bunphun office lawyer

bunphun office lawyer รับว่าความทั่วราชอาณาจักร ที่ปรึกษากฎหมาย

3085.พนักงานสอบสวนไม่สอบปากคำบุคคลอื่นหรือเรียกเอกสารมาเป็นพยานตามที่จำเลยอ้างไม่เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ คำพิพากษาฎีก...
20/11/2023

3085.พนักงานสอบสวนไม่สอบปากคำบุคคลอื่นหรือเรียกเอกสารมาเป็นพยานตามที่จำเลยอ้างไม่เป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบ
คำพิพากษาฎีกาที่ 943/2566 (หน้า 971 เล่ม 4) พนักงานสอบสวนจากรวบรวมพยานหลักฐานชนิดใด และอย่างไรบ้างเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่จะพิจารณาภายใต้ขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 131 เมื่อการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนได้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องและมีพยานเอกสารที่แสดงว่าจำเลยครอบครองที่ดินที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามความผิดที่จะไปถูกกล่าวหา การที่พนักงานสอบสวนไม่ได้สอบปากคำบุคคลอื่นหรือเรียกเอกสารใดมาเป็นพยานหลักฐานตามที่จำเลยอ้างก็หาเป็นเหตุให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่
ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 25 ไม่ได้กำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการก่อนที่จะดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเป็นคนละเรื่องคนละขั้นตอนกับกระบวนการดำเนินคดีทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิด
(นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 256-2568 โทร.081-9663849)

สรุปย่อ คำพิพากษาฎีกาใหม่ที่ 1639/2565  ผู้ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นประจำ แล้วสุนัขไปกัดคนอื่น   ผู้ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นป...
19/11/2023

สรุปย่อ คำพิพากษาฎีกาใหม่ที่ 1639/2565

ผู้ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นประจำ แล้วสุนัขไปกัดคนอื่น ผู้ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นประจำ มีความผิดตามประมวลกฎกฎหมายอาญา และ ผู้ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นประจำนั้น ต้องชดใช้ความเสียหายในทางแพ่งด้วย

คดีนี้ จำเลยไม่ได้เลี้ยงดูสุนัขจรจัด ที่ก่อเหตุโดยตรง แต่ได้ให้อาหารสุนัขจรจัด ดังกล่าว มาตลอดเป็นเวลานาน จำเลยไม่ได้เลี้ยงดูสุนัขจรจัด โดยการขัง หรือ โดยการล่ามโซ่ไว้ ต่อมาในวันเกิดเหตุ เด็กอายุเพียง 2 ปี 11 เดือน ได้ถูกสุนัขจรจัด ตัวนี้ กัดหลายแห่ง และ ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา

แม่ของเด็ก ผู้ตายเลยแจ้งความ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับจำเลย ในความผิดฐานปล่อยปละละเลยให้สัตว์นั้น ก่อให้เกิดอันตรายแก่กายของผู้อื่น ตาม ปอ.ม.377 และ ความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตายตาม ปอ.ม.291 ประกอบ ม.59 วรรคสี่

คดีขึ้นสู่ศาล พนักงานอัยการโจทก์ ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และมาตรา 377 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 และ มาตรา 377 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เป็นยกฟ้องโจทก์ ต่อมาพนักงานอัยการ ยื่นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลย ให้อาหารสุนัขจรจัด มาหลายปี เท่ากับว่า จำเลยเป็นเจ้าของสุนัชนั้น โดยการเลี้ยงดูแล้ว เมื่อสุนัขไปกัดเด็ก ถึงแก่ความตาย เท่ากับว่า จำเลยประมาทตาม ปอ.ม.59 วรรคสี่ และ การกระทำนั้น เป็นเหตุให้ผู้อื่น ถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ถือว่า ผู้เลี้ยงอาหารสุนัขจรจัดเป็นประจำ ปล่อยปละละเลย ให้สัตว์นั้น เที่ยวไปโดยลำพัง จนเกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 377 นอกจากนี้ เมื่อจำเลย ปล่อยปละละเลย จนสัตว์นั้น ได้ไปกัดผู้อื่นถึงแก่ความตายเช่นนี้ จึงถือว่า ความเสียหายเกิดขึ้น เพราะสุนัขจรจัดดังกล่าว จำเลย ซึ่งเป็นบุคคล ผู้ให้อาหารสุนัขจรจัดนั้น จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ฝ่ายเด็กที่ถึงแก่ความตาย เพราะสัตว์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 วรรคหนึ่ง ด้วย

ซึ่งค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้สถานใด เพียงใดนั้น ศาลวินิจฉัย ตามควรแก่พฤติการณ์ และ ความร้ายแรงแห่งละเมิดตามมาตรา 438 วรรคหนึ่ง ซึ่งเมื่อคดีนี้ แม่เด็กซึ่งเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนเด็ก ตาม ป.วิ อ.มาตรา 5 (2) ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ กับ พนักงานอัยการ ก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ตามป.วิ อ.มาตรา 3 (2) ประกอบมาตรา 30 และ ได้ยื่นคำร้องชอให้บังคับจำเลย ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ อ.มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง เป็นค่าปลงศพ จำนวน 300,000 บาท และ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท

เมื่อคดีนี้ เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ซึ่งศาลในคดีส่วนแพ่ง จำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 46 เมื่อฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดในคดีส่วนอาญา อันเป็นการกระทำละเมิด ในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกา จึงกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายแม่เด็ก เป็นค่าปลงศพ จำนวน 300,000 บาท และ ค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท ส่วนอัตราดอกเบี้ย ให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ ตาม ปพพ.มาตรา 224 ประกอบมาตรา 7

สรุปย่อคำพิพากษาฎีกา ด้วยภาษาชาวบ้านง่ายๆ โดย
อ.มงคล กริชติทายาวุธ

ท่านที่พบผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดเป็นประจำ ในบริเวณที่ท่านอยู่อาศัย หรือ ต้องผ่านบริเวณนั้นๆ อย่าลืมถ่ายภาพผู้นั้นไว้ล่วงหน้า ถ้าวันใด สุนัขจรจัดกัดท่าน หรือ ญาติมิตรของท่าน จักไปแจ้งความดำเนินคดี เรียกร้องความเสียหาย ได้ถูกคนว่า เป็นใคร มีรูปร่างหน้าตาเป็นเข่นไร ใช้รถทะเบียนอะไร ในการนำอาหารไปเลี้ยงสุนัขจรจัด ในบริเวณนั้นๆ

3073.ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคนละรายการจากผู้จัดการมรดกในขณะที่มีการฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก ไม่เป็นฟ้องซ้อน คำพิพากษาฎีกาที่ 713...
19/11/2023

3073.ฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคนละรายการจากผู้จัดการมรดกในขณะที่มีการฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก ไม่เป็นฟ้องซ้อน
คำพิพากษาฎีกาที่ 713/2566 (หน้า 886 เล่ม 4) แม้คดีนี้กับคดีก่อนสองคดีที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่างเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งอยู่ในระหว่างพิจารณา มีสภาพแห่งข้อหาเดียวกัน คือ โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก แต่ตัวทรัพย์มรดกที่ขอแบ่งนั้นเป็นคนละทรัพย์สินกัน ทั้งโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ทั้งสองซึ่งมีสิทธิในที่ดินประสงค์ใช้ประโยชน์ในที่ดินขอให้ใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินคนละหนึ่งในหกส่วน ฟ้องคดีนี้กับคดีก่อนสองคดีจึงมิใช่เรื่องเดียวกันและไม่จำต้องฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกทุกรายการในคราว เดียวกัน ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อนสองคดี โจทก์ทั้งสองไม่ต้องห้ามมิให้ฟ้องเป็นคดีนี้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 173 วรรคสอง
(หมายเหตุ 1 เดิมโจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งเงินฝากในบัญชีธนาคารซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสอง
2 ในวันเดียวกันโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองขอให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกใส่ชื่อโจทก์สองเป็นผู้มีชื่อในกรรมสิทธิ์รวมคนละหนึ่งในหกส่วนในโฉนดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย
3 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินและดำเนินการจดทะเบียนใส่ชื่อจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายคนละ 1 ส่วน
4 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีก่อน โจทก์ทั้งสองจึงต้องห้ามไม่ให้ฟ้องเป็นคดีนี้ พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
5 ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้น โดยพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี)

3075.ฟ้องเรียกค่าว่าจ้างทนายมีอายุความ 2 ปี  คำพิพากษาฎีกาที่ 651/2566 (หน้า 853 เล่น 4) จำเลยว่าจ้างให้โจทก์เป็นทนายควา...
19/11/2023

3075.ฟ้องเรียกค่าว่าจ้างทนายมีอายุความ 2 ปี
คำพิพากษาฎีกาที่ 651/2566 (หน้า 853 เล่น 4) จำเลยว่าจ้างให้โจทก์เป็นทนายความฟ้องสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โดยมีข้อตกลงสองส่วน ส่วนแรกให้โจทก์ดำเนินการฟ้องร้องจนกว่าจะแล้วเสร็จและคดีถึงที่สุดคิดค่าจ้างเป็นเงิน 10,000 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด ซึ่งเป็นค่าจ้างว่าความที่โจทก์ตกลงให้จำเลยชำระเพื่อตอบแทนผลสำเร็จของงานที่โจทก์ได้ทำ คือการดำเนินคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดโดยมิได้คำนึงว่าผลคดีจะเป็นเช่นใด ข้อตกลงเช่นนี้มิได้มีลักษณะที่โจทก์เข้าไปมีส่วนได้เสียในผลประโยชน์จากเงินหรือทรัพย์สินที่เรียกร้องที่จำเลยจะได้รับจาก สกสค. หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ ตกเป็นโมฆะ สำหรับค่าจ้างว่าความส่วนที่สองชั้นบังคับคดี โจทก์และจำเลยตกลงคิดค่าจ้างในอัตราร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ที่ฟ้องแต่ละคดี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน แม้จะมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างส่วนนี้เมื่อโจทก์ดำเนินการให้จำเลยได้รับชำระหนี้ก่อนก็เป็นเพียงเงื่อนไขที่โจทก์จะได้รับค่าจ้าง ทั้งเป็นผลดีกับจำเลยที่จะชำระค่าจ้างแก่โจทก์ก็ต่อเมื่อได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ก่อน ข้อตกลงเช่นนี้หาใช่ข้อตกลงแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลหนี้พิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดี สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 และไม่ใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 150 ไม่ตกเป็นโมฆะ
โจทก์และจำเลยตกลงให้จำเลยชำระค่าว่าความส่วนแรกเมื่อเริ่มต้นฟ้องคดีเป็นต้นไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด สัญญารับจ้างว่าความเป็นสัญญาจ้างทำของ สิทธิเรียกร้องตามสัญญาว่าจ้างทำของมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ.มาตรา 193/34(16) และเริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตามมาตรา 193/12 ทั้งสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำตามมาตรา 602 วรรคหนึ่ง ต้องถือว่าหนี้ค่าจ้างว่าความส่วนแรกถึงกำหนดเมื่อจำเลยได้รับมอบงานที่ทำแล้ว ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่จำเลยฟ้อง คดีที่สุดในวันเดียวกัน สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกค่าจ้างว่าความย่อมเกิดขึ้นทันทีตั้งแต่วันนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าจ้างว่าความในส่วนแรกขาดอายุความ
ค่าจ้างว่าความในส่วนที่สอง โจทก์และจำเลยตกลงชำระค่าจ้างว่าความในส่วนที่สองเมื่อคดีถึงที่สุด โดยจำเลยชนะคดีและได้รับเงินครบถ้วนแล้วในชั้นบังคับคดีโดยต้องชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับชำระเงินครบถ้วน จำเลยได้รับชำระเงินจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจำเลยในคดีดังกล่าวครบถ้วนเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 นับถึงวันฟ้องยังไม่พ้นสองปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34(16) และมาตรา 602 วรรคหนึ่ง ฟ้องโจทก์ในส่วนค่าจ้างว่าความส่วนที่สองไม่ขาดอายุความ
โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือโดยส่งหนังสือทางไปรษณีย์ไปตามภูมิลำเนาของจำเลย แต่ส่งไม่ได้เนื่องจากไม่มารับตามกำหนด กำหนดระยะเวลาที่ให้จำเลยปฏิบัติตามข้อความในหนังสือยังไม่อาจเริ่มนับ ดังนี้ถือไม่ได้ว่าโจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ครั้งแรกในวันใด แต่การฟ้องคดีถือว่าเป็นการทวงถามอยู่ในตัว จำเลยต้องรับผิดต้นเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 204 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เดิมและที่แก้ไขใหม่
(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าจ้างว่าความในชั้นบังคับคดีที่โจทก์และจำเลยตกลงคิดค่าจ้างในอัตราร้อยละ 10 ของทุนทรัพย์ที่ฟ้องแต่ละคดี โดยมีข้อตกลงให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างส่วนนี้เมื่อโจทก์ดำเนินการให้จำเลยได้รับชำระหนี้ก่อน ข้อตกลงเช่นนี้หาใช่ข้อตกลงแบ่งเอาส่วนจากทรัพย์สินที่เป็นมูลหนี้พิพาทที่ลูกความจะได้รับเมื่อชนะคดี สัญญาว่าจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 และข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529)

3074.ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชน โดยมิได้ฟ้องบริษัทมหาชน  ศาลไม่อาจพิพากษาบังคับ ตามฟ้อง...
19/11/2023

3074.ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทมหาชน โดยมิได้ฟ้องบริษัทมหาชน ศาลไม่อาจพิพากษาบังคับ ตามฟ้องโจทก์ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730/2565 (หน้า 190 เล่ม 7) โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. ฟ้องว่าบริษัท พ.ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและไม่มีคณะกรรมการเหลืออยู่ จึงไม่ใช่กรณีที่ผู้ถือหุ้นจะขอให้คณะกรรมการเรียกประชุม และเมื่อคณะกรรมการไม่เรียกประชุม แล้วผู้ถือหุ้นจะเรียกประชุมเองได้ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ 2535 มาตรา 100 การที่จำเลยทั้งสองเรียกประชุม จัดประชุม และลงมติในที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. และห้ามจำเลยทั้งสองหรือตัวแทนหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนำมติที่ประชุมดังกล่าวไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนบริษัทมหาชน คำฟ้องของโจทก์ทั้งห้าจึงเป็นเรื่องที่ประสงค์จะให้มีการเพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท พ. เนื่องจากเห็นว่าการนัดประชุมหรือลงมติดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย อันจะต้องบังคับเอากับบริษัท พ. โดยตรง ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเพียงบุคคลที่โจทก์ทั้งห้าขอให้ห้ามนำมติที่ประชุมดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันต่อเนื่องมาจากคำขอแรกเท่านั้น การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องเพียงแต่จำเลยทั้งสองเป็นจำเลย จึงไม่มีบุคคลที่อาจต้องรับผิดตามคำขอของโจทก์ทั้งห้ามาในฟ้อง อันเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจพิพากษาบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ทั้งห้าได้
(นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849)

3068.บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่ผู้กู้ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ผู้กู้รายอื่น คำพิพากษาฎีกาที่ 885...
19/11/2023

3068.บันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่ผู้กู้ไปค้ำประกันเงินกู้ให้แก่ผู้กู้รายอื่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 885/2566 (หน้า 922 เล่ม 4) ตามบันทึกข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองของจำเลยที่ 6 และที่ 7 มีข้อความทำนองเดียวกันว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกันหนี้ในเวลานี้และในเวลาใดเวลาหนึ่งไปภายหน้าในเรื่องการกู้เงิน การเบิกเงินเกินบัญชี และหนี้ในลักษณะอื่นๆทุกประเภทที่เป็นหนี้แก่ผู้รับจำนองทั้งหมด
ปัญหาว่า “หนี้ในเวลาใดเวลาหนึ่งในภายหน้า” หรือ “หนี้ในลักษณะอื่นๆทุกประเภท” หมายความถึง หนี้ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นผู้ก่อขึ้นเองในภายหลังและต้องรับผิดต่อโจทก์ หรือหมายความรวมถึงหนี้อุปกรณ์ดังเช่นนี้ตามสัญญาค้ำประกันทั้งสองรายนี้อันเป็นบุคคลสิทธิระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 6 และที่ 7 อันอาจตีความได้หลายนัยซึ่งป.พ.พ.มาตรา 171 การตีความการแสดงเจตนาให้เพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร และตามมาตรา 11 ในกรณีที่มีข้อสงสัยให้ตีความไปในทางที่เป็นคุณแก่คู่กรณีฝ่ายที่จะต้องเป็นผู้เสียในมูลหนี้ เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 6 และที่ 7 ไม่ได้ระบุความรับผิดให้รวมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ทำไว้แก่โจทก์โดยชัดแจ้งในสัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองทั้งที่อยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ คำว่า “หนี้ในเวลาใดเวลาหนึ่งในภายหน้า” ก็ดี คำว่า “หนี้ในลักษณะอื่นๆทุกประเภท” ก็ดี ตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองย่อมต้องตีความหมายถึงหนี้ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ที่ทำไว้แก่โจทก์ในภายหลัง
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 8 ไม่ต้องมีความรับผิดตามสัญญาจำนองเช่นเดียวกับจำเลยที่ 6 และที่ 7 คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 8 รับผิดตามสัญญาจำนองโดยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 และที่ 8 มิได้อุทธรณ์ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142(5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
(หมายเหตุ 1 เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2556 จำเลยที่ 6 นำที่ดินมีโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 6 ที่มีต่อโจทก์ในวงเงิน 155 ล้านบาท วันที่ 15 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 7 นำที่ดินมีโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจำนองเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 7 ที่มีต่อโจทก์ในวงเงินรวม 12 ล้านบาทเศษ
2 วันที่ 28 เมษายน 2557 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 420 ล้านบาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1
3 จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2558 โจทก์จึงมาฟ้องจำเลยทั้งเก้าเป็นคดีนี้
4 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ตามฟ้อง หากไม่ชำระให้นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำมาชำระให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำนวนทั้งเก้าออกขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 9
5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนอง หมายถึงหนี้ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 เป็นลูกหนี้ของโจทก์โดยตรงในฐานะเป็นลูกหนี้ชั้นต้นเท่านั้นไม่ครอบคลุมถึงหนี้ที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ไว้แก่โจทก์ สัญญาจำนองที่จำเลยที่ 6 และที่ 7 ทำขึ้นไว้จึงมิใช่เป็นประกันการชำระหนี้ค้ำประกันตามสัญญากู้เงินระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ออกขายทอดตลาด)

3057.เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้  คำพิพากษาฎีกาที่ 920/2566 (หน้า947 เล่ม 4)...
23/10/2023

3057.เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 920/2566 (หน้า947 เล่ม 4) (ประชุมใหญ่) แม้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 198 ทวิ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าหรือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 จึงเป็นกรณีที่ต้องฟังพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายในประเด็นพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ประมาทแต่เพียงฝ่ายเดียวตามที่โจทกฺกล่าวอ้างมาในฟ้องหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียวและให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยมีสิทธิอุทธรณ์ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 และความเสียหายของโจทก์เป็นพับ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ แม้จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีอำนาจวินิจฉัยให้มีผลถึงจำเลยที่ 1 ได้ด้วย
จำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาโดยผู้ตายมิได้ถูกฟ้องคดีอาญาด้วย แม้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทแต่ไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ตายไม่มีส่วนในความประมาท ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ตายมีส่วนในความประมาทหรือไม่ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ.มาตรา 46 ศาลมีอำนาจวินิจฉัยคดีนี้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ได้
(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยค้ำจุนขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องนำสืบให้ได้ความตามคำฟ้องตาม ป.วิ.พ.มาตรา 198 ทวิ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ประมาทฝ่ายเดียวและให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยซึ่งต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยย่อมมีสิทธิอุทธรณ์ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทมากกว่าจำนวนที่ 1 หรือประมาทไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำเลยที่ 1 และค่าเสียหายของโจทก์เป็นพับได้)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849

3047.ครอบครองปรปักษ์ที่ดินซึ่งตนเองเป็นเจ้าของรวมโดยไม่ทราบว่ามีเจ้าของรวม  คำพิพากษาฎีกาที่ 1528/2566 (หน้า 754 เล่ม 3)...
13/10/2023

3047.ครอบครองปรปักษ์ที่ดินซึ่งตนเองเป็นเจ้าของรวมโดยไม่ทราบว่ามีเจ้าของรวม
คำพิพากษาฎีกาที่ 1528/2566 (หน้า 754 เล่ม 3) ผู้ร้องทั้งสองนำสืบว่า พ.ยกที่ดินให้ ช. ซึ่งเป็นบุตร ต่อมา ช.ยกที่ดินให้ ล.บิดาผู้ร้องทั้งสอง ล.ถึงแก่ความตาย เมื่อปี 2532 ก่อนตาย ล.ยกที่ดินให้ผู้ร้องทั้งสอง แล้วผู้ร้องทั้งสอง ครอบครองที่ดินพิพาทเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เป็นเพียงการนำสืบถึงความเป็นมาในการเข้าครอบครองที่ดินพิพาท การที่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์เฉพาะเนื้อที่ดินส่วนที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองทำประโยชน์โดยไม่ได้ยึดถือที่ดิน ตามสัดส่วนของเจ้าของรวมและผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบว่าผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรวม แสดงเจตนาของผู้ร้องทั้งสองว่าครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่ได้รับรู้ถึงสิทธิของเจ้าของรวมทั้งฝ่ายที่ส่งมอบการครอบครองต่อๆมาแก่ตนและเจ้าของรวมฝ่ายผู้คัดค้าน ทั้งบ้านที่ ล.ปลูกสร้างมีลักษณะมั่นคงถาวรโดย ล.บิดาผู้ร้องทั้งสองที่ย้ายจากบ้านของเดิมที่ ช.ปลูกอยู่ บริเวณกลางที่ดินมาในบริเวณที่ดินพิพาท โดย ล.ไม่ได้บอกกล่าวหรือขอความเห็นชอบจากเจ้าของรวมก่อน เป็นเครื่องชี้ได้ว่า ล.บิดาผู้ร้องทั้งสองและผู้ร้องทั้งสองมีเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทอย่างเป็นเจ้าของเอง หาได้ครอบครองในฐานะ เจ้าของรวมหรือผู้สืบสิทธิจากเจ้าของรวมที่จะต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินแก่เจ้าของรวมไม่ การที่ผู้ร้องทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว เช่นนี้ผู้ร้องทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ.มาตรา 1382
(หมายเหตุ 1 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้คัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตามกรอบเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสอง และยกคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของผู้ร้อง ทั้งสอง
2 ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้น โดยพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

3042.ขายที่ดินที่ขายฝากซึ่งเป็นนิติกรรมอำพราง  ฟ้องเรียกโฉนดคืนไม่ได้  คำพิพากษาฎีกาที่ 1188/2566 (หน้า 687 เล่ม 3)  แม้...
08/10/2023

3042.ขายที่ดินที่ขายฝากซึ่งเป็นนิติกรรมอำพราง ฟ้องเรียกโฉนดคืนไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1188/2566 (หน้า 687 เล่ม 3) แม้สัญญาขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงินซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายอันเกี่ยวกับนิติกรรมที่ถูกอำพราง ส่วนสัญญาขายฝากย่อมตกเป็นโมฆะและต้องเพิกถอนนิติกรรมขายฝากอันเป็นผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของโจทก์ก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ไปก่อนแล้ว โดยจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและต้องเสียหายจากการแสดงเจตนาลวง ย่อมได้รับความคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โดยไม่อาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่าง จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ได้ และจำเลยที่ 1 ไม่อาจคืนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์
(หมายเหตุ 1 คดีนี้ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต และโจทก์คงนำสืบกล่าวอ้างลอยๆว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายทุนปล่อยเงินกู้
2 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดิน กับให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน
4 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
5 ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยข้างต้น โดยพิพากษายืน)

3039.ผู้กระทำ ผิดซ้ำตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562  คำพิพากษาฎีกาที่ 1468/2566 (หน้า 228 เล่ม 1) (ประชุมใหญ่)  คำว...
05/10/2023

3039.ผู้กระทำ ผิดซ้ำตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562
คำพิพากษาฎีกาที่ 1468/2566 (หน้า 228 เล่ม 1) (ประชุมใหญ่) คำว่า “ผู้กระทำความผิดซ้ำ” ตาม พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 12 เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยถึงนักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้วตามมาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้ยกขึ้นวินิจฉัย ทั้งคู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
ผู้ร้องได้รับการล้างมลทินตาม พ.ร.บ.ล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามคดีอาญาเรื่องก่อนอันมีผลให้ถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว แม้การล้างมลทินไม่ได้ลบล้างความประพฤติหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้ผู้ร้อง ถูกลงโทษจำคุกในความเป็นฐานลักทรัพย์ก็ตาม แต่ผลของการล้างมลทินที่ให้ถือว่าผู้ร้องไม่ได้เคยถูกลงโทษในความผิดดังกล่าว ย่อมถือว่าผู้ร้องมิได้เคยถูกลงโทษจำคุกในความผิดที่ได้กระทำในคดีก่อน ดังนี้ ผู้ร้องไม่ใช่นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว จึงไม่มีทางที่ผู้ร้องจะเป็นผู้กระทำความผิดซ้ำตาม พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 มาตรา 3 ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษตามมาตรา 12
(หมายเหตุ 1 พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ให้คำนิยามว่า “ผู้กระทำความผิดซ้ำ” หมายความว่า นักโทษเด็ดขาดที่เคยต้องโทษมาแล้ว และกลับมาต้องโทษจำคุกในคราวนี้อีกภายใน 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษคราวก่อน กับความผิดทั้งสองคราวไม่ใช่ความผิดลหุโทษหรือประมาท)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849

3037.อาวุธปืนที่ไม่สามารถใช้ยิงได้  เป็นอาวุธปืนหรือไม่  คำพิพากษาฎีกาที่ 573/2566 (หน้า 143 เล่ม 1) อาวุธปืนของกลางแม้ไ...
03/10/2023

3037.อาวุธปืนที่ไม่สามารถใช้ยิงได้ เป็นอาวุธปืนหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 573/2566 (หน้า 143 เล่ม 1) อาวุธปืนของกลางแม้ไม่สามารถใช้ยิงได้เนื่องจากอุปกรณ์ชุด เครื่องลั่นไกชำรุด แต่เป็นอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4(1) จำเลยมีอาวุธปืนของกลางไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง
(หมายเหตุ 1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อาวุธปืนตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า อาวุธปืนจะต้องใช้ยิงได้จึงจะเป็นอาวุธ แม้ปรากฏว่าอาวุธปืนของกลางไม่สามารถใช้ยิงได้เนื่องจากอุปกรณ์ชุดเครื่องลั่นไกชำรุด แต่ก็เป็นอาวุธปืนตามกฎหมาย)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849

3034.ปลอมหนังสือรับรองการมีที่ดินโดยผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา  ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง  คำพิพากษาฎ...
30/09/2023

3034.ปลอมหนังสือรับรองการมีที่ดินโดยผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ผู้ให้กู้เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง
คำพิพากษาฎีกาที่ 664/2566 (หน้า 555 เล่ม 3) การออกหนังสือรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนั้นมีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลในการพัฒนาตำบลทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรม ตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 มาตรา 60 และเป็นกิจการ ที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการขององค์การบริหารส่วนตำบล ตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง มีอำนาจหน้าที่ จึงเป็นเอกสารราชการ
จำเลยที่ 1 ปลอมหนังสือรับรองการมีที่ดินและการทำประโยชน์ในที่ดินซึ่งเป็นเอกสารราชการและใช้หรือแสดงหนังสือรับรองปลอมแก่โจทก์ร่วม เพื่อประกอบการขอกู้เงินจากโจทก์ร่วมโดยหลอกลวงโจทก์ร่วมว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองปลอม ซึ่งไม่เป็นความจริง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน เป็นเหตุโจทก์ร่วมหลงเชื่อและให้จำเลยที่ 1 กู้เงิน การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารราชการ ฐานใช้เอกสารราชการปลอม และทางฉ้อโกง
โจทก์มิได้ฟ้องจำเลยที่ 1 กับพวกในข้อหาความผิดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ 2475 หากแต่ฟ้องในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งโจทก์ร่วมเป็นผู้ถูกหลอกลวงโดยมิได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 กับพวก ที่จะทำให้โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ การสอบสวนจึงชอบ โจทก์มีอำนาจฟ้อง
ฎีกาของโจทก์มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นการไม่ชอบ ด้วย ป.วิ.อ.มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 แม้อัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาและศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
(นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849)

'การปกปิด' 'ไม่เปิดเผยพยานหลักฐาน' เป็น 'การสอบสวนที่ผิดกฎหมาย'  อัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดีพ.ต.อ วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตรนสพ....
27/09/2023

'การปกปิด' 'ไม่เปิดเผยพยานหลักฐาน' เป็น
'การสอบสวนที่ผิดกฎหมาย' อัยการไม่มีอำนาจฟ้องคดี

พ.ต.อ วิรุตม์
ศิริสวัสดิบุตร
นสพ.ไทยโพสต์
ฉบับวันที่ 25 ก.ย.2566
คอลัมน์: เสียงประชาชนปฏิรูปตำรวจ

....การแจ้งให้ผู้ต้องหาได้ทราบถึงพยานหลักฐานอันเป็นที่มาของข้อหานั้น ต้องเกิดขึ้นในทันทีเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแล้ว เพราะถ้าผู้ต้องหาไม่ได้ทราบถึงพยานหลักฐานในเวลานั้น ก็ย่อมจะไม่มีโอกาสที่จะแก้ข้อหาได้.....

คำพูดของตำรวจผู้ใหญ่ว่า “เป็นความลับในสำนวน” คือ "ความกลัวว่าผู้ต้องหาจะรู้ว่ามีพยานหลักฐานอะไรที่ใช้ในการกล่าวหา" จึงเป็นความเข้าใจผิดทั้งของตำรวจและอัยการส่วนใหญ่ที่ส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างร้ายแรงตลอดมา

(อ่านบทความทั้งหมด/คลิก)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.แพ่ง) เป็นกฎหมายที่บัญญัติวางหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการเกี่ยวกับก.....

3027.โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้อง  เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย   ศาลสั่งให้แก้ไขได้  คำพิพากษาฎีกาที่ 1090/2566 (หน้า 185 เล...
23/09/2023

3027.โจทก์ไม่ได้ลงลายมือชื่อในฟ้อง เป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลสั่งให้แก้ไขได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1090/2566 (หน้า 185 เล่ม 1) (ประชุมใหญ่) ตามฟ้องโจทก์ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียงและ ผู้พิมพ์ แต่ไม่ปรากฏลายมือชื่อโจทก์อันเป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) ถือว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่ศาลสั่ง ให้แก้ไขได้
ศาลชั้นต้นรับฟ้องโดยฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 158(7) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 และมิได้มีคำสั่งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในฟ้องให้ถูกต้องเสียก่อน เป็นข้อผิดพลาดที่สามารถให้แก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีอำนาจที่จะให้ศาลชั้นต้นสั่งโจทก์แก้ไขฟ้อง โดยให้โจทก์ลงลายมือชื่อในคำฟ้องให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดเสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ เพื่อดำเนินการต่อไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง และมาตรา 215 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3
(หมายเหตุ 1 จำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในฟ้องเป็นฟ้องที่ไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158(7) ทั้งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะสั่งให้โจทก์แก้ไขฟ้องให้ถูกต้อง หรือไม่ประทับฟ้อง
2 ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า คำว่า “ฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมาย....” ตามที่บัญญัติในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง หมายถึง กรณีที่ศาลตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว ปรากฏว่าคำฟ้องที่ยื่นนั้นโจทก์กระทำไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยเขตอำนาจศาลที่ยื่นฟ้องตามมาตรา 157 หรือกระทำไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 158 (1) ถึง(7) มาตรา 159 และมาตรา 160 หากผลการตรวจคำฟ้องปรากฏว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติ ไว้ดังกล่าว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 161 วรรคหนึ่ง)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849

3026.ให้ผู้ต้องขังเป็นผู้เขียนอุทธรณ์  และลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและเขียน  ไม่ทำให้ฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  คำพิพ...
22/09/2023

3026.ให้ผู้ต้องขังเป็นผู้เขียนอุทธรณ์ และลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและเขียน ไม่ทำให้ฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 1552/2566 (หน้า 243 เล่ม 1) จำเลยที่ 2 ให้ผู้ต้องขังเป็นผู้เขียนอุทธรณ์และผู้ต้องขังลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์ ไว้ท้ายฟ้องอุทธรณ์ โดยผู้ต้องขังมิได้เป็นทนายความย่อมเป็นการกระทำโดยพลั้งเผลอที่ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงผิดพลาดไป อันทำให้ฟ้องอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง มีข้อบกพร่องแต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหากศาลอุทธรณ์ตรวจพบข้อบกพร่องว่ามีบุคคลซึ่งมิได้จดทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นทนายความและไม่เป็นบุคคลซึ่งอยู่ในข้อยกเว้นตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 33 ที่ให้อำนาจในการเรียงฟ้องอุทธรณ์ เป็นผู้เขียนฟ้องอุทธรณ์และลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงในฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ.มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 215 สั่งให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อบกพร่องในฟ้องอุทธรณ์ให้ถูกต้องได้ ศาลฎีกาเห็นควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้จำเลยที่ 2 แก้ไขข้อผิดพลาดแล้วส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
(นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849)

3025.ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่บุคคลอายุไม่เกิน 20 ปี  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  คำพิพากษาฎีกาที่ 50/2566 (หน้า 7 เล่ม 1)  ศาลชั้...
22/09/2023

3025.ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่บุคคลอายุไม่เกิน 20 ปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 50/2566 (หน้า 7 เล่ม 1) ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและให้ส่งสำเนาแก่จำเลยทราบ เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 200 ที่บัญญัติให้ศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งแก้ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาอุทธรณ์ อันเป็นบทบังคับให้ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายหนึ่ง และกำหนดเวลาให้แก้อุทธรณ์ จึงเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ.ว่าด้วยการอุทธรณ์
คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ แม้ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมให้จำเลยแก้ และการส่งสำเนาอุทธรณ์มีบุคคลอายุไม่เกินยี่สิบปีรับไว้ หากจะย้อนสำนวณไปเพื่อให้ศาลชั้นต้นปฏิบัติตาม ป.วิ.อ.มาตรา 200 และ ป.วิ.พ.มาตรา 76 วรรคแรก ก็ล่วงเลยเวลามาจนศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว ทั้งจำเลยไม่ได้โต้แย้งว่ามิได้รับสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม ประกอบกับจำเลยได้คัดสำเนาเอกสารในสำนวน และตรวจสำนวนเป็นเวลานานและจำเลยโต้แย้งกระบวนพิจารณาในชั้นส่งคำคู่ความที่อ้างว่าผิดหลงเกินกว่าแปดวันนับแต่วันทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ประกอบกับฎีกาของจำเลยขอให้ย้อนสำนวนเพื่อแก้ฎีกาและให้โอกาสจำเลยหาเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ร่วม ดังนี้ กรณีไม่ปรากฏเหตุที่อาจเสียความยุติธรรมตาม ป.วิ.พ.มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15, 215 และ 225 ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีในประเด็นที่จำเลยขอให้รอการลงโทษจำคุกไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่
(หมายเหตุ 1 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถแทรกเตอร์จากโจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อแล้วไม่ส่งมอบรถดังกล่าวคืนโจทก์ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อ แต่นำรถไปขายในราคาเพียง 200,000 บาท แล้วนำเงินที่ได้จากการขายรถ ของโจทก์ร่วมไปเป็นประโยชน์ของจำเลย
2 พนักงานอัยการโจทก์จึงมาฟ้องเป็นคดีนี้
3 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและให้ส่งสำเนาแก่จำเลยเท่านั้น
4 จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โดยมิได้มีคำสั่งให้จำเลยแก้อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ
5 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ.ว่าด้วยการอุทธรณ์
6 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมอุทธรณ์เพียงประการเดียวว่า ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยจึงไม่อาจแก้อุทธรณ์ว่า มิได้กระทำความผิดตามฟ้องได้ หากจำเลยจะแก้อุทธรณ์คงแก้ได้เพียงประการเดียวเช่นกันว่าขอให้ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยคดีไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ และวินิจฉัยดังกล่าวข้างต้น
7 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องมีเหตุบรรเทาโทษคงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 3,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
8 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่าไม่ลงโทษปรับ ไม่รอการลงโทษจำคุก และไม่คุมความประพฤติของจำเลย คงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน เพียงสถานเดียว
9 าศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำคุกจำเลย 2 ปี มีเหตุบรรเทาโทษคงจำคุก 1 ปี และจำเลยชดใช้เงินที่ยังขาดอยู่ แก่โจทก์ร่วม)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849

21/09/2023
https://vm.tiktok.com/ZSN1sgeSk/
21/09/2023

https://vm.tiktok.com/ZSN1sgeSk/

ถูกใจ 12.8K ครั้ง 671 ความคิดเห็น "นาทีซ้อนแผน รวบนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองบางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังเรียก...

3024.สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในหมู่บ้านจัดสรร  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2565 (หน้า 18 เล่ม 7)  จำเลยขออนุญาตจัดสร...
20/09/2023

3024.สำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในหมู่บ้านจัดสรร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1231/2565 (หน้า 18 เล่ม 7) จำเลยขออนุญาตจัดสรรที่ดินและได้รับใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินโครงการที่ 3 ภายหลังจากวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 อันเป็นเวลาที่ประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดสรรพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดิน เพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมใช้บังคับ จำเลยจึงต้องตกอยู่ภายใต้บังคับที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประกาศดังกล่าว
สิ่งปลูกสร้างที่จำเลยใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลมีลักษณะเป็นป้อมรักษาความปลอดภัยหน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน แสดงว่าจำเลยไม่ได้ก่อสร้างเป็นที่ตั้งสำนักงานนิติบุคคลตั้งแต่แรก ทั้งตามลักษณะและขนาดพื้นที่ก็ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง กรณีจึงไม่อาจฟังได้ว่า จำเลยได้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ให้เป็นสำนักงานของโจทก์ตามประกาศดังกล่าวแล้ว
การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ 2543 มาตรา 45 ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง ว่าด้วยการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น และการขออนุมัติดำเนินการเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค พ.ศ 2545 กฎหมายและระเบียบดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับการที่จำเลยต้องจัดหาพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งของนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลาง เรื่อง กำหนดนโยบายการจัดพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ในการจัดสรรที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม การจัดสรรที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการจัดสรรที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมแต่อย่างใด การที่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร บ. ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่ได้หมายความว่า จำเลยได้จัดหาพื้นที่ให้เป็นที่ตั้งนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของประกาศคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางดังกล่าวแล้ว
( หมายเหตุ 1 บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้จัดสรรที่ดินจะต้องสร้างที่ทำการสำนักงานนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไว้ต่างหากตั้งอยู่ในโครงการของหมู่บ้านจัดสรรตั้งแต่แรก)
นายผดุงศักดิ์ จันเดชชนะวงศ์ กรรมการสภาทนายความจังหวัดนครราชสีมา และกรรมการสภาทนายความภาค 3 ปีบริหาร 2565-2568 โทร.081-9663849

ที่อยู่

ทางหลวงหมายเลขสาย 36
Chon Buri
20150

เบอร์โทรศัพท์

+66845617549

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ bunphun office lawyerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง bunphun office lawyer:

วิดีโอทั้งหมด

แชร์