ASAP Business Law - บริการกฎหมายธุรกิจ

ASAP Business Law - บริการกฎหมายธุรกิจ ทีมทนายเเละที่ปรึกษาผู้มีความเชี่?

วันนี้ทางเพจมีแจกหนังสือเกี่ยวกับ “การศึกษาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในเชิงเปรียบเทียบ” โดยประเทศที่ทำการศึกษา คือ ประเทศไทย...
02/12/2021

วันนี้ทางเพจมีแจกหนังสือเกี่ยวกับ “การศึกษาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในเชิงเปรียบเทียบ”
โดยประเทศที่ทำการศึกษา คือ ประเทศไทย สาธารณรัฐซิมบับเว และแคนาดา

ใครกดไลค์ + แชร์ 5 คนแรก รับไปเลยจ้า ฟรี!

ปล. ส่งให้ฟรีทางไปรษณีย์ลงทะเบียนน้า 😊

ผู้โชคดีจะได้รับการติดต่อจากทีมงานไป ภายในวันนี้เที่ยงคืนนะคะ

19/09/2021

วันนี้ขอตัดเนื้อหาจากหนังสือกฎหมายกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์มาเล่าให้ฟังในประเด็นที่ว่า

นายจ้างออกระเบียบว่า "ใครไม่รับวัคซีนจะถูกลงโทษ"

คำถามคือนายจ้างจะทำได้หรือไม่

รัฐธรรมนูญกำหนดสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเราเอาไว้ จะฉีดอะไรเข้าสู่ร่างกายหรือไม่ มีกฎหมายรับรองสิทธิเอาไว้ โดย รธน. มาตรา ๒๘ บัญญัติว่า

"บุคคลทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย"

การออกระเบียบ ข้อบังคับแบบตรงไปตรงมาว่า "ลูกจ้างทุกคนต้องไปฉีดวัคซีน" ไม่สามารถทำได้ เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นการขัดรัฐธรรมนูญก็ย่อมส่งผลให้ระเบียบ คำสั่ง หรือข้อบังคับนั้น "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" และ "เป็นธรรม" ลูกจ้างจึงไม่ต้องปฎิบัติตามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๔) นายจ้างจะลงโทษลูกจ้างที่ฝ่าฝืนไม่ได้

25/08/2021

สรุป "ประเด็นสำคัญ" ในการประชุมสภา #แก้รัฐธรรมนูญ ภาคสอง
25 สิงหาคม 2564 ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “แก้ไขระบบเลือกตั้ง” วาระสอง โดยที่ประชุมรัญสภามีมติในการแก้ไขระบบเลือกตั้งในสามประเด็นหลัก ได้แก่ การแก้ไขสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อเป็น 400 กับ 100 คน ตามลำดับ และให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบ "คู่ขนาน" ที่มีบัตรเลือกตั้งสองใบแบบเดียวกับระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่สิ่งที่แตกต่างจากปี 40 คือ ไม่มีการกำหนดเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำในการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ
สภาผู้แทนฯ แบ่งเป็น ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน
ประเด็นสำคัญข้อแรกที่ที่ประชุมสภามีการถกเถียงกัน คือ เรื่องสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ในมาตรา 83 โดยมติของ กมธ.เสียงข้างมาก กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และการเลือกตั้งมีบัตรเลือกตั้งจำนวนสองใบ ในขณะที่ กมธ.เสียงข้างน้อย มีการขอสงวนคำแปรญัตติไว้ว่า ให้คงสัดส่วนของ ส.ส. ไว้เหมือนเดิมคือ ส.ส. เขต 350 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน
โดยฝ่ายที่สนับสนุน สัดส่วน 350 ต่อ 150 คน ได้แก่ นภาพร เพ็ชร์จินดา ส.ส. พรรคเสรีรวมไทย โดยกล่าวว่า อัตราส่วน ส.ส. เขต 400 ต่อ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มีมานานแล้ว แต่พัฒนาการของการเมือง ส.ส. บัญชีรายชื่อต้องเพิ่มขึ้นอย่างในประเทศอื่น หน้าที่ของ ส.ส. คือต้องให้ความเห็นชอบกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ทั้งประเทศ ส.ส. บัญชีรายชื่อเองก็สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ในทุกที่ ในขณะที่ถ้าเป็น ส.ส. เขต กลุ่มคนที่มีอิทธิพลก็อาจจะใช้อิทธิพลของตนเองในการเข้าสู่อำนาจได้ ตนจึงขอเสนอให้แบ่งสัดส่วนเป็น 350 ต่อ 150
เช่นเดียวกับ รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ที่กล่าวว่า พรรคก้าวไกลสนับสนุนระบบเลือกตั้งแบบบัตรสองใบ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการคำนวณแบบ “โบราณ” แบบที่เราเคยทำกันมา เหตุที่ตนต้องสงวนความเห็นว่าให้ ส.ส. เขต 350 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 150 คน เนื่องจากการทำหน้าที่ ส.ส. ต้องการคนที่มาจากภูมิหลังที่หลากหลาย ซึ่งกลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์ก็คือกลุ่มตามประเด็น เช่น กลุ่ม LGBTQ เพราะกลุ่มคนเหล่านี้อยู่กระจัดกระจายตามจังหวัดและมีโอกาสน้อยที่จะชนะในการแบ่งเขต ข้ออ้างที่ว่าเมื่อมี ส.ส. เขตมากขึ้นจะทำให้ผู้แทนสามารถใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น แต่หากลองคำนวณดูแล้วก็ไม่ได้ทำให้อัตราส่วนประชากรต่อ ส.ส. เขตหนึ่งคนน้อยลงนัก หน้าที่นี้ควรจะเป็นองค์กรท้องถิ่น ส.ส. เขตควรจะทำหน้าที่เอาปัญหาของประชาชนมาแก้ไขในสภามากกว่า
ด้าน ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์และกรรมาธิการเสียงข้างมาก กล่าวว่าที่ประชุมรัฐสภาส่วนใหญ่ก็ต้องการตั้ง สสร. มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเช่นกัน แต่ก็ติดปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าไม่สามารถทำได้ มีข้อกล่าวหาว่ากรรมาธิการได้แก้ไขตามอำเภอใจไม่เต็มไปตามข้อบังคับ แต่ชินวรณ์ก็ชี้แจงว่าเมื่อวานนี้รัฐสภาก็ได้ให้ความเห็นชอบแล้วว่าการดำเนินการของคณะกรรมาธิการนั้นเป็นไปตามข้อบังคับและดำเนินการตามมติของสภาอย่างถูกต้อง ส่วนเหตุผลใดที่เราควรจะนำระบบเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช่นั้นเป็นเพราะว่ารัฐธรรมนูญ 40 มีที่มาจากประชาชน และระบบเลือกตั้งที่ดีต้องเข้าใจง่ายและทำให้รัฐบาลนั้นมีเสถียรภาพ ส่วนจะทำให้ระบบนั้นดีขึ้นได้อย่างไร เราก็ต้องมาร่วมมือกันในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่อไป
ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. พรรคเพื่อไทยและกรรมาธิการเสียงข้างมาก กล่าวชี้แจงว่าไม่มี ส.ส. ประเภทใดที่มีศักดิ์ศรีมากกว่าใคร ส่วนเรื่องของสัดส่วน ส.ส. ประเทศไทยเป็นระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งเราต้องเลือกตัวแทนที่ดีที่สุดแบบ “ตรงและลับ” จึงต้องมีสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยอัตราส่วน 1 ใน 5 ก็เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะแล้ว เช่น การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ต้องใช้ ส.ส. 1 ใน 5
อย่างไรก็ดี ผลการลงมติมาตรา 83 ที่ประชุมรัฐสภามีมติเสียงข้างมาก 476 ต่อ 70 เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของกรรมาธิการเสียงข้างมาก คือ ให้สภาผู้แทนราษฎรมีจำนวน 500 คน แบ่งเป็น ส.ส. เขต 400 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน และการเลือกตั้งมีบัตรเลือกตั้งจำนวนสองใบ
ใช้ระบบเลือกตั้งแบบ "คู่ขนาน" มีบัตรสองใบ "เลือกคนที่รัก-เลือกพรรคที่ชอบ"
มาตราสำคัญในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกหนึ่งมาตรา คือ มาตรา 91 ที่ว่าด้วยการคำนวณที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในมาตราดังกล่าว มีความเห็นที่แตกต่างกันหลักๆ สองฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุนระบบเลือกตั้งแบบ ปี 40 หรือ ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน (MMM) และ ฝ่ายที่สนับสนุนระบบเลือกตั้งแบบเยอรมัน หรือ ระบบสัดส่วนผสม (MMP) ทั้งนี้ ตามมติ กมธ.เสียงข้างมาก สนับสนุนให้ใช้ระบบ MMM
โดยฝ่ายที่เห็นค้านจาก กมธ.เสียงข้างมาก ได้แก่ รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ที่สงวนความเห็นว่า การคำนวณที่นั่ง ส.ส. ควรใช้ระบบ MMP โดยใช้ ส.ส. ที่พึงมีจากบัตรใบที่สองมาหักลบกับ ส.ส. เขตที่พรรคได้แล้วจึงจะได้จำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคนั้น รังสิมันต์ให้ความเหตุผลว่าระบบการเลือกตั้งที่เคยใช้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เราไม่ควรดึงดันกลับไปหาระบบเก่าแต่ต้องทำให้ต้องมีการคำนวณที่เป็นธรรมมากขึ้น ระบบที่ตนเสนอไปนั้นเป็นการพัฒนาจากที่เคยมี ไม่ได้สร้างภาระที่ยุ่งยากแก่ประชาชนแต่อย่างใด
ด้าน วันชัย สอนศิริ ส.ว. กล่าวว่า ตนเองเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ระบบบัตรสองใบตามร่างนี้จะทำให้พรรคใหญ่กินรวบ การเลือกตั้งแบบระบบ 2540 นั้นมีข้อบกพร่องและเรากำลังจะย้อนกลับไป ระบบใบเดียวก็มีปัญหาเช่นกันเพราะเป็นการมัดมือชก ทั้งสองระบบนี้จึงมีปัญหาทั้งคู่ การแก้ครั้งนี้ควรแก้ให้ดีขึ้นแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ การดูว่าพรรคหนึ่งพึงมี ส.ส. เท่าไรต้องดูจากว่าประชาชนไปลงคะแนนให้กับพรรคการเมืองมากเท่าใด ควรเอาข้อดีบัตรสองใบของรัฐธรรมนูญ 2540 และการคิด ส.ส. ที่พึงมีของรัฐธรรมนูญ 2560 มาผนวกกันเพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง
เช่นเดียวกับ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.กล่าวว่า ส่วนตัวชอบระบบเลือกตั้งแบบ MMP หรือระบบเยอรมัน เห็นว่ามีข้อดีที่จะทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ได้มาดัดแปลงให้เหลือเพียงบัตรใบเดียว จนนำมาสู่ข้อวิจารณ์ว่านำไปสู่ระบบเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม มีความซ้ำซ้อน ยากต่อการคำนวณ นี่เป็นตัวอย่างว่า อะไรที่เราไม่ถนัดแล้วมาทดลองใช้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นของดีเสมอไป ต่างจากระบบ MMP เดิม ที่เขาใช้กันมากว่า 60 ปี
อย่างไรก็ดี ผลการลงมติมาตรา 91 พบว่า ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาเสียงข้างมาก มีมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยเสียง 435 เสียง ต่อ 76 เสียง และมีผู้ที่งดออกเสียง 85 เสียง ดังนั้น ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องระบบเลือกตั้งจึงได้ข้อสรุปว่า จะใช้ระบบเลือกตั้งแบบ "คู่ขนาน" หรือ MMM
ไม่มีการระบุ "เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ" ในการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ
อีกหนึ่งประเด็นที่มีการถกเถียงกันมากในมาตรา 91 คือ เรื่อง "เกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ" ในการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ เนื่องจาก มติของ กมธ. เสียงข้างมากไม่ได้มีการระบุเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำของพรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรรที่นั่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อไว้ ซึ่งส่อจะทำให้เกิดพรรคการเมืองจำนวนมากจนเป็น "เบี้ยหัวแตก" ดั่งที่เกิดในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562
ทั้งนี้ มี กมธ. เสียงข้างน้อยที่ขอสงวนคำแปรญัตติไว้ เช่น ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส. พรรคเพื่อไทย สงวนความเห็นว่าให้กำหนดอัตราขั้นต่ำที่พรรคจะได้ ส.ส. บัญชีรายชื่อไว้ที่ร้อยละ 1 ตนคาดว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าที่มีผู้มีลงคะแนนมากถึง 40 ล้านคน การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ประมาณ 4 แสนคนเพื่อให้มีแรงจูงใจในการพัฒนาพรรคการเมืองให้มีความฐานเสียงมากพอ รัฐบาลจะได้ไม่มีพรรคการเมืองพรรคเล็กพรรคคนน้อยเกินความจำเป็น การนำคะแนนบัญชีรายชื่อ 100 คนไปคลุมรวมหา ส.ส. ที่พึงมีทั้ง 500 คนนั้นจะเป็นปัญหาในการวัดความนิยมของพรรคและบุคคล ส่วนวิธีการคำนวณคะแนนให้เพิ่มรายละเอียดเข้าไปให้ชัดเจนแทนที่จะไปเขียนในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่อาจจะมีความคลาดเคลื่อนได้
เช่นเดียวกับ รังสิมันต์ โรม ส.ส. พรรคก้าวไกล ที่เสนอให้มีเกณฑ์ขั้นต่ำว่า พรรคที่จะได้รับการจัดสรรที่นั่ง ส.ส. ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.2 ของคะแนนเสียงเลือกตั้งทั้งหมด และการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ร้อยละ 0.2 เพราะเป็นตัวเลขขั้นต่ำที่อิงจากการเลือกตั้งครั้งที่แล้วประมาณ 7 หมื่นเสียงและแก้ปัญหาพรรคปัดเศษ
ด้าน พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. แต่งตั้ง กล่าวว่า ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราไม่มีเกณฑ์ขั้นต่ำ เราจึงมีพรรคเล็ก 1-2 คน กว่า 10 พรรค และการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ได้ส่งให้เรามีการเมืองถึง 81 พรรคลงเลือกตั้ง และตามมาด้วยความอ่อนแอของรัฐบาล มีการต่อรองกันอย่างต่อเนื่อง เกิดปรากฎการณ์กล้วยเลี้ยงลิง เกิดปรากฎการณ์ค้านอิสระ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในสภาและในรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็แล้วแต่ เพราะพรรคที่มีสมาชิก 1 คน ก็สามารถต่อรองได้ ดังนั้น จากเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง มันเกิดไม่ได้ ถ้าไม่กำหนดวิธีการเลือกตั้งให้สมเหตุสมผลและเป็นสากล หรือ การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำเอาไว้
อ่านบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับ กมธ. ได้ที่

https://ilaw.or.th/node/5961
https://ilaw.or.th/node/5959

24/08/2021

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5332/2560

จำเลยใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่มีช่องอากาศครอบศีรษะผู้ตาย แล้วใช้เทปกาวพันรอบถุงบริเวณรอบลำคอผู้ตาย แม้จำเลยมิได้ประสงค์จะให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย แต่จำเลยก็ย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ผู้ตายขาดอากาศหายใจและถึงแก่ความตายได้ จึงถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายแล้ว

เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น

14/08/2021

ขอเชิญรับชม เสวนาออนไลน์
“การประกันตัวผู้ต้องหาคดีอาญา : มุมมองและข้อสังเกต”
วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม 2564 เวลา 14.00-16.00 น.
ทาง Facebook Live ของ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ร่วมเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้
✏️ สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล
ผอ.ศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญวิทยา และศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ., ประธานกรรมการบริหารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย, กรรมการกฤษฎีกา
✏️ ธวัช ดำสอาด
ทนายความ Partner Tilleke & Gibbins
✏️อานนท์ มาเม้า
รองศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มธ.

Sandbox = ประสาททราย? 🧐
25/07/2021

Sandbox = ประสาททราย? 🧐

แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) คืออะไร
คำนี้กลายมาเป็นศัพท์ฮิตที่คนไทยเริ่มให้ความสนใจ เมื่อรัฐบาลประกาศเปิดโครงการ Phuket Sandbox เมื่อวันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา
Sandbox ความหมายตรงตัวหมายถึง กระบะทราย ที่เด็ก ๆ เข้าไปเล่นกันข้างใน ส่วน Sandbox ในความหมายเฉพาะทางนั้น หมายถึง พื้นที่ที่มีไว้ทดสอบระบบหรือโครงการต่าง ๆ โดยมีสภาพแวดล้อมหรือระบบนิเวศพิเศษ ที่แยกออกจากส่วนปกติต่างหาก เปรียบเหมือนกระบะทรายที่เด็ก ๆ สามารถเข้าไปเล่นได้อย่างสบายใจ
ในวงการไอที ใช้คำนี้มานานแล้ว หมายถึง สภาพแวดล้อมที่มีไว้ทดสอบโค้ด โปรแกรม หรือแอปพลิเคชั่นที่กำลังพัฒนาอยู่ ไม่ให้ข้อมูลปะปนกัน หรือส่งผลกระทบที่สร้างความเสียหายกับส่วนอื่น ๆ
ส่วนแวดวงการเงิน ใช้คำว่า Regulatory Sandbox เป็นสนามทดสอบโมเดลธุรกิจ ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ภายใต้การผ่อนปรนทางกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ วิธีนี้ช่วยผู้ประกอบการลดเวลาการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ และทำให้หน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลได้เรียนรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายใต้ตลาดจริง
สำหรับภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ก็คือการใช้พื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต เป็นพื้นที่ทดสอบการท่องเที่ยวในยุคโควิด-19 ของประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขพิเศษต่าง ๆ เช่น การใช้ชีวิตอยู่ขอบเขตจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น เหมือนอยู่ในกระบะทรายนั่นเอง
ประโยชน์โดยรวมของ Sandbox ก็จะเป็นการเอื้อประโยชน์ในด้านจินตนาการหรือความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถทดลองทำได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีข้อจำกัดหรือมีน้อยที่สุด ซึ่งจะทำให้เห็นว่า หากสภาวะทดสอบแบบนี้ ถูกนำไปใช้โดยทั่วไปอาจจะเกิดผลเช่นไร
จากทั้งหมดที่กล่าวมาจึงสามารถสรุปลักษณะสำคัญของ Sandbox ได้ว่า เป็นโครงการที่ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้การดำเนินการใด ๆ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจริงหรือส่วนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากขอบเขตที่กำหนดไว้ ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะประสบความเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม
ขอบคุณข้อมูลจากฐานเศรษฐกิจ

04/07/2021

ตอนนี้ประเทศนอร์เวย์ออกกฎหมายใหม่
ที่เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ต้องระบุว่ารูปนี้ผ่านการ “แต่งรูป” แล้ว
โดยทางกระทรวงกิจการเด็ก และครอบครัวของประเทศนอร์เวย์ได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายสำหรับการโฆษณาสินค้า ว่าทางผู้โฆษณาจะต้องแจ้งว่ามีการแก้ไข ตัดต่อ แต่งรูปร่างกาย เพื่อให้เกิดความสมจริง และลบล้างแรงกดดันทางร่างกาย (Body pressure) แบบเก่า ที่อาจนำไปสู่โรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphia) ออกไป
ซึ่งกฎหมายนี้ได้ครอบคลุมไปถึงเหล่าดารา และอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ที่ได้รับเงิน หรือผลประโยชน์สำหรับการโฆษณาสินค้าในอินเทอร์เน็ต ที่ต้องแจ้งผู้ติดตามของพวกเขาด้วยว่ารูปที่ลงเพื่อการโฆษณาเหล่านี้ผ่านการแต่งรูปหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสีปาก ตัดต่อให้เอวเล็กลง สร้างซิกแพคปลอม หรือแม้กระทั่งการใส่ฟิลเตอร์ลงไปในรูปด้วย
- หรือโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง จัดอยู่ในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) คือเหมือนมีความรู้สึกที่ไม่พึงพอใจในรูปร่าง และหน้าตาตนเองเกินปกติ ซึ่งในหลายเคสมีผลมาจากค่านิยม และแรงกดดันทางร่างกายที่เห็นในสื่อต่าง ๆ และจากคนรอบตัว จนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ไม่มีสมาธิทำให้ถามคนอื่นซ้ำ ๆ หรือส่องกระจกซ้ำ ๆ เพื่อให้ตัวเองแน่ใจว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเองนั้นอยู่ในจุดที่น่าพึงพอใจ หรือนำไปสู่โรคซึมเศร้า
“แรงกดดันทางร่างกาย ถูกทำให้เห็นในทั้งที่ทำงาน ที่สาธารณะ ที่บ้าน และในสื่อต่าง ๆ มากมาย แรงกดดันเหล่านั้นมันมีมาตลอดโดยที่เราไม่รู้ตัว และมันยากที่จะต่อสู้กับมัน ข้อกำหนดสำหรับการโฆษณาที่รีทัชหรือดัดแปลงเพื่อการโฆษณาเป็นมาตรการหนึ่งในการต่อต้านกับแรงกดดันทางร่างกายนี้” - นี่คือสิ่งที่ทางกระทรวงเด็กและครอบครัวนอร์เวย์กล่าว
โดยทางกระทรวงยังบอกอีกว่าแรงกดดันทางร่างกายนี้ ไม่ต่างอะไรจากมาตรฐานความงาม (Beauty Standard) ที่แพร่หลายกดทับผู้คนในสังคม ทำให้เยาวชนหลายคนในประเทศนอร์เวย์มีความมั่นใจที่ลดลง เพราะคิดว่ารูปร่างหน้าตาของตัวเองนั้นไม่ดีพอที่จะได้รับการยอมรับเหมือนกับภาพของผู้คนที่ถูกนำเสนอในสื่อต่าง ๆ ซึ่งผ่านการตัดต่อรีทัชรูปกันมาแล้วทั้งนั้น
ถึงแม้ว่าการตัดต่อรีทัชรูปของผู้คนผ่านการโฆษณาจะมีมาช้านาน และเป็นที่รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่ารูปพวกนั้นผ่านการตัดต่อมาแล้วทั้งสิ้น แต่สุดท้ายแล้วผลลัพท์ของรูปเหล่านั้นทำให้เกิดการเปรียบเทียบ และส่งผลให้การมองรูปร่างหน้าตาของตัวเองเปลี่ยนไป จากผลสำรวจของเว็บไซด์ ‘ABC’ พบว่าเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่หลังเห็นร่างกายของผู้หญิงส่วนใหญ่ในสื่อแล้วรู้สึกแย่กับร่างกายตนเอง และมีความรู้สึกว่าจะต้องมีรูปร่างที่ดีขึ้นกว่านี้
นอกจากนั้น แรงกดดันทางร่างกายนี้ก็กดทับผู้ชายด้วยเช่นกัน ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้ ทำให้เราสามารถแต่งรูปให้มีกล้ามเนื้อ หรือซิกแพคที่ชัดเจนแสดงถึงความสวยงามสมบูรณ์แบบได้ มาจากความคิดที่ว่าการมีรูปร่างบึกบึนกำยำเท่ากับดีเลิศ เป็นที่ยอมรับ ซึ่งภาพเหล่านี้ในสื่อทำให้เกิด “ความไม่พอใจในร่างกาย” (Body Dissatisfaction) ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งผลการวิจัยที่ปรากฎในหนังสือ ‘THE MALE BODY’ ของ ‘Susan Bordo’ ก็ได้กล่าวไว้ว่าความไม่พอใจนี้ ทำให้เกิดไปเป็นโรคซึมเศร้า เสพติดสารสเตียรอยด์ หรือทำให้เกิดความคิดฆ่าตัวตายได้
แต่ทางตัวกฎหมายนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ หลังจากกฎหมายนี้ออกมาก็มีเสียงวิพากย์วิจารณ์ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย:
#ฝั่งที่ไม่เห็นด้วย - ตั้งข้อสงสัยถึงช่องโหว่ของกฎหมาย ว่าจะสามารถแยกแยะอย่างไรว่ารูปนี้คือรูปที่ผ่านการแต่งรูป หรือเป็นรูปสด ๆ จากกล้องมือถือ เพราะกฎหมายได้ระบุไว้ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการแต่งแสง (Lighting) หรือการเพิ่มความอิ่มตัวของสี (Saturation) ในรูป ที่เป็นเทคนิคพื้นฐานของช่างภาพหลายคนใช้ในการแต่งรูปโมเดลเพื่อทำให้สีผิวของพวกเขา “ขาว” ขึ้น ตลอดจนตั้งคำถามว่าการตัดต่อรูปนั้นคือสิทธิส่วนบุคคลที่ควรทำได้หรือไม่ ทำไมต้องถึงขั้นมีกฏหมายและบทลงโทษด้วย?
#ฝั่งเห็นด้วย - “ฟิลเตอร์คือสิ่งที่สนุก คือสิ่งที่คุณสามารถหัวเราะไปกับมันได้ หรือสามารถมีผีเสื้อปลอมแปะอยู่บนใบหน้าของคุณได้ ไม่ใช่สำหรับการสร้างความคิดความงามที่ผิด ๆ ออกมา” - เสียงของ ‘Annijor Jørgensen’ หนึ่งในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ของนอร์เวย์จำนวนมากที่สนับสนุนกฎหมายนี้ อินฟลูเอนเซอร์หลาย ๆ คนบอกว่ากฎหมายนี้จะทำให้โลกของอินเทอร์เน็ตมีความหลากหลาย และสมจริงมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ทุกคนรับรู้ว่า ร่างกายของเรานั้นไม่ได้มีอะไรผิดแปลก และสมควรจะได้รับการยอมรับไม่ว่าจะมีร่างกายแบบไหน
ทั้งนี้ทั้งนั้น กฎหมายนี้ก็ถูกบังคับใช้เรียบร้อยแล้วในประเทศนอร์เวย์ คงต้องติดตามกันต่อไปว่ากฎหมายนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรในระยะยาว และจะสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมนอร์เวย์ได้มากแค่ไหน





Content by Alexis to your Mimi
Graphic by Napaschon Boontham
อ่านข่าวเรื่องเพศอื่นๆ : https://bit.ly/38MAJn4
อ้างอิง
Vice: https://bit.ly/2SHwTXD
i-D: https://bit.ly/365PIHd
ABC: https://ab.co/3dACpTe
Theconversation: https://bit.ly/3w7g31X
Macmillan: https://bit.ly/36aLRIK
Rama: https://bit.ly/3hpoXTj
ภาพ: celebface
#พื้นที่ความคิดของทุกสีสัน

คำตอบ: ใบมอบอำนาจ คือ การมอบหมายให้มีอำนาจจัดการเเทน ใบมอบฉันทะ คือ การมอบธุระให้บุคคลที่ไว้วางใจทำธุระเเทนตน โดยเป็นธุร...
15/06/2021

คำตอบ: ใบมอบอำนาจ คือ การมอบหมายให้มีอำนาจจัดการเเทน ใบมอบฉันทะ คือ การมอบธุระให้บุคคลที่ไว้วางใจทำธุระเเทนตน โดยเป็นธุระทั่วไปเท่านั้น
————————————————————————
ใบมอบอำนาจ คือ หนังสือมอบอำนาจ ที่มอบหมายให้มี "อำนาจ" ในการจัดการ หรือทำแทนบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยชอบตามกฎหมาย การมอบอำนาจนั้นบังคับทำเป็นหนังสือที่มีลายลักษณ์อักษร เพื่อยืนยันว่าบุคคลหนึ่งเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ใช้อำนาจแทนตัวเองเป็นการเฉพาะเรื่องภายในขอบเขตที่กำหนด

ใบมอบฉันทะ คือ หนังสือมอบฉันทะ ที่มอบธุระให้ผู้อื่นไว้ด้วยความ "ไว้วางใจ" และยินยอมให้ทำธุระต่างๆ แทนตนเอง โดยจะต้องมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช้การมอบให้ใช้อำนาจ แต่เป็นการขอให้ดำเนินการเรื่องธุระทั่วไปให้เท่านั้น

ที่มา : สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2097010

ฉีดวัคซีน เเล้วได้รับความเสียหายต้องทำยังไง?
15/06/2021

ฉีดวัคซีน เเล้วได้รับความเสียหายต้องทำยังไง?

ฉีดวัคซีนโควิด-19 แล้วได้รับความเสียหายต้องทำอย่างไร
#วัคซีนโควิด-19
#ขั้นตอนการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น
#สำนักกฎหมาย

คำตอบ: ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันป.วิ.แพ่ง ม.88  เมื่อคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใดหรือคำเบิกความ...
02/06/2021

คำตอบ: ก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน

ป.วิ.แพ่ง ม.88 เมื่อคู่ความฝ่ายใดมีความจำนงที่จะอ้างอิงเอกสารฉบับใดหรือคำเบิกความของพยานคนใด หรือมีความจำนงที่จะให้ศาลตรวจบุคคล วัตถุ สถานที่ หรืออ้างอิงความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ศาลตั้งหรือความเห็นของผู้มีความรู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างหรือข้อเถียงของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน

07/05/2021

#หน้าที่ของกรรมการของบริษัท คือ จัดการงานภายใต้วัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมผู้ถือหุ้น

 #จำนำหุ้นตามกฎหมายนั้น ได้ห้ามไม่ให้บริษัทจำกัด หรือบริมหาชน จำกัด เป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเอง หรือรับจำนำหุ้นของตนเอง
05/05/2021

#จำนำหุ้น
ตามกฎหมายนั้น ได้ห้ามไม่ให้บริษัทจำกัด หรือบริมหาชน จำกัด เป็นเจ้าของถือหุ้นของตนเอง หรือรับจำนำหุ้นของตนเอง

ที่อยู่

Bangkok
10120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ASAP Business Law - บริการกฎหมายธุรกิจผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ASAP Business Law - บริการกฎหมายธุรกิจ:

แชร์