หลักกฎหมายสายโนเนม By Witoon & Friends

หลักกฎหมายสายโนเนม By Witoon & Friends วิเคราะห์หลักกฎหมาย ทฤษฎีกฎหมาย และคำพิพากษา

10/03/2026
31/08/2023

ร้านไม่ได้สละคำว่า #ปังชา จริงหรือ ?

เห็นโพสต์ที่พี่ หมายจับกับบรรจง โทรศัพท์ไปสัมภาษณ์ทนายเมื่อวานแล้วบอกว่า ทะเบียนเครื่องหมายการค้าตัวใหม่นั้น ร้านไม่ได้สละคำว่า “ปังชา”

รวมถึงร้านสามารถพิสูจน์ได้ว่าปังชานี้เขาใช้จนกรมยอมรับแล้ว เหมือนกับ โออิชิ และ กระทิงแดง

มาลองตรวจสอบข้อมูลกันครับ

………

ลองดูทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่ทางร้านโพสต์ไว้ ซึ่งดูแล้วตรงกับเลขที่สำนักงานทนายส่งถึงร้านที่เชียงราย (ทะเบียนเลขที่ 231112742)

คำหรือข้อความที่จดเป็นเครื่องหมาย มีเพียง The Best Thai Tea ;G ;Pang Cha

ไม่มีคำว่า #ปังชา (ภาษาไทย)

แปลว่า คำว่า “ปังชา” ใคร ๆ ก็ยังใช้ได้นะครับ ที่ออกหนังสือ Notice ไปนั้นไม่ถูกต้อง ❌

ส่วน “Pang Cha” ภาษาอังกฤษ สิ่งที่กรมให้ คือ ภาพวงรีสีดำด้านล่าง แล้วมีคำว่า Pang Cha อยู่ด้านใน

เวลาการใช้เครื่องหมายการค้า/บริการ คุณต้องใช้อย่างเครื่องหมาย คือใช้ทั้งภาพ

จะดึงคำออกมา แล้วบอกว่า “Pang Cha” (ภาษาอังกฤษ) เป็นคำที่ร้านคุณใช้ได้คนเดียวนั้น ไม่ถูกต้อง ❌

สรุปคำว่า “ปังชา” หรือ “Pang Cha” คนอื่นยังใช้ได้ สิ่งที่หัามคือ การใช้เครื่องหมายแล้วมีคำว่า Pang Cha แบบในรูปของคุณ



ส่วนเรื่องการอ้างแบรนด์ โออิชิ หรือ กระทิงแดง ว่าเป็นคำสามัญ ก็จดได้เช่นกันนั้น ก็คนละเรื่องอีกครับ

สองแบรนด์นั้นที่จดได้ เพราะ เป็นการ #ใช้อย่างเครื่องหมาย จนเป็นที่แพร่หลาย ใคร ๆ ก็รู้จัก (Well known marks)

ส่วนคำว่า ปังชา หรือ Pang Cha เป็นเพียง เมนู หรือ รายการขนมหวานเท่านั้น

คนไม่ได้รู้จักในตัวของเครื่องหมาย หรือ โลโก้แบรนด์ ปังชา หรือ Pang Cha เลย

……

สรุป สิ่งที่ร้านคุณจดทะเบียน คือ เครื่องหมายการค้า/บริการ ตามรูป เวลาจะใช้ ก็ใช้ตามรูปเท่านั้น

ส่วนคำว่า “ปังชา” จะภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ “Pang Cha” ไม่ใช่ของร้านคุณแต่เพียงผู้เดียว ใครจะเขียนเมนูในร้านว่า ปังชา หรือ ตั้งชื่อร้านว่าปังชา ก็ไม่ได้ละเมิดเครื่องหมายการค้าคุณแต่อย่างใดครับ 😇

01/02/2018

คำถาม บุคลลที่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาตาม ปวิอ.มาตรา 44/1 จะต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ปวิอ.มาตรา 2(4) เท่านั้น หรือไม่

คำตอบ : คำพิพากษาฎีกาที่ 5400/2560 (ประชุมใหญ่)

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุที่ได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้” เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์จะช่วยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายทางแพ่งได้รับความสะดวกรวดเร็วในการได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแพ่งเป็นอีกคดีหนึ่ง ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาจะได้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โดยให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายยื่นคำร้องเข้ามาในคดีอาญาดังที่ปรากฏในหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2548 ความว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติให้พนักงานอัยการมีเพียงอำนาจในการเรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทเท่านั้น ผู้เสียหายซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดของจำเลยต้องไปดำเนินคดีส่วนแพ่งเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนอื่นด้วยตนเอง และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเป็นภาระยิ่งขึ้นให้แก่ผู้เสียหาย ดังนั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญาทุกประเภทที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ต่อเนื่องไปได้เพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งเป็นไปโดยเร็ว รวมทั้งยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการดำเนินคดีดังกล่าวเพื่อลดภาระให้แก่ผู้เสียหาย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ดังนี้ แม้ตาม ป.วิ.อ. ได้มีคำอธิบายคำว่า ผู้เสียหายไว้ในมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้เสียหาย หมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทนได้ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6” แต่ข้อความตามมาตรา 44/1 ที่บัญญัติให้ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกค่าสินไหมทดแทน จึงมีความหมายที่แตกต่างขัดกับความหมายของผู้เสียหายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 (4) การตีความคำว่า ผู้เสียหาย ตามมาตรา 44/1 จึงไม่ต้องถือตามความหมายเช่นเดียวกับมาตรา 2 (4) ทั้งนี้ เป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 1 ที่บัญญัติว่า “ในประมวลกฎหมายนี้ถ้าคำใดมีคำอธิบายไว้แล้วให้ถือตามความหมายดังได้อธิบายไว้ เว้นแต่ข้อความในตัวบทจะขัดกับคำอธิบายนั้น” ดังนั้นการพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้อง ต้องพิจารณาจากสิทธิในทางแพ่ง ไม่ใช่กรณีที่จะนำความหมายของคำว่าผู้เสียหายในทางคดีอาญา เช่น เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือผู้มีอำนาจจัดการแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) มาบังคับใช้ สำหรับคดีนี้ผู้ร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมาสองส่วนคือ ค่าเสียหายของรถยนต์ของนายผจญและค่าที่ผู้ร้องขาดไร้อุปการะ สำหรับค่าเสียหายของรถยนต์นายผจญเป็นผู้เสียหายในฐานะเจ้าของรถ เมื่อนายผจญถึงแก่ความตายไปแล้ว สิทธิในการเรียกค่าเสียหายเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญจึงใช้สิทธิในฐานะทายาทเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้และค่าขาดไร้อุปการะนั้นผู้ร้องในฐานะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายผจญเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตัวของผู้ร้องเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 443 วรรคสาม และมาตรา 1461 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ได้เช่นเดียวกัน ส่วนความประมาทของนายผจญนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จะนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น ไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องที่จะขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหมดไป.

02/01/2017

คำถาม ในคดีอาญาที่จำเลยให้การรับสารภาพในศาลชั้นต้น และศาลพิพากษาลงโทษจำเลยแล้วนั้น ต่อมาจำเลยจะยื่นอุทธรณ์ว่าตนกระทำความผิดไปเพราะขาดความยั้งคิด หรือไม่มีเจตนากระทำความผิดได้หรือไม่?

ตอบ ในคดีที่จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริงขัดแย้งกับคำรับสารภาพของตัวเองไม่ได้ ถือเป็นเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามอุทธรณ์ ตาม ปวิพ.มาตรา 225 หรือต้องห้ามฎีกา ตาม ปวิพ มาตรา 249(ปัจจุบัน อ้าง ปวิพ มาตรา 252) ประกอบ ปวิอ.มาตรา 15 (เทียบฎีกาที่ 577/2555)

ข้อสังเกต แต่ถ้าเป็นคดีที่ต้องสืบพยานประกอบคำรับสารภาพ แม้จำเลยจะรับสารภาพ จำเลยก็มีสิทธิอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด และถือเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น(เทียบฎีกาที่ 691/2554)

"บทความทางกฎหมายน่าสนใจ เรื่อง สาระสำคัญของความผิดเกี่ยวกับศพ"สืบเนื่องจากสังคมปัจจุบันมีพฤติกรรมที่มีการกระทำกับศพมากขึ...
29/11/2015

"บทความทางกฎหมายน่าสนใจ เรื่อง สาระสำคัญของความผิดเกี่ยวกับศพ"

สืบเนื่องจากสังคมปัจจุบันมีพฤติกรรมที่มีการกระทำกับศพมากขึ้น เช่น การกระทำชำเราศพ การกระทำอนาจารศพ การดูหมิ่นเหยียดหยามศพ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เป็นการละเมิดต่อสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ และชื่อเสียงของบุคคนที่ตายไปแล้วและครอบครัวของผู้นั้น ดังนั้น ในปี พศ.๒๕๕๘ สภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงเห็นควรให้ผ่านกฎหมายดังกล่าว โดยบัญญัติเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ ภาคความผิด เป็นลักษณะ ๑๓ ความผิดเกี่ยวกับศพ
มาตรา ๓๖๖/๑ - มาตรา ๓๖๖/๔ รวม ๔ ฐานความผิด ได้แก่ ฐานการกระทำชำเราศพ ฐานการกระทำอนาจารศพ ฐานทำให้ศพเสียหาย และฐานดูหมิ่นเหยียดหยามศพ

19/11/2015

การยื่นคำร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดกตาม ปพพ มาตรา 1713 ปวิพ.มาตรา 55 ประกอบ 180(1)
1.ทำเป็นคำร้องขอ
2.ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอ ปพพ มาตรา 1713
ทายาท หรือผู้มีส่วนได้เสีย หรือพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ ในกรณีดั่งต่อไปนี้
(๑) เมื่อเจ้ามรดกตาย ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมได้สูญหายไป หรืออยู่นอกราชอาณาเขต หรือเป็นผู้เยาว์
(๒) เมื่อผู้จัดการมรดกหรือทายาทไม่สามารถ หรือไม่เต็มใจที่จะจัดกาหรือมีเหตุขัดข้องในการจัดการ หรือในการแบ่งปันมรดก
(๓) เมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมซึ่งตั้งผู้จัดการมรดกไว้ไม่มีผลบังคับได้ด้วยประการใด ๆ
การตั้งผู้จัดการมรดกนั้น ถ้ามีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งตามข้อกำหนดพินัยกรรม และถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรม ก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดก แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
ทายาท ได้แก่ ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดก ตาม ปพพ มาตรา 1629(1)-(6)
ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่งต่อไปนี้ คือ
(๑) ผู้สืบสันดาน
(๒) บิดามารดา
(๓) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(๔) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(๕) ปู่ ย่า ตา ยาย
(๖) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา ๑๖๓๕
3.เอกสารประกอบคำร้อง
- สำเนาใบมรณะบัตร สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตาย
- สำเนา ปชช ทะเบียนบ้าน ใบเกิด(สูติบัตร) ของทายาทโดยธรรมที่เป็นผู้สืบสันดาน ได้แก่ บุตรของเจ้ามรดก หากคู่สมรสของเจ้ามรดกเป็นผู้ยื่นคำร้อง ให้แนบสำเนาทะเบียนสมรสด้วย
- หลักฐานทรัพย์สินที่เป็นเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน บัญชีธนาคารฯ
- หากมีทายาทโดยธรรมหลายคนให้จัดทำหนังสือยินยอมจากทายาทโดยธรรมทุกคน และบัญชีเครือญาติ
4. เตรียมเงินค่าธรรมเนียมศาล ค่ายื่นคำร้องขอ 200 บาท และค่าปิดประกาศแจ้งทายาทฯ 500 บาท
5.ต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ก่อนตาย ปวิพ.มาตรา 4 จัตวา "คำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก ให้เสนอต่อศาลที่เจ้ามรดกมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย
ในกรณีที่เจ้ามรดกไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักร ให้เสนอต่อศาลที่ทรัพย์มรดกอยู่ในเขตศาล "

หมายเหตุ หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ให้แนบสำเนาพินัยกรรมด้วย

กระบวนพิจารณา; หลังจากวันยื่นคำร้องขอ ศาลจะสั่งให้ปิดประกาศแจ้งทายาททางหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 30 วันก่อน เพื่อให้ทายาทผู้มีสิทธิคัดค้านคำร้องขอ และจะนัดพิจารณาเมื่อครบ 30 วัน แล้ว ให้จัดทำคำเบิกความพยานที่เป็นผู้ยื่นคำร้องขอไปในวันนัดพิจารณา/

10/11/2015

"ความไม่รู้กฎหมาย จะอ้างเป็นข้อแก้ตัวไม่ได้"

หลักดังกล่าว หากเป็นกฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญา เช่น ความผิดเกี่ยวกับการจราจรทางบก ที่มีโทษจำคุก และหรือปรับ ความผิดฐานโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๔ วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า " บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้"
...แม้ศาลจะเห็นใจในความเข้าใจผิด ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งเป็นอย่างอื่นให้เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายได้ ...อนึ่ง การที่ไม่ปฎิบัติตามกฎหมายเพราะไม่รู้กฎหมายในส่วนแพ่งก็ไม่อาจอ้างเป็นข้อแก้ตัวได้ เพราะถ้ายอมให้อ้างได้ จะบังเกิดผลว่ากฎหมายใช้บังคับเฉพาะผู้รู้กฎหมาย (คำพิพากษาศาลฎีกา 678/2508)

10/11/2015

"คดีเกี่ยวกับคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้เงิน"

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกหรือต่อหน่วยงานของรัฐด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หน่วยงานของรัฐสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดได้โดยออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินตามจำนวนที่ต้องรับผิดให้แก่ตนได้ตามมาตรา 12 แห่ง พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539

ซึ่งคำสั่งดังกล่าวเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา 5 แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ดังนั้น หากผู้รับคำสั่งไม่ชำระเงินโดยถูกต้องครบถ้วนภายในเวลาที่กำหนด ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นอาจมีหนังสือเตือนให้เจ้าหน้าที่ผู้รับคำสั่งชำระเงินภายในกำหนดแต่ต้องไม่น้อยกว่า 7 วัน และถ้าไม่มีการปฎิบัติตามคำเตือน ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นอาจใช้มาตรการบังคับทางปกครองโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระให้ครบถ้วนได้ตาม มาตรา 57 แห่ง พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539

ซึ่งการใช้มาตรการบังคับทางปกครองดังกล่าวเป็นมาตรการหนึ่งในเพื่อให้ได้รับชำระเงินครบถ้วน หากหน่วยงานของรัฐยังมีข้อขัดข้องในการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับทางปกครองก็ไม่ตัดสิทธิหน่วยงานรัฐแห่งนั้นที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้เงินตามคำสั่งของหน่วยงานของรัฐได้(คำสั่งที่ 127/2554 และที่ 128/2554)

แต่หากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดประสงค์จะโต้แย้ง "คำสั่งเรียกให้ชำระเงิน" ดังกล่าว ก็สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งนั้นได้ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง(1) แห่ง พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

03/11/2015

วันนี้วันพระ...ขอให้เจริญสติเป็นทาน "อย่าขาดสติ" ด้วยหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนากันนะครับ!!!
พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้ชักชวนให้ตัวเราให้สติเป็นทาน โดยอย่าขาดสติ ท่านเตือนพวกเราไม่ให้ตกอยู่ในหลุมพลางของ "อคติสี่"
๑.ฉันทาคติ : ลำเอียงเพราะความรักใคร่
๒.โทสาคติ : ลำเอียงเพราะความโกรธ
๓.ภยาคติ : ลำเอียงเพราะความกลัว
๔.โมหาคติ : ลำเอียงเพราะความหลง
และนี่คือ หลักธรรมในการครองตนของนักกฎหมาย ครับ@@@

03/11/2015

"ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นมีสังคม ที่ใดมีสังคม ที่นั้นมีกฎหมาย ด้วยเหตุนั้น ที่ใดมีมนุษย์ ที่นั้นจึงมีกฎหมาย"
(Ubi homo, ibi societas, Ubi societas, ibi jus.Ergo ubi homo, ibi jus)

ที่อยู่

Phayao
Muang Lopburi
5600

เบอร์โทรศัพท์

0864038536

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หลักกฎหมายสายโนเนม By Witoon & Friendsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์