TNP LAW

TNP LAW รับว่าความทั่วราชอาณาจักร

10/05/2022

การฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่นำเข้าไปไว้หรือทำการเพาะปลูก ในอสังหาริมทรัพย์ มิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น ⚖️

🔹การร้องขัดทรัพย์ ต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์และมีการยึดทรัพย์สินของจำเลย มีบุคคลอื่นกล่าวอ้างว่าทรัพย์สินที่ยึดไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของตน ⚖️

📣 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ :
1767/2548การฟ้องขับไล่บุลลคใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลไม่ว่าจะเป็นผู้บุกรุก ผู้เช่า หรือผู้อาศัยที่ไม่มีสิทธิจะอยู่ในอสังหาริมทรัพย์แล้ว ให้ออกไปจากอสังหาริมทรัพย์นั้น คำว่าบุคคลใดดังกล่าวจึงหมายถึงบุคคลที่อยู่ในอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งสิ่งก่อสร้างหรือทรัพย์สินที่บุคคลนั้นเข้าไปก่อสร้างหรือนำเข้าไปไว้ในอสังหาริมทรัพย์หรือการเพาะปลูกใดๆ ด้วยมิได้หมายถึงเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยบุกรุกเข้าไปก่อสร้างกระถางต้นไม้ในที่ดินพิพาทของโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งก่อสร้างออกไปกับยังขอให้ห้ามมิให้จำเลย และบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไปด้วย จึงเป็นฟ้องที่อยู่ในความหมายของคำว่า "ฟ้องขับไล่บุคคลใดๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์" ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสองแล้ว

(หนังสือ) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.วิ.พ.มาตรา 189(2),224

📣 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ :
8897/2550 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะใช้สิทธิตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 228 ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้เพื่อขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น แต่สำหรับคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลย ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม มิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ และต้องนำทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด จึงหาอาจนำบทบัญญัติ มาตรา 288 มาใช้บังคับไม่ได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิอย่างไรก็ชอบที่จะยื่นฟ้องโจทก์เป็นคดีต่างหาก และตามคำร้องของผู้ร้องมีประเด็นพิจารณาเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ถอนการยึดหรือปล่อยที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจพิเศษที่จะอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องหรือไม่

(หนังสือ) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง :
ป.วิ.พ.มาตรา 323,354

ตามฎีกา 8897/2550 และฎีกา 11590/2555 เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่โจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาด จำเลยทำสัญาญาประนีประนอมนอมความ ยอมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินศาลพิพากษาตามยอม มิใช่ศาลพิพากษาให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์และนำทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด จึงหาอาจนำบทบัญญัติเรื่องร้องขัดทรัพย์มาใช้บังคับได้ไม่

กรณีจะใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 323 ต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดียึดทรัพย์สินทึ่อ้างว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อขายทอดตลาด และมีบุคคลอื่นกล่าวอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่เจ้าพนักงานบังคัยคดีได้ยึดไว้

🖌🖍การร้องขัดทรัพย์เป็นหนึ่งในวิธีการที่สามารถช่วยให้เกิดผลขึ้นได้อย่างรวดเร็วทันที

🔹แทนที่ทรัพย์ที่ถูกยึดจะถูกขายทอดตลาด ➡️ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้รับสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะงดการขายทอดตลาดทันทีและรอไว้จนกว่าคดีจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลถึงที่สุด

🔹ทนายมืออาชีพ จะใช้การร้องขัดทรัพย์ บรรเทาความเสียหายของเจ้าของทรัพย์ และจะดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว โดยจะยื่นคำร้องขอนำสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ไปส่งให้กับเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยตนเอง+พร้อมกับการยื่นคำร้องขัดทรัพย์

🔹ผู้ร้องขัดทรัพย์ที่มีบ่อยคือผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่ให้บุคคลอื่นมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน,ผู้เช่าซื้อที่ครอบครองทรัพย์สินที่เช่าซื้อ,ผู้ที่ได้กรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์โดยการครอบครองปรปักษ์ฯลฯ

🔹ยื่นร้องขัดทรัพย์ ให้ยื่นต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี

(เขียน) หมายเหตุ : การร้องขัดทรัพย์เป็นคำฟ้องที่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามราคาทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีตีราคาไว้ หากไม่มีเงินสามารถยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้

29/04/2022

การที่จำเลยขับรถยนต์ของกลางขณะเมาสุราและย้อนศรสวนทิศทางการเดินรถ รถยนต์ดังกล่าวจึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดอันพึงริบ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4730 / 2564
คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์ของกลางไปตามถนนพุทธรักษาอันเป็นทางสาธารณะในขณะเมาสุราและขับรถย้อนศรสวนทิศทางการเดินรถไม่เป็นไปตามทิศทางที่กำหนดไว้อันเป็นการขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นที่สัญจรไปมาบนถนน รถยนต์ของกลางจึงถือเป็นทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดตามฟ้องโดยตรงอันพึงริบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1)

27/04/2022

การที่ผู้เช่าซื้อส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเจ้าของโดยยังมิได้ตกเป็นฝ่ายผิดนัดชำระหนี้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แม้สัญญานั้นจะกำหนดว่า กรณีที่เจ้าของได้รถยนต์กลับคืนนำออกขายได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดส่วนที่ขาดนั้น แต่โดยที่ผู้เช่าซื้อมิได้ผิดสัญญาและไม่ปรากฏว่าขณะสัญญาเลิกกันผู้เช่าซื้อมีหนี้ต้องรับผิดต่อเจ้าของหรือไม่ เพียงใด เจ้าของย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาดังกล่าว และผู้ค้ำประกันก็ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของไปด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 447 / 2564
สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อทุกวันที่ 15 ของเดือน และภายหลังจากทำสัญญา จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เรื่อยมา 22 งวด ก่อนถึงกำหนดชำระค่าเช่าซื้อในงวดถัดไป จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์โดยในขณะส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อจำเลยที่ 1 ยังหาได้ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ไม่ กรณีจึงต้องด้วย ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง” อันเป็นบทบัญญัติให้สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาเช่าซื้อในขณะที่ตนเองยังมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัด และส่งผลให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยจำเลยที่ 1 มิได้ประพฤติผิดสัญญา แม้ในสัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะมีข้อตกลงว่า กรณีที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์ได้รถยนต์กลับคืนมา แล้วนำรถยนต์ออกขายได้ราคาน้อยกว่ามูลหนี้ส่วนที่ขาดอยู่ตามสัญญา จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อตกลงรับผิดส่วนที่ขาดก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่ปรากฏว่าขณะที่สัญญาเลิกกันจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาจากจำเลยที่ 1 ได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ด้วย

26/04/2022

กลุ่มคำพิพากษาศาลฎีกา ที่วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายกลับหลักแนวเดิม

เรื่องที่ 1. กรณีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทให้จำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทซึ่งต้องฟ้องต่อศาลแขวง ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ยื่นคำขอให้จำเลยชดใช้ ในส่วนแพ่งอันมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาทต่อศาลแขวงได้หรือไม่
เดิมมีแนวตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4419 / 2528 วินิจฉัยไว้ว่า หากผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาเองแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิ ยื่นคำขอในส่วนแพ่งอันมีทุนทรัพย์เกินกว่า 300,000 บาทต่อศาลแขวงได้ เนื่องจากเกินอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ผลการวินิจฉัยเช่นนี้ ย่อม เป็นเหตุให้โจทก์ต้องนำคดีส่วนแพ่งไปฟ้องต่อศาลจังหวัดหรือศาลแพ่งแล้วแต่กรณีต่อไป
แต่ปัจจุบันคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8192 / 2560 วินิจฉัยกลับหลักแนวเดิมเป็นว่า การฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญานั้นไม่ต้องคำนึงว่า ศาลที่พิจารณาคดีอาญาจะเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีแพ่งตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมมาตรา 17 และมาตรา 25 (5)วรรคหนึ่ง ดังนั้น ผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและมีคำขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของ ศาลแขวง ศาลแขวงก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้
********
เรื่องที่ 2. กรณีบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่ง ซึ่งยังมิได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาจากคู่ความซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ชอบที่จะร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 274(หรือมาตรา 271 เดิม)
เดิมเคยมีคำพิพากษาเช่นฎีกาที่ 4741 / 2539 วินิจฉัยว่า กำหนดเวลาในการบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลในที่นี้ต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดด้วย
ปัจจุบันคำพิพากษาฎีกาที่ 10731 / 2558(ประชุมใหญ่) วางหลักไว้ว่า ระยะเวลา 10 ปีในการร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษานั้นจะต้องเริ่มนับแต่วันมี คำพิพากษาของศาลชั้นที่สุด(หรือศาลชั้นสุดท้าย) มิใช่จะต้องเริ่มนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด
*******
เรื่องที่ 3. ผู้เสียหายที่ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 44 / 1 เพื่อขอค่าเสียหายในทางแพ่ง ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย หรือไม่
คำพิพากษาฎีกาแนวเดิม เช่นฎีกาที่ 17584 / 2555 ,
ฎีกาที่ 5419 / 2554 วินิจฉัยว่า ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 44 / 1
ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยเท่านั้น
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่ 5400 / 2560(ประชุมใหญ่) วางหลักใหม่ว่า ผู้เสียหายที่มีอำนาจ ยื่นคำร้องตามมาตรา 44 / 1 ไม่จำต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย การที่จะพิจารณาว่าผู้ใดจะมีสิทธิยื่นคำร้อง ต้องพิจารณาจากสิทธิทางแพ่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 55
******
เรื่องที่ 4. ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีอาญาไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้หรือไม่
แนวฎีกาเดิม เช่นฎีกาที่ 1336 / 2555 วินิจฉัยว่า สิทธิในการอุทธรณ์คดีส่วนแพ่งนั้นต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์เป็นหลัก หากทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท ก็ย่อมอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้
ปัจจุบัน ฎีกาที่ 1285 / 2561 วางหลักว่า ในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา หากคดีส่วนอาญาไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ คดีในส่วนแพ่งย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์เช่นกัน หากคดีส่วนอาญาไม่ต้องห้ามฎีกา คดีส่วนแพ่งไม่จำต้องขออนุญาตฎีกา
******
เรื่องที่ 5. หากฟ้องของพนักงานอัยการตกไป เพราะในระหว่างพิจารณาจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธิในการดำเนินคดีอาญาระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (1) ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีอาญาออกจากสารบบความ คำร้องของผู้เสียหายที่ขอค่าเสียหายทางแพ่งตามมาตรา 44 / 1 จะต้องตกไปตามคดีอาญาด้วยหรือไม่
เดิม ฎีกาที่ 1384 / 2555วินิจฉัยว่า คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ โดยมีผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 44 / 1 ซึ่งต้องอาศัยคดีอาญาเป็นหลัก เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป คำขอให้ใช้ค่าสินไหมทดแทนย่อมตกไปด้วย
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่ 13361 / 2558 วางหลักว่า หากฟ้องของพนักงานอัยการตกไป เพราะผู้กระทำความผิดถึงแก่ความตาย ให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีส่วนอาญาออกจากสารบบความ แต่คำร้องทางแพ่งตามมาตรา 44 / 1ไม่ตกไปด้วย โดยให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดก เข้ามาดำเนินคดีแทนผู้ตายต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 40
******
เรื่องที่ 6. การให้กู้ยืมเงินที่คิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง ผู้กู้ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้แต่โดยผลของกฎหมายข้อตกลงในส่วนดอกเบี้ยย่อมเป็นโมฆะ การที่ผู้กู้ยอมชำระไปย่อมเรียกคืนไม่ได้ก็ตาม แต่ผู้กู้จะนำดอกเบี้ยที่ชำระไปแล้วนั้นไปหักกับหนี้เงินต้นได้หรือไม่
เดิมศาลวางแนวไว้ว่า เป็นการชำระหนี้ โดยอำเภอใจ นอกจากจะเรียกคืนไม่ได้แล้ว ยังจะไปหักกับเงินต้นก็ไม่ได้ด้วย เช่นฎีกาที่ 201 / 2540
ปัจจุบันฎีกาที่ 5376 / 2560(ประชุมใหญ่) วางหลักไว้ว่า กรณีดังกล่าว แม้ลูกหนี้จะเรียกคืนไม่ได้ แต่นำไปหักกับต้นเงินได้
******
เรื่องที่ 7. คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44 / 1 ไว้ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยฟังว่าจำเลยมิได้กระทำความผิด และได้ยกคำขอทางแพ่งของผู้เสียหายด้วย อัยการโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ หากภายหลัง ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดจริง จึงพิพากษากลับให้ลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมในส่วนแพ่งให้ผู้เสียหายได้หรือไม่ เนื่องจากในส่วนแพ่งยุติแล้วโดยผู้เสียหายไม่อุทธรณ์
เดิม มีฎีกาที่ 4720 / 2559 วินิจฉัยไว้ว่า เมื่อผู้เสียหายไม่อุทธรณ์ คดีส่วนแพ่งย่อมยุติ ไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ปัจจุบัน ฎีกาที่ 5418 / 2559 วางหลักไว้ว่า แม้ผู้เสียหายซึ่งถือเป็นโจทก์ในคดีส่วนแพ่งจะไม่ได้อุทธรณ์ในคดีส่วนแพ่งก็ตาม หากภายหลัง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริงตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยในคดีส่วนแพ่ง ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย เพื่อให้ผลแห่งคดีเป็นไปตามคดีส่วนอาญาได้ เพราะถือว่าเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยข้อกฎหมายกลับหลักแนวเดิม(เพิ่มเติม)
เรื่องที่ 8. กรณีโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โดยไม่ระบุชัดเจนว่าจำเลยให้การรับสารภาพข้อหาลักทรัพย์หรือรับของโจรกันแน่ และโจทก์มิได้นำพยานเข้าสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำผิดข้อหาใดข้อหาหนึ่ง เช่นนี้ ศาลควรพิพากษาหรือดำเนินการต่อไปอย่างไร
เดิม ฎีกาที่819/2513 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นคำรับสารภาพที่ไม่ชัดเจน เป็นหน้าที่โจทก์ต้องนำสืบว่าจำเลยกระทำผิดฐานใด เมื่อโจทก์ไม่สืบพิสูจน์ความผิดของจำเลย ก็ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่77352557 วางหลักใหม่ว่า เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้ว จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง แม้โจทก์ไม่แถลงขอสืบพยานเพื่อพิสูจน์ว่า จำเลยกระทำผิดข้อหาใดแน่ ศาลจะพิพากษายกฟ้องไม่ได้ ศาลชั้นต้นต้องสอบถามจำเลยให้ชัดเจนว่า จะให้การรับสารภาพในข้อหาใดแน่ แล้วจึงพิพากษาลงโทษตามข้อหาที่จำเลยรับสารภาพ
*******
เรื่องที่ 9. กรณีฟ้องโจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียง ย่อม เป็นฟ้องที่ไม่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา158(7) แต่เมื่อความไม่ถูกต้องดังกล่าวเพิ่งปรากฎขึ้นในซั้นศาลสูง คือ ชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา ผลจะเป็นอย่างไร
เดิม ฎีกาที่2419/2522 วางหลักว่า เมื่อความไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฎขึ้นในชั้นศาลสูง ศาลสูงจะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา161ไม่ได้ เนื่องจากการแก้ฟ้องต้องกระทำก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษา
ดังนั้น การที่ฟ้องไม่ถูกต้องดังกล่าวปรากฎขึ้นล่วงเลยเวลาที่จะแก้ฟ้องได้ จึงต้องพิพากษายกฟ้อง
ปัจจุบัน คำพิพากษาฎีกาที่6386/2562(ประชุมใหญ่) วางหลักใหม่ว่า กรณีดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์แก้ไขข้อผิดพลาดในกรณีที่โจทก์ไม่ได้ลงชื่อผู้เรียงโดยให้ลงชื่อให้ถูกต้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แล้วส่งสำนวนกลับคืนให้ศาลสูงพิจารณาพิพากษาตามรูปคดีต่อไป

📚 กรณีผู้ฟ้องคดียื่นเรื่องขอให้หน่วยงานของรัฐคืนสินทรัพย์ที่ได้ยึดไว้ในคดีอาญาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ท่านคิดว่าอยู่ในอ...
19/04/2022

📚 กรณีผู้ฟ้องคดียื่นเรื่องขอให้หน่วยงานของรัฐคืนสินทรัพย์ที่ได้ยึดไว้ในคดีอาญาซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วนั้น ท่านคิดว่าอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่? และหากผู้ฟ้องคดีฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้คืน มีกำหนดระยะเวลาการฟ้องหรือไม่?

👉🏻 ตอบ การยื่นเรื่องต่อหน่วยงานเพื่อขอรับทรัพย์สินคืนที่ได้ยึดไว้ในคดีอาญาเป็นการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่เสร็จสิ้นลงแล้ว มิใช่ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ถือเป็นขั้นตอนในการกระทำทางปกครอง อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
และผู้ฟ้องคดีในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้คืนตามมาตรา 1366 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งไม่ได้กำหนดระยะเวลาการฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินที่ถูกยึดคืนไว้
ดังนั้น ศาลปกครองจึงมีอำนาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีแต่อย่างใด

คำว่า ธารกำนัล [ทาระกำนัน] ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ที่ชุมนุมชน, คนจำนวนมาก”และคำว่า ‘ธารกำ...
19/04/2022

คำว่า ธารกำนัล [ทาระกำนัน] ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ที่ชุมนุมชน, คนจำนวนมาก”

และคำว่า ‘ธารกำนัล’ นี้ในทางกฎหมาย ก็หมายถึง ที่ชุมนุมชน, คนจำนวนมาก เช่นกัน

“ต่อหน้าธารกำนัล” จึงหมายถึง การกระทำในที่ชุมชน หรือที่ที่มีผู้คนอยู่จำนวนมาก
แต่หากตั้งคำถามว่า …แล้วถ้าเป็นการกระทำในที่สาธารณะ แต่ไม่มีผู้คนอยู่หรือพบเห็นล่ะ จะถือว่าเป็นต่อหน้าธารกำนัลหรือไม่?

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๘๓๖/๒๕๔๗ ได้พิจารณาว่า

“- คำว่า อนาจาร มีความหมายว่าเป็นการกระทำต่อเนื้อตัวบุคคลที่ไม่สมควรทางเพศซึ่งมิได้หมายความเฉพาะการประเวณีหรือความใคร่เท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำให้อับอายขายหน้าในทางเพศด้วย

– การที่จำเลยกอดเอวโจทก์ร่วม จับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมเช่นนั้นจึงเป็นการกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๘ แม้บางตอนจำเลยจะได้กระทำขณะอยู่ในรถยนต์กระบะแต่การที่จำเลยจับมือและดึงแขนโจทก์ร่วมให้เข้าไปในห้องพักของโรงแรมขณะอยู่ต่อหน้าพนักงานโรงแรมเช่นนั้นเป็นการกระทำโดยเปิดเผยในที่ซึ่งอาจมีคนเห็นได้

– แม้ไม่มีผู้ใดเห็นในขณะกระทำนั้นก็เป็นธารกำนัลแล้ว เพราะ …’การกระทำต่อหน้าธารกำนัลมิได้หมายความเฉพาะแต่กระทำโดยประการที่ให้บุคคลอื่นได้เห็นโดยแท้จริงเท่านั้น เพียงแต่กระทำในลักษณะที่เปิดเผยให้บุคคลอื่นสามารถเห็นได้ก็เป็นต่อหน้าธารกำนัลแล้ว’…

– ดังนั้น เมื่อจำเลยกระทำอนาจารแก่โจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้”

การส่งข้อความแชททางไลน์ เฟสบุ๊ก อีเมลล์ เป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส...
09/04/2022

การส่งข้อความแชททางไลน์ เฟสบุ๊ก อีเมลล์ เป็นการสนทนาผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ซึ่งตามมาตรา 7 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และมาตรา 8 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว ดังนั้น หากมีข้อความที่กู้ยืมเงิน ผู้กู้ กับ ผู้ให้กู้ ส่งถึงกันทางไลน์ เฟสบุ๊ก อีเมลล์ ฯลฯ ซึ่งมีข้อความว่า มีการกู้ยืมเงินกัน จะถือว่าเป็นลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 ถือว่าข้อความดังกล่าวได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 653 ซึ่ง บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อ ผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
ดังนั้น เจ้าหนี้ จึงสามารถฟ้องร้องลูกหนี้เรียกเงินกู้คืนได้ โดยใช้ข้อความทางไลน์ เฟสบุ๊กดังกล่าว แทนการลายมือชื่อผู้ยืมในหนังสือ แต่ควรมี แชทข้อความสนทนาว่ากู้ยืมเงินจำนวนเท่าใด กำหนดคืนเมื่อใด ชื่อผู้กู้ยืมหรือ บัญชีผู้ใช้ account ของผู้กู้ หลักฐานการโอนเงินแก่กัน

👨🏻‍⚖️ค่าเสียหายดีรถชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ละเมิด อุบัติเหตุ ประกันภัย     ผู้ขับขี่  นายจ้าง ตัวแทน ฯลฯ บริษัทผู้รับประกันภ...
31/03/2022

👨🏻‍⚖️ค่าเสียหายดีรถชนบาดเจ็บ เสียชีวิต ละเมิด อุบัติเหตุ ประกันภัย
ผู้ขับขี่ นายจ้าง ตัวแทน ฯลฯ บริษัทผู้รับประกันภัยรถยนต์ ต้องรับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนให้กับฝ่ายที่ถูกชน หรือผู้เอาประกันภัย แบ่งเป็นหลายกรณี เช่น

เกี่ยวกับการเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีไม่มีรถใช้งาน เนื่องจากการนำเข้าซ่อมหรือค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถระหว่างซ่อม
ตัวอย่าง เช่น

🚗รถยนต์ นาย ก. ถูกชน ต้องเข้าซ่อมที่อู่เป็นเวลา ๓ เดือน ทำให้ในระหว่างนี้ไม่มีรถยนต์ใช้โดยนาย ก ประกอบอาชีพขับรถรับจ้าง มีรายได้เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท การที่ไม่มีรถยนต์ใช้ทำให้ต้องสูญเสียรายได้ไปเป็นเวลา ๓ เดือน เป็นเงิน ๙๐,๐๐๐ บาท หรือ นาย ก .ต้องไปเช่ารถยนต์มาใช้งาน เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นเวลา ๓ เดือน ๖๐,๐๐๐ บาท หรือต้องใช้รถยนต์ในการเดินทางไปทำงาน เมื่อรถยนต์กำลังซ่อมอยู่จึงต้องนั่งรถแท็กซี่ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท เป็นต้น อย่างนี้ ผู้ทำละเมิด บริษัทผู้รับประกันภัย ฯลฯ มีหน้าที่ตามกฎหมายต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายอันเป็นผลมาจากการละเมิดและตามสัญญาประกันภัย...........
เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าเสื่อมราคารถยนต์เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ
ตัวอย่าง เช่น นาย ก. นำรถข้าซ่อมเนื่องจากถูกชน มีความเสียหายหนักบริเวณห้องเครื่อง ห้องโดยสาร และภายนอก แม้ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว แต่ในความเป็นจริงสภาพของรถยนต์ได้เปลี่ยนไป ทำให้รถยนต์มีราคาต่ำลง เสื่อมราคา หรืออะไหล่ที่นำมาเปลี่ยนไม่เหมือนเดิม ไม่ใช่ของแท้ สามารถเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนนี้ได้
🛠ค่าซ่อมรถยนต์ที่ถูกชน หรือถูกทำละเมิด
ฝ่ายที่ทำละเมิด เช่นผู้ที่ขับรถยนต์โดยประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ผู้รับประกันภัยของฝ่ายนั้น นายจ้าง หรือตัวการ บิดามารดาของผู้เยาว์ มีหน้าที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย
💵สิทธิเรียกร้องเกี่ยกับค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายเกี่ยวกับ ชีวิต ร่างกาย ฯลฯ
เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าจ้างพญาบาล ทำกายภาพบับัด ค่าปลงศพ ค่าจัดงานศพ ค่าขาดไร้อุปการะเลี้ยงดูของบุตรหรือบิดามารดา ค่าทำขวัญเจ็บปวดทางจิตใจ เป็นต้น

ค่าเสียหาย อื่น ๆ ที่เกิดมีขึ้นตามหลักกฎหมายละเมิด โดยสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายข้างต้นและเหล่านี้มีอายุความ ๑ ปี
💸ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด

🚨ค่าสินไหมทดแทนในกรณีทำให้เขาตาย ได้แก่
๑. ค่าปลงศพ (มาตรา ๔๔๓ วรรคหนึ่ง)
๒. ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่น (มาตรา ๔๔๓ วรรคหนึ่ง)
๓. ค่ารักษาพยาบาลก่อนตาย (มาตรา ๔๔๓ วรรคสอง)
๔. ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ก่อนตาย (มาตรา ๔๔๓ วรรคสอง)
๕. ค่าขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย (มาตรา ๔๔๓ วรรคสาม)
๖. ค่าขาดแรงงาน (มาตรา ๔๔๕)
ค่าปลงศพ
(๑) ผู้ที่มีอำนาจจัดการศพเป็นไปตามมาตรา ๑๖๔๙
มาตรา ๑๖๔๙ ผู้จัดการมรดกซึ่งผู้ตายตั้งไว้ย่อมมีอำนาจและหน้าที่ในอันที่จะจัดการทำศพของผู้ตาย เว้นแต่ผู้ตายจะได้ตั้งบุคคลอื่นไว้โดยเฉพาะให้จัดการดั่งว่านั้น
ถ้าผู้ตายมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกหรือบุคคลใดไว้ให้เป็นผู้จัดการทำศพ หรือทายาท มิได้มอบหมายตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้จัดการทำศพ บุคคลผู้ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด เป็นผู้มีอำนาจและตกอยู่ในหน้าที่ต้องจัดการทำศพ เว้นแต่ศาลจะเห็นเป็นการสมควรตั้งบุคคลอื่นให้จัดการเช่นนั้น ในเมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งร้องขอขึ้น

🚑ค่าขาดไร้อุปการะ
ค่าขาดไร้อุปการะต้องเป็นค่าขาดไร้อุปการะตามที่กฎหมายกำหนด เช่น สามีภริยามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูกัน (มาตรา ๑๔๖๑) หรือบิดามารดาต้องอุปาระเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ (มาตรา ๑๕๖๔) บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่บรรลุนิติภาวะที่ทุพพลภาพและหาเลี้ยงตนเองไม่ได้ (มาตรา ๑๕๖๔) บุตรต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา (มาตรา ๑๕๖๓)

🚜ค่าขาดแรงงาน
มาตรา ๔๔๕ ในกรณีทำให้เขาถึงตาย หรือให้เสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ถ้าผู้ต้องเสียหายมีความผูกพันตามกฎหมาย จะต้องทำการงานให้เป็นคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือน หรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนั้นไซร้ ท่านว่า บุคคลผู้จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกเพื่อที่เขาต้องขาดแรงงานอันนั้นไปด้วย

🚐ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้เสียหายแก่ร่างกายและอนามัย (กรณีไม่ถึงแก่ความตาย)
๑. ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป (มาตรา ๔๔๔ วรรคหนึ่ง)
๒. ค่าเสียความสามารถประกอบการงานทั้งในปัจจุบันและในอนาคต (มาตรา ๔๔๔ วรรคหนึ่ง)
๓. ค่าขาดแรงงาน (มาตรา ๔๔๕)
๔. ค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงิน (มาตรา ๔๔๖)
ค่าเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน
ในกรณีทำให้เขาเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยก็ดี ในกรณีทำให้เขาเสียเสรีภาพก็ดี ผู้ต้องเสียหายจะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความที่เสียหายอย่างอื่น อันมิใช่ตัวเงินด้วยอีกก็ได้ สิทธิเรียกร้องอันนี้ไม่โอนกันได้ และไม่ตกสืบไปถึงทายาท เว้นแต่สิทธินั้นจะได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีตามสิทธินั้นแล้ว อนึ่ง หญิงที่ต้องเสียหายเพราะผู้ใดทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมแก่ตนก็ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้(มาตรา ๔๔๖)

มาตรา ๔๓๘ ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกา 8820/2561(ประชุมใหญ่) การที่จำเลยที่ 2 คู่สมรสทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของ ส. สามี ศาลฎีกาโ...
29/03/2022

คำพิพากษาศาลฎีกา 8820/2561(ประชุมใหญ่) การที่จำเลยที่ 2 คู่สมรสทำหนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของ ส. สามี ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ส. ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ไม่ใช่นิติกรรมที่จำต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรส เมื่อจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป จึงเป็นการแสดงเจตนารับรู้และไม่คัดค้านที่ ส. สามีไปทำนิติกรรม จึงมิใช่เป็นการให้สัตยาบันของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (4)

29/03/2022

✅มาตรา 1312 บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ ที่ดินนั้น และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม ต่อภายหลังถ้ำโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้

ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทำการโดยไม่สุจริต ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้

👨🏻‍⚖️คําอธิบาย

ตามธรรมดาแล้ว เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ย่อมมีสิทธิ์ที่จะใช้สอยจำหน่ายและดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการฟ้องขับไล่และป้องกันไม่ให้ คนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินของตน

แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายเรื่องทรัพย์สินนั้นได้วางหลักยกเว้นไว้ว่า หากบุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริต บุคคลนั้นย่อมมีฐานะเป็นเจ้าของโรง เรือนนั้น เพียงแต่ต้องเสียเงินเป็นค่าใช้ที่ดินให้กับเจ้าของที่ดิน ทั้งนี้ตามมาตรา 1312

โดยตามมาตรา 1312 นี้ ใช้บังคับในกรณีที่สิ่งปลูกสร้างแค่บางส่วนซึ่งเป็นแค่ส่วนน้อยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่น

หากปรากฏว่าโรงเรือนส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหลังรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้อื่น จะต้องไปใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1310 หรือ 1311 แล้วแต่ กรณี

Address

ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

Opening Hours

Monday 09:00 - 17:00
Tuesday 09:00 - 17:00
Wednesday 09:00 - 17:00
Thursday 09:00 - 17:00
Friday 09:00 - 17:00
Saturday 09:00 - 17:00

Telephone

+66954135797

Alerts

Be the first to know and let us send you an email when TNP LAW posts news and promotions. Your email address will not be used for any other purpose, and you can unsubscribe at any time.

  • Want your business to be the top-listed Law Practice?

Share