08/08/2026
-ˏˋ⋆ Srimuang Law W ᴇ ʟ ᴄ ᴏ ᴍ ᴇ ⋆ˊˎ
⚖ รู้ทันข้อกฎหมาย ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ และรีดเอาทรัพย์ ต่างกันยังไง ?
ช่วงนี้เศรษฐกิจบ้านเราค่อนข้างฝืดเคือง ข่าวคราวเรื่องลักเล็กขโมยน้อยหรือโจรวิ่งราวกระชากกระเป๋าตามท้องถนนก็เลยมีให้เห็นกันบ่อยขึ้น พอเรื่องปากท้องมันฝืดเคือง อาชญากรรมพวกนี้เลยตามมาติด ๆ การรู้ทันข้อกฎหมายเลยถือเป็นเกราะป้องกันตัวเราเองที่ดีที่สุด ส่วนที่หลายคนอาจจะยังสับสนหรือเหมารวมกันว่าอะไรคือลักทรัพย์ อะไรคือวิ่งราว กรรโชกทรัพย์ หรือ รีดเอาทรัพย์ละ และมันต่างกันตรงไหน ? วันนี้ทางเพจเรามีคำตอบค่ะ
✍ ลักษณะการกระทำความผิด
พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ ความต่างมันอยู่ที่ "วิธีลงมือ" ถ้าเป็น "ลักทรัพย์" คือการแอบเอาของคนอื่นไปแบบเงียบ ๆ เจ้าของไม่รู้ตัว เช่น แอบย่องเบาเข้าห้อง แอบหยิบของในร้าน หรือขโมยรถมอเตอร์ไซค์ที่จอดไว้ไม่มีคนเฝ้า แบบนี้คือลักทรัพย์ธรรมดา
แต่ถ้าเป็น "วิ่งราวทรัพย์" อันนี้คือ "ฉวยโอกาสซึ่งหน้า" แบบรวดเร็วปุบปับ เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์มากระชากสร้อย กระเป๋า หรือโทรศัพท์มือถือจากมือคนที่กำลังเดินอยู่ริมถนน โดยไม่ได้ทำร้ายร่างกายรุนแรง แต่ถ้าถึงขั้นชกต่อยหรือทำร้ายเพื่อแย่งของ อันนั้นจะกลายเป็น "ชิงทรัพย์" ไปเลย
แต่ถ้าเป็น “กรรโชกทรัพย์” โจรจะใช้คำพูด ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลกดดันให้ "ตัวเราเป็นคนหยิบเงินหรือทรัพย์สินยื่นให้มันเอง" เพราะความกลัวอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน เช่น แก๊งทวงหนี้โหดขู่จะทำร้ายถ้าไม่จ่ายเงินวันนี้ หรือโดนขู่แบล็กเมลว่าจะปล่อยคลิปหลุดถ้าไม่โอนเงินมาให้ แบบนี้เข้าข่ายกรรโชกทรัพย์เต็ม ๆ
ส่วนรีดเอาทรัพย์ จะเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับ ซึ่งความลับนั้นถ้าเปิดเผยออกไปแล้วจะทำให้ผู้ถูกขู่หรือบุคคลที่สามได้รับความเสียหาย หรืออับอายขายหน้า เช่น ขู่ว่าจะเอาความผิดพลาดในอดีต ภาพลับ หรือเรื่องส่วนตัวสุดๆ ไปบอกคนอื่นหรือโพสต์ประจาน ถ้าไม่ยอมจ่ายเงินมาให้
🎓 ข้อกฎหมาย
💡มาตรา 334 (ลักทรัพย์ทั่วไป) หยิบฉวยเอาของคนอื่นไปโดยทุจริต โทษคือจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
💡มาตรา 336 (วิ่งราวทรัพย์) ฉวยเอาต่อหน้าต่อตา (ซึ่งหน้า) โทษจะหนักขึ้นมาหน่อย คือจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท ยิ่งถ้าทำแล้วเหยื่อได้รับอันตราย บาดเจ็บ หรือจิตใจตกใจกลัวหนักมาก โทษก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
💡มาตรา 337 (กรรโชกทรัพย์) ผู้ใดขู่เข็ญว่า จะขืนใจให้ผู้ถูกขู่เข็ญยอมให้หรือยอมให้หาทรัพย์สิน... โดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกขู่เข็ญยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
***แต่ถ้ามีการขู่ที่หนักข้อขึ้น เช่น ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะเผาทรัพย์ หรือมีอาวุธติดตัวขู่ด้วย โทษก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกตามวรรคสองของกฎหมาย
💡มาตรา 338 (รีดเอาทรัพย์) ผู้ใดขู่เข็ญว่า จะเปิดเผยความลับซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย จนผู้ถูกขู่เข็ญยอมให้หรือยอมให้หาทรัพย์สิน... ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
📢 คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 413/2552
จำเลยยังไม่ได้นำเตาอบไฟฟ้าออกไปจากห้างสรรพสินค้าของผู้เสียหาย แต่ก็ได้นำเตาอบไฟฟ้าออกไปจากจุดที่วางไว้และยังผ่านจุดที่ปกติลูกค้าต้องชำระเงินให้แก่พนักงานเก็บเงินไปแล้วจึงถือได้ว่าจำเลยทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้วโดยเจตนาทุจริต ความผิดจึงสำเร็จแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10976/2554
ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์เป็นการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า หมายถึง กิริยาที่หยิบหรือจับเอาทรัพย์ไปโดยเร็วรวมเป็นการกระทำอันเดียวกับการเอาไป และขณะที่ถูกเอาทรัพย์ไปผู้นั้นรู้สึกตัวหรือเห็นการฉกฉวยเอาทรัพย์นั้นไปด้วย การที่จำเลยดึงเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่จากกระเป๋ากางเกงของเด็กหญิง บ. แล้วเด็กหญิง บ. รู้สึกถึงการถูกดึงจึงใช้มือจับจนถูกมือของจำเลย จึงอยู่ในความหมายของการลักทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอันเป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ตามฟ้องแล้ว
คำพิพากษาฎีกาที่ 478/2559
จำเลยขู่ให้โจทก์และโจทก์ร่วมให้ไปโอนขายสิทธิในการเช่าพื้นที่ราชพัสดุซึ่งมีชื่อ ส.บุตรของโจทก์ร่วมถือสิทธิอยู่โดยโจทก์ร่วมก็ได้ขอให้ ส โอยขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุให้กับผู้อื่นเงินที่ได้จากการขายนั้นเข้าบัญชีโจทก์ร่วม แม้โจทก์ร่วมจะยอมทำตามคำขู่ของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้รับประโยชน์ในทางทรัพย์สินโดยตรงจึงไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ แต่การข่มขู่ของจำเลยที่ 1 นั้นทำให้โจทก์ร่วมหวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ตัวหรือครอบครัวการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเสรีภาพตาม ป.อ มาตรา 309 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในฐานกรรโชกตามที่โจทก์ฟ้อง
คำพิพากษาฎีกาที่ 12685/2558
การขู่ว่าจะเปิดเผยความลับอันเป็นองค์ประกอบความผิดตาม มาตรา 338 นั้นต้องมีความหมายถึงการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไปและเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับต้องการที่จะปกปิดเอาไว้ไม่ให้บุคคลอื่นรู้ถึงความลับนี้ โดยความลับนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือถูกต้องตามศีลธรรมหากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและตัวเจ้าของข้อเท็จจริงต้องการจะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว เมื่อฎีกาของจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ 1 ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงแม้เป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมซึ่งแสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่าหากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้จำเลย จำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลยซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338
﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌ദ്ദി(˵ •̀ ᴗ - ˵ ) ✧﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌﹌
#สำนักงานกฎหมายศรีเมือง #ทนายเชียงใหม่ #กฎหมายใกล้ตัว #ลักทรัพย์ #วิ่งราวทรัพย์ #กรรโชกทรัพย์ #รีดเอาทรัพย์