในกติกาสากล

# # # ประเด็นที่ 2: สู้ไปยังไงก็ไม่ชนะหรอก?

อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันคือ ทุกการต่อสู้เรียกร้องทางสังคม ทั้งความเท่าเทียม ความเสมอภาค รวมถึงประชาธิปไตยนั้น โดยมากจะใช้เวลานานเป็นหลายทศวรรษ อย่างเช่น ชาวอเมริกันผิวสีในสหรัฐอเมริกา ก็เรียกร้องต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมในสังคมกันมาเป็นระยะเวลานานตั้งปี ค.ศ. 1861 ทว่าในปี ค.ศ. 2020 ก็ยังเกิดเหตุการณ์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ประวัติศาสตร์ของคนที่ต่อสู้เรียกร้องเรื่องนั้นมันสูญเปล่า เพราะกระบวนการเกิดประชาธิปไตยนั้น ต้องใช้การบ่มเพาะ และผลักดันในสังคม แต่อย่างไรก็ตาม ทุกการประท้วงของทุกภาคสังคม และทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชน มันมีพลังไม่ว่ามากหรือน้อย และมีหลายเหตุการณ์ที่เป็นเครื่องช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี เช่น

- คุณทิวากร วิถีตน ได้รับการปล่อยตัวจากโรงพยาบาล หลังจากใส่เสื้อ #หมดศรัทธา
- รัฐบาลประยุทธ์ เลื่อนการซื้อเรือดำน้ำ
- คนเสื้อแดงได้รับความเป็นธรรม และความจริงอีกด้านถูกเปิดเผย
- การที่มีกระแสคนไม่ยืนในโรงภาพยนตร์
- การที่พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวพูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ไม่รัก"
- การที่มีกระแสสังคมหมดศรัทธาโดยปลดรูปออก

สังคมไทยกำลังเดินทางเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างมีทิศทางที่ดีเป็นลำดับ ดังนั้นพวกเราประชาชน อย่าหยุดที่จะแสดงความคิดเห็น อย่าหยุดที่จะตั้งคำถาม และอย่าหยุดที่จะเป็นประชาธิปไตย

ส่วนคนที่ไม่เห็นว่าสู้ไปแล้วจะชนะ อาจเป็นเพราะพวกเขาพอใจกับ สิทธิ์เล็กๆ น้อยๆ จากความเหลื่อมล้ำของสังคมในชนชั้นตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคนหมู่มาก

สุดท้ายการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเลือกที่จะยอมทำตาม “ใบสั่ง” โดยอ้างว่า “นายสั่งมา” แล้วมาร้องขอความเห็นใจจากประชาชน และให้ประชาชนยอมแพ้ มันเป็นเพราะความเห็นแก่ประโยชน์ของอัตบุคคลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยไม่ได้สนใจเลยว่าสังคมจะเลวร้ายหรือพังทลายต่อหน้าก็ตาม...

Yes, indeed
02/13/2021

Yes, indeed

"...ประชาธิปไตยของอเมริกาจะยืนยงอยู่ได้ ตราบเท่าที่เราตั้งมั่นที่จะต่อสู้ ปกป้อง และใช้มันอย่างทรงคุณค่า การปกป้องประชาธิปไตยย่อมมีอุปสรรค และต้องมีการเสียสละ แต่ ณ ที่ตรงนั้นมันมีความปลาบปลื้ม กับการเดินหน้าต่อไป เพราะ 'พวกเราประชาชน' มีพลังที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่า"

"...America’s democracy is not guaranteed. It is only as strong as our willingness to fight for it, to guard it, and never take it for granted. And protecting our democracy takes struggle. It takes sacrifice. There is joy in it and there is progress. Because ‘We The People’ have the power to build a better future."

Kamala Harris
รองประธานาธิบดีสตรี เชื้อสายเอเชีย แอฟริกัน
คนแรกของสหรัฐอเมริกา กล่าวในช่วงต้นของ
สุนทรพจน์ในชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี

ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด
02/08/2021

ผู้นำโง่เราจะตายกันหมด

ประเทศไทยไม่ร่วม COVAX
การพลาดโอกาสใหญ่ในการรับวัคซีนโควิด

เป็นที่ทราบกันดีว่าโควิด-19 ไม่เพียงแต่จะเป็นวิกฤตสุขภาพ แต่ยังนำไปสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย คนไทยกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดคือ ธุรกิจรายย่อยและคนทำงาน โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ขาย และคนทำงานหาเช้ากินค่ำ

รัฐบาลทราบดีว่า เราไม่สามารถทำให้คนในประเทศปลอดภัย ไม่สามารถเปิดประเทศ และฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ตราบใดที่ประเทศยังไม่มี herd immunity (ภูมิคุ้มกันในประชากรหมู่มาก) ซึ่งแน่นอน การฉีดวัคซีนแทบจะเป็นวิธีเดียวเพื่อให้ได้มาซึ่ง herd immunity… ฉะนั้น การได้รับวัคซีนเร็วแค่ไหน ย่อมส่งผลดีต่อทั้งสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศเร็วแค่นั้น

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม องค์การอนามัยโลก (WHO) และพันธมิตร (CEPI และ Gavi) จึงได้จัดตั้งโครงการ COVAX (COVID-19 Vaccines Global Access) ซึ่งเป็นโครงการที่จะทำให้ประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ได้เท่าเทียมกัน

ขณะนี้มีประเทศที่คาดว่าจะได้รับวัคซีนผ่านโครงการไม่ต่ำกว่า 180 ประเทศ โดยมีสัญญาการแจกจ่ายวัคซีน 2 รูปแบบ ได้แก่

• ประเทศที่จ่ายค่าวัคซีนเอง (Self-financing participant; SFP): ประเทศในกลุ่มนี้จะได้รับการประกันว่า ประเทศจะมีช่องทางการเข้าถึงวัคซีนเป็นจำนวนโดสเท่ากับ 10-50% ของประชากรในประเทศ

• ประเทศที่สั่งจองล่วงหน้า (Advance Market Commitment; AMC): ประเทศที่มีสิทธิ์เข้าร่วมสัญญารูปแบบนี้ คือประเทศที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลาง และจะได้รับวัคซีนในราคาที่ถูกกว่ามาก

รายงานจาก COVAX ที่ออกมาอย่างเป็นทางการล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564 ปรากฏว่าประเทศอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ—ยกเว้นประเทศไทย—จะได้รับวัคซีนโควิด-19 ผ่านโครงการ COVAX ภายในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ตามจำนวนดังต่อไปนี้

ประเทศที่จ่ายค่าวัคซีนเอง (SFP):
บรูไน 100,800 โดส
มาเลเซีย 1,624,800 โดส
สิงคโปร์ 288,000 โดส

ประเทศที่สั่งจองล่วงหน้า (AMC):
กัมพูชา 1,296,000 โดส
อินโดนีเซีย 13,708,800 โดส
ลาว 564,000 โดส
เมียนมาร์ 4,224,000 โดส
ฟิลิปปินส์ 5,617,800 โดส
เวียดนาม 4,886,400 โดส

สำหรับประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ว่าประเทศไทยได้ส่งหนังสือแสดงเจตนารมณ์เข้าร่วมใน COVAX facility เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563

แต่ถึงตอนนี้ ประเทศไทยกลับเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่มีชื่อในสัญญาที่จะได้รับวัคซีนจากโครงการ

เหตุผลที่ประเทศไทยไม่เข้าร่วมโครงการ COVAX คืออะไร นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามผ่านเฟซบุ๊กของตนเองเมื่อวันที่ 26 มกราคม ว่า

“กรณีที่ประเทศไทยไม่ร่วมโครงการวัคซีนของโคแวกซ์นั้น เราได้เจรจากับโคแวกซ์มาตลอด แต่เราไม่อยู่เกณฑ์ที่เขาจะให้ฟรี โคแวกซ์ให้สิทธิแก่ประเทศยากจนที่ WHO และ GAVI ให้การสนับสนุนจำนวน 92 ประเทศ แต่ไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีฐานะปานกลาง หากเราจะร่วมกับโคแวกซ์ เราต้องซื้อราคาแพงกว่า และไม่สามารถเลือกวัคซีนจากผู้ผลิตรายใดได้ มีความไม่แน่นอนทั้งชนิด จำนวน และราคา รวมทั้งต้องจ่ายเงินล่วงหน้า ซึ่งไม่รู้ว่าจะได้วัคซีนเมื่อไร การที่เราจัดหาเอง และได้วัคซีนที่เหมาะสมกับการใช้ มีเงื่อนไขด้านราคาและเวลาที่ชัดเจนกว่า จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมากกว่า”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่นายอนุทิน อ้างถึงความไม่แน่นอนของวัคซีนที่จะได้รับผ่านทาง COVAX เมื่อย้อนพิจารณาถึงมติ ครม. เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2563 การอนุมัติจองล่วงหน้าวัคซีน AstraZeneca 2.3 พันล้านบาท ก็มีเงื่อนไขในสัญญาที่ว่า "มีโอกาสที่จะได้รับวัคซีนหรือไม่ได้รับวัคซีนดังกล่าว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผลการวิจัยพัฒนาหรือเหตุอื่นๆ"

จากคำชี้แจงของนายอนุทิน เราอาจสรุปได้ว่า รัฐบาลไทยหวังจะได้วัคซีนฟรีจากโครงการ แต่เมื่อไม่ได้ จึงตัดสินใจไม่ร่วมโครงการเหมือนอย่างประเทศอื่นๆ ถึงแม้ว่าการเข้าร่วมโครงการ COVAX จะเป็นหลักประกันว่าคนไทยมากถึง 50% จะได้รับวัคซีนภายในเดือนมิถุนายนนี้ก็ตาม

เอกสารอ้างอิง:
https://www.gavi.org/sites/default/files/covid/covax/COVAX-Interim-Distribution-Forecast.pdf

02/06/2021

Black History Month
นิยามของความผิวสีและต้นแบบการต่อสู้เพื่อการได้มาซึ่งภาวะปลดแอก

PART ONE

Black Lives Matter Movements

เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ เดือนที่มีความสำคัญต่อเชื้อชาติและการต่อสู้ของคนผิวสี ซึ่งเรียกกันว่า “Black History Month” โดยถูกยกให้เป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองของชาวแอฟริกัน-อเมริกันที่ได้ทำคุณประโยชน์ต่อประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมด้านเชื้อชาติ ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ชาวแอฟริกัน-อเมริกันมีบทบาทสำคัญทั้งทางด้านการเมือง สังคมและวัฒนธรรมซึ่งหล่อหลอมความเป็นชาติอเมริกามาจนถึงทุกวันนี้

ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความเกี่ยวโยงกับ ตั้งแต่เริ่มมีการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวผ่าน Black Lives Matter Movements จนถึงปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการถูกปฏิบัติอย่างไม่อาจยอมรับได้ อันนำมาซึ่งคำประกาศจากกลุ่มผู้เรียกร้องที่ว่า

“We have fought like hell for our freedom and we will continue to fight like hell. Because we deserve more than what we have been given. Because we deserve the healing and the transformation. Most importantly we deserve to be free.”—Patrisse Cullors, 2019

“เราได้ต่อสู้อย่างสุดชีวิต เพื่ออิสรภาพของพวกเรา และเราจะยังคงต่อสู้อย่างสุดชีวิตต่อไป เพราะเราคู่ควรได้รับมากกว่าสิ่งที่เราเคยได้รับ เพราะเรา คู่ควรที่จะได้รับการเยียวยา รวมถึงการเปลี่ยนแปลง และสำคัญที่สุดคือ เราคู่ควรที่จะเป็นอิสระ”—เพทีส คอเลอร์ส, 2019

2012—Trayvon Martin: Trayvon อายุ 17 ปี ถูกฆ่าโดยตำรวจ GeorgeZimmerman เป็นชนวนให้เกิดการลุกฮือเรียกร้องความเป็นธรรมตั้งแต่ชุมชนไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมการใช้อาวุธปืนทั่วประเทศ

2013: หลังจากการตายของ Trayvon ด้วยน้ำมือของตำรวจ George Zimmerman คำกู่ร้องของขบวนผู้ประท้วง Black Lives Matter! โดยผู้หญิงแอฟริกัน-อเมริกัน 3 คนอันได้แก่ Alicia Garza, Patrisse Cullors และ Opal Tometi ได้ก่อตั้งกลุ่ม Black Lives Matter ขึ้นหลังจากการตายของ Trayvon โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องถึงความรุนแรงจากการใช้ปืน และความปลอดภัยของกลุ่มคนผิวสี ที่ถูกเหยียดมาตลอดทั้งในสังคมและการกระทำเกินกว่าเหตุจากตำรวจ (Police Brutality)

2014—Eric Garner: ถูกจับใส่กุญแจข้อมือและกดพื้นจนขาดอากาศหายใจ ข้อหา ลักลอบขายบุหรี่อย่างผิดกฎหมาย เขาถูกจับกุมโดยตำรวจที่ New York ขณะที่ Garner ตะโกนว่า “I can't breath” ถึง 11 ครั้งก่อนจะเสียชีวิตลง

2014—Michael Brown: หนุ่มวัย 18 ปี ถูกยิงโดยตำรวจผิวขาวที่ Missouri จากข้อหาขโมยกล่องใส่ซิการ์ ขณะที่ถูกจับกุมเขาไร้ซึ่งอาวุธ และเขาได้ถูกยิงจากตำรวจถึง 6 นัด

สโลแกน Black Lives Matter ได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นในการเคลื่อนไหวหลังการเสียชีวิตของ Eric Garner และ Michael Brown

2014—Tamir Rice: เด็กชายผิวสี อายุ 12 ปี ถูกยิงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Cleveland, Ohio หลังจากได้รับรายงานพบ “เยาวชนถืออาวุธปืน” โดยที่ไม่น่าจะเป็นอาวุธปืนจริง จากรายงานตำรวจแจ้งว่า ได้พูดให้ Rice ลดอาวุธลงแต่ไม่เกิดผล Rice กลับเล็งกระบอกปืนไปทางเจ้าหน้าที่แทน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจยิงเขา หลังเหตุการณ์พบว่าอาวุธปืนที่เขาถือ เป็นของเด็กเล่น ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม 2020 ศาลได้ปิดคดีลงเนื่องจากขาดข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอต่อการทำคดี

2015—Walter Scott: Walter ถูกยิงด้วยอาวุธปืนถึง 5 นัด จากตำรวจชาวผิวขาวที่ North Charleston, South Carolina โดยเขาได้ถูกเรียกให้หยุดรถโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาวิ่งหนีเจ้าหน้าที่หลังจากพยายามขัดขืน ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นที่มาของ การตะโกนร้องคำว่า “No justice, no peace”

2016—Alton Sterling: การเสียชีวิตของ Alton Sterling ได้นำมาซึ่งการประท้วงที่ Baton Rouge, Louisiana โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งสองคนรอดพ้นคดี

2016—Philando Castile: Philando ถูกยิงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ St. Paul, Minnesota ขณะกำลังค้นหาใบอนุญาตพกอาวุธปืน โดยแฟนสาวของเขาได้ทำการบันทึกเหตุการณ์โดยการ live Facebook ขณะเกิดเหตุ

2018—Stephon Clark: Stephon เสียชีวิตหลังจากการโดนยิงด้วยอาวุธปืนอย่างต่ำ 7 นัด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ Sacramento, California เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวว่าเหตุที่ตัดสินใจยิง Stephon Clark ถึง 7 นัดเนื่องจากกลัวความปลอดภัยของตน ทั้งนี้หลังเหตุการณ์พบว่า Clark ไม่ได้พกอาวุธปืน มีเพียงโทรศัพท์มือถือในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นชนวนทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงในเมืองดังกล่าวตามมา

2020—Breonna Taylor: Breonna เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดนยิงเสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจถึง 8 นัด ขณะที่เธอและแฟนหนุ่มอยู่ในบ้านพักที่ Louisville, Kentucky โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหมายค้นเนื่องจากสงสัยว่ามีการใช้สารเสพติด เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าเขาเริ่มต้นยิงกระสุนปืนเมื่อพบว่า หนึ่งในเจ้าหน้าที่โดนยิงและได้รับบาดเจ็บ

ทนายความในคดีแจ้งว่า แฟนหนุ่มของ Taylor ยิงอาวุธปืนเพื่อป้องกันตนเอง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้แสดงตนและเขาคิดว่ามีผู้บุกรุกที่พัก

คณะลูกขุนในคดีนี้ ตัดสินให้หนึ่งในเจ้าหน้าที่ตำรวจจากเหตุการณ์นี้มีความผิด เนื่องจากการใช้อาวุธปืนในเขตชุมชน ไม่ใช่เพราะการเสียชีวิตของ Taylor ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 นายจากเหตุการณ์นี้ รอดจากความผิดในคดี

2020—George Floyd: George อายุ 46 ปี ถูกตำรวจผิวขาวฆ่าที่ Minneapolis, Minnesota หลังจากถูกจับในข้อกล่าวหาว่าใช้แบงก์ปลอม ระหว่างการจับกุม ตำรวจคนผิวขาว Derek Chauvin ได้ย่อตัวและใช้หัวเข่ากดลงที่คอของ Floyd ประมาณ 9 นาทีครึ่ง ในสภาพที่ถูกใส่กุญแจมือ นอนคว่ำหน้าลำตัวราบไปกับพื้น นายตำรวจอีกสองนาย J. Alexander Kueng และ Thomas Lane ช่วย Chauvin ไม่ให้ Floyd ขัดขืน, ตำรวจอีกนาย Tu Tao ป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงการจับกุมจากมวลชน จนเป็นที่มาของ I can’t breath (ผมหายใจไม่ออก) ซึ่งเป็นคำสุดท้ายของ George Floyd ก่อนเขาจะหมดลมหายใจ

8 ปีผ่านไป…ทุกกลุ่มความหลากหลาย กลุ่มคนพิการผิวสี, กลุ่ม LGBTQI และ BlasianMarch ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิ์และความเท่าเทียมของคนผิวสีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการต่อสู้จะยังคงดำเนินต่อไป แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่า การต่อสู้เพื่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ การต่อสู้เพื่อความเสมอภาคทางสังคมเพื่อยุติการเลือกปฏิบัติต่อชาวผิวสี การใช้ความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ (Police Brutality) หรือการเรียกร้องเพื่อลดงบประมาณของตำรวจ (Defunding the Police) นั้น ล้วนเป็นความพยายามที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคมทั้งสิ้น

การออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องในเรื่องที่พวกเขาชาวผิวสีโดนกดทับมาอย่างยาวนานและยากที่จะยอมรับได้นั้น คือการแสดงออกซึ่งความโกรธและการไม่ยอมจำนนให้กับระบบที่ผุพังอีกต่อไป

ที่มา:

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-52905408
https://www.theguardian.com/world/2015/jul/19/blacklivesmatter-birth-civil-rights-movement?fbclid=IwAR3RZdgMXiJiI703i8XZtXFXy7GPFPhH_wmQ_gYglus0hsOFRyAgnDWgE-o
https://blacklivesmatter.com
https://www.usatoday.com/story/news/nation/2021/02/01/black-history-month-2021-how-celebrate-what-know/4292640001

Address

Chicago, IL

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when Free Youth Chicago ปลดแอกชิคาโก้ posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

Contact The Business

Send a message to Free Youth Chicago ปลดแอกชิคาโก้:

Share