Public Paisal Lawyer Officer

Public Paisal Lawyer Officer ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Public Paisal Lawyer Officer, สำนักงานกฎหมายและทนายความ, 71/280 หมู่10 ต ต้นโพธิ์ อ เมือง จ สิงห์บุรี, สิงห์บุรี .

ตำรวจเฮ !!!!อนุมัติเงินเพิ่ม ผ่านเรียบร้อยแล้ว
19/06/2018

ตำรวจเฮ !!!!อนุมัติเงินเพิ่ม ผ่านเรียบร้อยแล้ว

"การลงพื้นที่ทำงานตามจับคดีต่างๆ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องใช้เงินทุกคดี ไหนจะค่าน้ำมันรถ ค่าใช้จ่ายของชุด.....

29/08/2017

ศาลคดีทุจริตฯกลาง อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีไร่ส้ม โดยยืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรข่าวชื่อดังและกก.ผจก.บริษัท ไร่ส้ม จำกัด
ทั้งนี้ คดีหมายเลขดำที่ อ.313/2558 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือนางชนาภา บุญโต พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท , บริษัทไร่ส้ม จำกัด โดย น.ส.อังคนา วัฒนมงคลศิลป์ และ น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม ในฐานะ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 51 ปี อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังและกก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม และ น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 45 ปี พนักงาน บจก.ไร่ส้ม เป็นจำเลย 1-4
ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งหน้าที่ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ , เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร , เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.6,8,11
โดยคดีนี้ อัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 30 ม.ค.58 บรรยายพฤติการณ์ สรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ.48- 28 เม.ย.49 ต่อเนื่องกัน นางพิชชาภา พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท จำเลยที่ 1 ได้จัดทำคิวโฆษณารวม ในรายการ “คุย คุ้ยข่าว” ซึ่งก่อนออกอากาศนางพิชชาภา ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จาก บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บมจ.อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาทจากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่นางพิชชาภา ไม่รายงานการโฆษณา ซึ่งเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยหน้าที่และเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ บมจ.อสมท โดยมีจำเลยที่ 2-4 เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือ ให้ความสะดวกในการกระทำผิด และมอบเช็ค ธ.ธนชาติ สาขาพระราม 4 สั่งจ่ายเงินให้นางพิชชาภา เหตุเกิดที่แขวง-เขตห้วยขวาง กทม.

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี โดยชั้นตรวจหลักฐาน นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 แถลงแนวทางต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจอนุมัติการโฆษณาและไม่เคยใช้น้ำยาลบคำผิดลบข้อความเกี่ยวกับการจัดคิวเวลาโฆษณา ส่วนเช็ค 6 ฉบับที่ได้รับนั้นเป็นค่าประสานงานคิวโฆษณาที่นอกเหนือจากหน้าที่ ไม่ใช่ค่าตอบแทนในการไม่ระบุการโฆษณาเกินเวลา

ส่วน บมจ. ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้ว่าไม่เคยมอบให้ผู้ใดไปติดต่อเพื่อจัดคิวโฆษณาเกินเวลาและไม่เคยให้จำเลยที่ 1 ใช้น้ำยาลบคำผิดในเอกสารเกี่ยวกับการโฆษณา เช่นเดียวกับนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 ที่แถลงว่าไม่เคยรู้จักกับนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีหน้าที่อะไรและไม่เคยติดต่อให้ผู้ใดไม่รายงานโฆษณาที่เกินเวลา แต่ยอมรับว่าเช็ค 6 ฉบับได้ลงลายมือชื่อนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเช็คที่ชำระค่าประสานงาน ไม่ใช่เงินที่ตอบแทนให้นางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ใช้น้ำยาลบคำผิดในเอกสารการโฆษณา

ทั้งนี้ระหว่างพิจารณาคดี นางพิชชาภา อดีต พนักงาน บมจ.อสมท ,นายสรยุทธ และน.ส.มณฑา พนักงาน บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1,3,4 ได้ประกันตัวโดยยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด ซึ่งศาลตีวงเงินคนละ 200,000 บาท

ขณะที่ศาลได้ไต่สวนพยานทั้ง 2 ฝ่ายจนเสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.58 – และได้นัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 29 ก.พ.59 ที่ผ่านมา ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่า นางพิชชาภา อดีต พนักงาน บมจ.อสมท จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ มาตรา 6 ,8,11 ส่วน บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ , น.ส.มณฑา พนักงาน บ.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2- 4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสี่ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การของรัฐ ม. 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสุด

โดยพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1-4 รายละ 6 กระทง ให้จำคุกนางพิชชาภา จำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ 6 กระทงๆละ 5 ปี รวมจำคุก 30 ปี และปรับ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 กระทงละ 20,000 บาทรวม 6 กระทง ปรับทั้งสิ้น 120,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 และน.ส.มณฑา จำเลยที่ 4 จำคุก 6 กระทงๆละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุกคนละ 20 ปี

แต่ทางนำสืบเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 จึงให้จำคุก นางพิชชาภา อดีตพนักงาน บมจ.อสมท จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี ส่วนนายสรยุทธ์ และน.ส.มณฑา พนักงาน บ.ไร่ส้ม จำเลยที่ 3-4 จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ขณะที่การกระทำของจำเลยทั้งสามนี้ ศาลเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ จึงไม่รอลงอาญา ส่วน บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 2 ให้ปรับรวม 80,000 บาท

โดยนางพิชชาภา , นายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา จำเลยที่ 1,3,4 ได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ หลังยื่นเงินสดซึ่งศาลตีราคาประกันคนละ 2 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลย เดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล รวมทั้งให้จำเลยมารายงานตัวต่อศาลด้วยทุก 30 วัน
อย่างไรก็ดีสำหรับคดี บจก.ไร่ส้ม และนายสรยุทธ นั้น นอกจากความผิดดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีอีกสำนวนที่ บมจ.อสมท ได้แจ้งความฐานปลอมเอกสารและได้ส่งสำนวนให้อัยการสั่งคดี จนมีการยื่นฟ้องเป็นคดี หมายเลขดำอ.1748/2559 ต่อศาลอาญาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.59 จากมูลเหตุเดียวกัน

โดยอัยการสำนักงานคดีอาญา 3 ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บจก.ไร่ส้ม โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา , นายสรยุทธ กก.ผจก.บจก.ไร่ส้ม , น.ส.มณฑา พนักงานบ.ไร่ส้ม และนางพิชชาภา อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณา บมจ.อสมท เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91,188,264, 265,268 ซึ่งคดีนี้ศาลอาญา ก็ให้ประกันตัวจำเลยทั้งสามคนละ 300,000 บาท โดยไม่ได้กำหนดเงื่อนไขใดๆ

โดยก่อนที่จะเริ่มสืบพยานคดีปลอมเอกสารนี้ ฝ่ายจำเลยได้ต่อสู้คดีขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นคำฟ้องอัยการโจทก์ว่าจะเป็นการฟ้องซ้ำ กับคดีทุจริต ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดพนักงานในองค์การของรัฐที่ศาลตัดสินไปแล้วหรือไม่เพราะเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ซึ่งศาลอาญาก็ได้วินิจฉัยและมีคำสั่งวันที่ 28 พ.ย.59 ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในคดีปลอมเอกสารนี้ เป็นความผิดตามที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแล้ว และเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องของอัยการโจทก์ จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) อัยการโจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ฟ้องคดีอีก ดังนั้นศาลให้จำหน่ายคดีปลอมเอกสารนี้ออกจากสารบบความ

แต่อัยการโจทก์ ก็ได้ยื่นอุทธรณ์แก้ต่างประเด็นฟ้องซ้ำอีก กระทั่งวันที่ 8 ส.ค.60 ได้มีการอ่านคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าคดีปลอมเอกสารนั้น จำเลยทั้งสี่ ไม่ต้องรับภาระต่อสู้คดีแล้ว แต่ก็ยังเหลือคดี ที่ บมจ.อสมท ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลแขวงพระนครเหนืออีกสำนวน ในคดีหมายเลขดำ อ.8134/2558 โดย บมจ.อสมท. ยื่นฟ้องนางพิชชาภา อดีตพนักงาน บมจ.อสมท , บจก.ไร่ส้ม , นายสรยุทธ , น.ส.อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ , น.ส.สุกัญญา แซ่ลิ่ม และ น.ส.มณฑา ทั้งสามเป็นพนักงาน บ.ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 1-6 ฐานร่วมฉ้อโกงไปเมื่อวันที่ 28 ก.ค.58 โดยคดีอยู่ระหว่างการสืบพยาน ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือ นัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 17 ต.ค.นี้ เครดิตบทความจากนสพรุงเทพธุรกิจ 29 ส.ค. 60 -ศาลได้พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง และจำเลยร่วมทั้งหมดแล้ว ซึ่งยื่นหลักทรัพย์เงินสด และบัญชีเงินฝากคนละ 4 ล้านบาทแล้ว เห็นควรส่งคำร้องให้ศาลฎีกาเป็นผู้สั่งประกันต่อไป ขณะนี้ศาลคดีทุจริตฯ ได้ออกหมายขังจำเลยทั้งหมด เพื่อให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ควบคุมตัวไปคุมขังไว้ที่เรือนจำก่อนระหว่างรอฟังคำสั่งการประกันตัวจากศาลฎีกา คาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์เ มื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฏีกาได้มีคำสั่งการประกันตัวถึงศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ สืบเนื่องจากกรณี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรเล่าข่าวชื่อดัง และเจ้าหน้าที่บริษัทำไร่ส้มจำกัด กับอดีตพนักงาน บมจ.อสมท จำเลยที่ได้ยื่นคำร้องหลักทรัพย์คนละ 4 ล้านบาท เพื่อขอประกันตัวสู้คดีในชั้นฎีกา
โดย นายมนต์อนันต์ เรืองจรัส ทนายความของ นายสรยุทธ และคณะได้เข้าฟังคำสังของศาลฏีกา
ทั้งนี้ศาลฏีกาได้พิเคราะห์คำร้องและหลักทรัพย์ในการประกันตัวของจำเลยเเล้วเห็นว่า คดีต้องห้ามฎีกา ในชั้นนี้จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวพวกจำเลย ยกคำร้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานสำหรับการยื่นคำร้องประกันตัวใหม่นั้น จำเลยทั้ง3สามารถยื่นได้ในเวลาต่อไปจนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาศาลฏีกาในคดีหลักออกมา เพีงแต่การยื่นคำร้องใหม่นั้นจำเลยจะต้องระบุเหตุและข้อเท็จจริงใหม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิมของศาลฏีกาซึ่งเป็นศาลสูง

29/08/2017

29 ส.ค. 60 - ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำพิพากษาคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)เป็นโจทก์ฟ้องนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีต หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเป็นจำเลยเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทย ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 157
กรณีสืบเนื่องจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด กรณีเพิกถอนคำสั่งอธิบดีกรมที่ดินให้ยกเลิกโฉนดที่ดินที่จดทะเบียนในนาม ‘สนามกอล์ฟอัลไพน์’ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมิชอบ
ล่าสุดเวลา 11.10 น. ศาลอ่านคำพิพากษาจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา(ติดตามอ่านรายละเอียด)
สำหรับประวัติ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดิน อดีตประธานกรรมการการไฟฟ้านครหลวง อดีตประธานกรรมการการประปานครหลวง อดีตประธานกรรมการตรวจสอบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย 2 สมัย.เครดิตบทความจากหังสือพิมพ์ไทยโพส

27/08/2017

อ่าน 10 ข้อที่ศาลสรุปแล้วตกใจ

ศาลฎีกาฯชี้ให้เห็นถึง 10 กลโกงในการทำจีทูจีเก๊ ไว้ ดังนี้

1) ใช้เงินสกุลบาท ซื้อ-ขาย ไม่เปิดแอลซี ชำระเป็นแคชเชียร์เช็ค

2) ส่งมอบหน้าคลังสินค้า เปิดช่องเวียนขายข้าวภายในประเทศ

3) ไม่กำหนดหลักฐานการส่งออก

4) ขายข้าว 2.195 ล้านตันมากกว่าข้าวที่มีในสต๊อค 2.18 ล้านตัน และยังทำสัญญาขายข้าวในนาที่ยังไม่ได้มีการเก็บเกี่ยวด้วย

5) ทำสัญญาซื้อ-ขายข้าว โดยไม่แยกชนิด ทั้งที่ราคาแตกต่างกันมาก บ.กว่างตง คู่สัญญาที่ไม่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีน รับแต่ข้าวหอมมะลิจนหมดคลัง ไม่รับซื้อข้าวทั้งหมดตามสัญญา อีกทั้งมีการแก้ไขสัญญาหลายครั้งที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้คู่สัญญา ในขณะที่รัฐเสียหาย หลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม โดยแอบอ้างว่าเป็นการระบายข้าวแบบจีทูจี

6) ทำสัญญาเสียเปรียบ ไม่มีข้อตกลงให้ชดใช้ค่าเสียหายกรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญา อนุญาตให้บ.คู่สัญญานำข้าวที่ซื้อไปขายในเชิงพาณิชย์ให้กับประเทศอื่นได้ ส่งผลเสียหายต่อการค้าข้าวต่างประเทศของไทย

7) ขายข้าวราคาต่ำกว่าท้องตลาดร้อยละ 20 ทำรัฐเสียหายทันที 6,350 ล้านบาท

😎 อนุมัติสัญญาซื้อ-ขายข้าวจีทูจีเก๊ ภายในเวลา 9 วัน ทั้งที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

9) ไม่มีเหตุให้ขายข้าวราคาต่ำ เพราะจีนมีเศรษฐกิจใหญ่ โดยมีการเปรียบเทียบกับการขายข้าวจีทูจีจริงให้กับ COFCO รัฐวิสาหกิจแห่งเดียว ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีน ในยุคของนายนิวัฒน์ธำรงค์ บุญทรงไพศาล รมว.พาณิชย์ต่อจากนายบุญทรง ซื้อข้าวจากไทยแบบจีทูจีจำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งมีการขายในราคาตามท้องตลาด

10) ไม่ได้ยกระดับราคาข้าวตามนโยบายที่แถลงต่อสภา แต่เป็นการขายข้าวราคาต่ำให้บริษัทคู่สัญญาไปเวียนขายข้าวในประเทศ เพื่อกินส่วนต่างราคา ทำให้รัฐเสียหายรวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท

ศาลฎีกาฯพิพากษาว่าการทำจีทูจีเก๊ 4 สัญญากับกว่างตงและไห่หนาน มีความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 151 พ.ร.ป.ปปช.พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 พ.ร.บ.การเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ กฎหมายฮั้ว มาตรา 4 วรรค 1 และมาตรา 10,12

พิพากษา นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ จำคุก 42 ปี
นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ จำคุก 36 ปี
พ.ต.นพ.ดร.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการรมว.พาณิชย์ (หนีคดี ศาลออกหมายจับ จำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว)
นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จำคุก 40 ปี
นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ จำคุก 32 ปี
นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือ ทีปวัชระ อดีตเลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ จำคุก 24 ปี

กลุ่มเอกชน นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำคุก 48 ปี ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน (ถูกคุมขังในเรือนจำจากความผิดยักยอกข้าวกระทรวงพาณิชย์ส่งไปขายอิหร่าน 20,000 ตัน มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ พิพากษาจำคุก 6 ปี อยู่ระหว่างฎีกา)
บ.สยามอินดิก้า จำกัด ปรับ 1 ล้านบาท ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน
นายนิมล หรือโจ รักดี จำคุก 32 ปี ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย 1.6 หมื่นล้าน
น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง จำคุก 16 ปี
น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ จำคุก 16 ปี
นายสมคิด เอื้อนสุภา จำคุก 12 ปี
นายรัฐนิธ โสจิระกุล จำคุก 8 ปี
น.ส.สุธิดา ผลดี หรือจันทะเอ จำคุก 4 ปี
นายลิตร พอใจ จำคุก 4 ปี
นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร จำคุก 4 ปี
นายกฤษณะ สุระมนต์ จำคุก 4 ปี
น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำคุก 4 ปี
นายสุธี เชื่อมไธสง (หนีคดีศาลออกหมายจับ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว)

จำเลยทั้งหมดถูกนำตัวส่งเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ศาลฯไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรงอัตราโทษสูง อย่างไรก็ตามทั้งหมดยังมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คดีได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลฯมีคำพิพากษา โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกองค์คณะ 5-9 คน พิจารณาคดี โดยให้ถือเป็นคำตัดสินของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นไปตามสิทธิที่กำหนดไว้ในรธน.ปี 60
//////////////////////////////////////

ข่าวบุญทรง
26/08/2017

ข่าวบุญทรง

26/08/2017

25 ส.ค.60 -องค์คณะผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี ที่นายบุญทรง เตริยารมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวพาณิชย์และพวกรวม 28 คนตกเป็นจำเลย
ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลอ่านคำพิพากษาจำคุก
นายบุญทรง 42 ปี
นายภูมิ สาระผล 36 ปี
นายมนัส สร้อยพลอย 40 ปี
นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร 48 ปี
นายสมคิด เอื้อนสุภา 16 ปี
นายรัฐนิธ โสจิระกุล 19 ปี
นอกจากนี้ ในส่วนของบริษัท สยามอินดิก้าฯ นายอภิชาติ และ นายนิมล รักดี (โจ) ให้รวมกันชดใช้เงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท
ส่วนนายสมยศ คุณจักร ยกฟ้อง เช่นเดียวกับ หจก.โรงสีกิจทวียโสธร นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.โรงสีกิจทวียโสธร และกรรมการบริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด บริษัท เค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท เค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด บริษัท เจียเม้ง จำกัด นางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท เจียเม้ง จำกัด ให้ยกฟ้องด้วย
ส่วน น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร กรรมการบริษัท สิราลัย จำกัด เครือญาตินายอภิชาติ ไม่มาศาล อ้างว่าป่วย ศาลให้ออกหมายจับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับจำเลยทั้งหมด 28 ราย ได้แก่ 1.นายภูมิ สาระผล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ 2.นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ 3.พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ (ปัจจุบันหลบหนีหมายจับ) 4.นายมนัส สร้อยพลอย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ 5.นายฑิฆัมพร นาทวรทัต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักบริหารการค้าข้าว 6.นายอัครพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือทีปวัชระ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง เลขานุการกรมการค้าต่างประเทศ
7.นายสมคิด เอื้อนสุภา พนักงานส่งเอกสารบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 8.นายรัฐนิธ โสจิระกุล (ปาล์ม) 9.นายลิตร พอใจ พนักงานขับรถบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 10.บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 11.น.ส.รัตนา แซ่เฮ้ง กรรมการ และผู้ถือหุ้นบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 12.น.ส.เรืองวัน เลิศศลารักษ์ กรรมการ และผู้ถือหุ้นบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 13.น.ส.สุทธิดา ผลดี หรือจันทะเอ พนักงาน กรรมการ และผู้ถือหุ้นบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด 14.นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร 15.นายนิมล รักดี (โจ) 16.นายสุธี เชื่อมไธสง 17.นางสุนีย์ จันทร์สกุลพร พนักงานบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เครือญาตินายอภิชาติ 18.นายกฤษณะ สุระมนต์ 19.นายสมยศ คุณจักร 20.บริษัท สิราลัย จำกัด (ปัจจุบันบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด) 21.น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร กรรมการบริษัท สิราลัย จำกัด เครือญาตินายอภิชาติ
22.หจก.โรงสีกิจทวียโสธร 23.นายทวี อาจสมรรถ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.โรงสีกิจทวียโสธร และกรรมการบริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด 24.บริษัท กิจทวียโสธรไรซ์ จำกัด 25.บริษัท เค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด 26.นายปกรณ์ ลีศิริกุล กรรมการบริษัท เค.เอ็ม.ซี.อินเตอร์ไรซ์ (2002) จำกัด 27.บริษัท เจียเม้ง จำกัด 28.นางประพิศ มานะธัญญา กรรมการบริษัท เจียเม้ง จำกัด.เครดิตบทความจากไทยโพส

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีผู้บริโภคหมายเลขดำ ผบ.4871/2559 ระหว่างคณะกรรมการคุ้มครอ...
15/08/2017

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีผู้บริโภคหมายเลขดำ ผบ.4871/2559 ระหว่างคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค โดยสำนักงานคดีผู้บริโภค สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เจ้าของ หมู่บ้านรินทร์ทองย่าน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เป็นจำเลย เรื่อง ผิดสัญญาซื้อขาย คดีนี้โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อปี 2538 จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ จัดสรรที่ดิน 485 แปลง และสร้างบ้านพัก แบบทาวน์เฮ้าส์ จำหน่ายแก่ประชาชนทั่วไปโดยโฆษณาว่า เป็นบ้านคุณภาพดี ใช้วัสดุอุปกรณ์สร้างได้มาตรฐาน ต่อมาพื้นบ้านทาวน์เฮ้าส์ 153 หลัง เริ่มทรุด ผนังบ้านร้าว รวมทั้งพื้นที่จอดรถ ห้องครัว ฯ และพื้นที่บริเวณ ซอย 5 -7 ทรุดตัวทั้งหมด ผู้เสียหายจึงได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการฯ โจทก์ จึงให้สำนักโยธากรุงเทพมหานคร ตรวจสอบเชิงวิจัยตามหลักวิชาการพบว่า เดิมที่ดินเป็นบ่อลึกถูกขุดหน้าดินไป เมื่อจำเลยซื้อที่ดินตามสภาพ ถมด้วยดินเลน ทำให้พื้นทรุดตัว ทั้งจำเลยไม่ตอกเสาเข็มถึงชั้นดินแข็ง จนทำให้ตัวบ้านได้รับความเสียหาย

จำเลยต่อสู้ว่า คดีขาดอายุความอีกทั้งโจทก์ผู้เสียหายต่อเติมบ้านจนทรุดตัวลง และปล่อยเป็นถนนสาธารณะรถบรรทุกผ่านเข้าออกได้ และที่ดินเคยเป็นบ่อน้ำบาดาลจนดินทรุดตัวนั้นฟังไม่ขึ้น ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยเป็นผู้มีวิชาชีพควรตรวจสอบและคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ชื้อ กลับเอาเปรียบผู้บริโภคทั้งที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สมควรกำหนดเงินสินไหมทดแทนบวกค่าเสียหายเชิงลงโทษอีกรายละ 50,000 บาท ต่อ น.ส.กรปณต วงษ์สุนทร ผู้เสียหาย กับพวกรวม 19 คน รายละ 179,000 - 665,000 บาท รวม 3.6 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับจากปี 2555 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาใน 30 วัน


... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/regional/592059

บ้านทรุดโครงการฯต้องรับผิดชอบ...ศาลสั่งโครงการบ้านทาวน์เฮ้าส์ชื่อดังย่านปทุมฯ  ชดใช้เจ้าของบ้าน 19 ราย รวม 3.6 ล้าน หลังซื้อแล้วบ้านทรุด153 หลัง เหตุจากไม่ตอกเสาเข็มถึงชั้นดินแข็ง

14/08/2017

ผู้การ 191 เร่งรวบรวมหลักฐานขอหมายจับ “พล.ต.” ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร คาดไม่เกิน 2 วัน ส่วนผู้ต้องหาอีก 2 คน เร่งติดตามตัว ไม่รอให้เข้ามอบตัว
14 ส.ค. 60 - พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจสายตรวจ และปฎิบัติการพิเศษ หรือ 191 เปิดเผยความคืบหน้ากรณี แก๊งคนมีสีอุ้มรีดไถเงินนักธุรกิจชาวจีน เป็นเงิน 20 ล้านบาท ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติศาลออกหมายจับ พล.ต.จรูญ อำภา สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย กับพวกทั้งหมดในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งคาดว่าจะออกหมายจับได้ไม่เกิน 2 วันนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน และเชื่อได้ว่าผู้ต้องหาทั้งหมดมีพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำผิดดังกล่าว
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนการติดตามจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 ราย ที่อยู่ระหว่างหลบหนีนั้น ล่าสุดตนเองได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ติดตามจับกุมอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ก็ทราบแล้วว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย หลบหนีไปอยู่ที่ใด ซึ่งตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ด้วยว่าจะต้องทำงานเชิงรุก เร่งติดตามจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ให้ได้เร็วที่สุด แล จะไม่รอให้ผู้ต้องหาทั้ง 2 เข้ามอบตัวอย่างเด็ดขาด
"ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบดูแลความปลอดภัยของนักธุรกิจชาวจีน หลังจากผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวได้รับการประกันตัว เพื่อป้องกันการข่มขู่ผู้เสียหาย หรือเข้ามาวุ่นวายกับพยานหลักฐาน จนทำให้ผู้เสียหายเกิดความหวาดกลัว" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ ระบุ.
เครดิต จากข่าสด

14/08/2017

จากกรณีนางพัชรี ปั้นทอง พร้อมด้วยนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร ทนายความเดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพื่อให้เร่งรัดติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่ลักพาตัวน.ส.พลอยนรินทร์ ผลิผล ลูกสาวของนางพัชรี หลังหายสาบสูญไปกว่า 3 ปี ที่ศูนย์บริการประชาชนฝั่งสำนักงานก.พ.เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนางพัชรีระบุว่า ถ้าบุตรสาวยังอยู่จะมีอายุ 28 ปี ได้หายตัวไปขณะเดินทางกลับจากที่ทำงานเมื่อเดือนพ.ค.2557 โดยมีหลักฐานชี้ว่า ส.อ.พลกฤต วิเศษ เป็นผู้ที่ลักพาตัวบุตรสาวไป เนื่องจากวันเกิดเหตุมีภาพจากกล้องวงจรปิดว่าส.อ.พลกฤตได้ไปจอดรถดักรอแถวที่ทำงานลูกสาว หลังจากวันนั้นก็ขาดการติดต่อกับลูกสาว และส.อ.พลกฤตก็หายตัวไปจึงได้ไปแจ้งความไว้ที่สน.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา จนเวลาผ่านมากว่า 3 ปีแล้วยังไม่รู้ชะตากรรมลูกสาวว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
ต่อมาตำรวจ สภ.ท่าเรือ สืบทราบว่าส.อ.พลกฤตได้หลบหนีมาอยู่กับแฟนใหม่ในพื้นที่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา จึงประสานตำรวจ สภ.หนองบุญมาก และทหารจากกรมทหารราบที่ 23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ กองทัพภาคที่ 2 เข้าปิดล้อมพื้นที่หมู่ 1 ต.หนองไม้ไผ่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา เพื่อไล่ล่าจับกุมส.อ.พลกฤต ก่อนตามล็อกตัวได้ สารภาพนำศพไปทิ้งในเขตอำเภอแก่งคอย จ.สระบุรี เหตุเพราะความหึงหวงถูกตีตัวออกห่างหลังน้องพลอยจับได้ว่ามีเมียแล้ว
สำหรับความคืบหน้า นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความของพ่อแม่น้องพลอย เผยว่า ในวันที่ 15 ส.ค. เวลา 11.00 น. พ่อแม่ของน้องพลอยจะเดินทางไปยังสภ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อแจ้งความเอาผิดกับผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้อีกคน โดยเป็นคนรอบข้างของส.อ.พลกฤตที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเหตุที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเตรียมนำหลักฐานและเข้าให้ปากคำกับตำรวจ
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับบุคคลที่คาดว่าอยู่เบื้องหลังเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้อีกคน พบเป็นเจ้าหน้าที่มียศใหญ่กว่าส.อ.พลกฤต แต่จะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ ต้องให้เจ้าหน้าที่สอบสวนในเชิงลึกอีกครั้ง
เครดิตจากข่าวสด

03/08/2017

กลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก จ้างมือทำโพลล์และนักวางยุทธศาสตร์ของพรรคเดโมแครตมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้เชื่อว่า เขาอาจกระโจนเข้าสู่เวทีการเมืองข่าวมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก CEO เฟซบุ๊กและพริสซิลลา ชาน ภรรยา จ้างโจเอล เบเนนสันมาเป็นที่ปรึกษาด้านการกุศล จุดกระแสคาดการณ์ว่า เขาอาจลงเล่นการเมือง เพราะเบเนนสันเป็นมือทำโพลล์ของพรรคเดโมแครต เป็นอดีตที่ปรึกษาของบารัค โอบามา และเป็นหัวหน้าวางยุทธศาสตร์ของฮิลลารี คลินตัน ตอนเลือกตั้งประธานาธิบดี 2016
บริษัท Benenson Strategy Group จะทำวิจัยให้กับองค์กรการกุศลของซัคเคอร์เบิร์กและภรรยาที่มีชื่อว่า "Chan Zuckerberg Initiative" ซึ่งมุ่งเน้นด้านการพัฒนาความก้าวหน้าที่มีศักยภาพของมนุษย์และส่งเสริมความเท่าเทียม ด้วยทรัพย์สินของพวกเขา
ซัคเคอร์เบิร์กและชาน ประกาศว่าจะมอบหุ้น 99% ในเฟซบุ๊ก มูลค่าราว 45,000 ล้านดอลลาร์ ให้แก่การกุศล แต่การดึงเบเนนสันมาเป็นที่ปรึกษา กลายเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่า พวกเขากำลังผลักดันงานด้านการกุศลเพื่อหวังเข้าสู่การเมืองและนโยบายโลกหลังจากเพิ่งจ้างเดวิด พลูฟฟ์ ผู้จัดการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี 2008 ของโอบามา และเคน เมห์ลแมน ที่ทำให้จอร์จ ดับเบิลยู บุช กลับมาชนะเลือกตั้ง เมื่อปี 2004 มานั่งเป็นที่ปรึกษาก่อนหน้านี้
แม้ซัคเคอร์เบิร์กจะบอกว่า เขาไม่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ ชื่อของเขาได้ติดโผของผู้ที่คิดจะลงชิงทำเนียบขาว 2020 ไปแล้ว โดยเฉพาะการที่เขาเดินทางไปรัฐไอโอวา ที่เป็นรัฐแรกที่มีการเลือกตั้งแบบคอคัส และไปเยี่ยมโรงงานประกอบรถยนต์ฟอร์ด นอกเมืองดีทรอยต์ ก็มีนัยยะเพราะฮิลลารี่พ่ายทรัมป์ยับเยินที่เมืองนี้
เครดิต ข่าวจากเครือเนชั่น

02/08/2017
01/08/2017

! เปิดคำแถลงปิดคดีจำนำข้าว "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ประเด็นคำแถลงปิดคดีด้วยวาจา โครงการรับจำนำข้าว วันที่ 1 สิงหาคม 2560


กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ
ก่อนอื่นดิฉันขอกราบขอบพระคุณองค์คณะผู้พิพากษา ที่อนุญาตให้ดิฉันแถลงปิดคดีด้วยตนเองในวันนี้ เพิ่มเติมจากคำแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษร

ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ กล่าวกับทุกท่านอย่างหมดใจในวันนี้ ในเรื่องที่ดิฉันถูกดำเนินคดีโดยไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมและตลอดเวลาที่ดิฉันได้นั่งรับฟังการพิจารณาคดีนี้ นับตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม 2559 และสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 รวมการไต่สวนของศาลในคดีนี้ทั้งหมด 26 นัด เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือนที่ดิฉันไม่เคยขาดนัดพิจารณาคดีของศาลแม้แต่สักครั้งเดียว

ทั้งนี้เพราะดิฉันมั่นใจในความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาที่มีต่อดิฉัน ด้วยความเคารพต่อทุกท่านที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ หากมีถ้อยคำใดที่ดิฉันเปิดใจกล่าวอย่างตรงไปตรงมานั้น ดิฉันไม่ได้มีเจตนาอื่นใดและไม่ได้ประสงค์จะใส่ร้ายหรือใส่ความผู้ใด ดิฉันเพียงต้องการให้การพิพากษาคดีที่ดิฉันถูกกล่าวหาในครั้งนี้เป็นไปโดยถูกต้อง เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญกฎหมาย ภายใต้หลักนิติธรรมที่ดิฉันไม่เคยได้รับจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์ในคดีนี้มาก่อน

ดิฉันขอเรียนแก้ข้อกล่าวหา ในเรื่องสำคัญ 6 เรื่อง ตามลำดับ ดังนี้

เรื่องที่ 1 ดิฉันถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แม้ดิฉันจบการศึกษาทางรัฐศาสตร์ แต่ดิฉันได้มีโอกาสรับรู้คำกล่าวของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานศาลฎีกาและอดีตประธานองคมนตรีที่ได้กล่าวไว้ว่า “ตำรวจเปรียบประหนึ่งต้นกระแสธารแห่งความยุติธรรม อัยการเป็นกลางน้ำ ศาลเป็นปลายน้ำ ต้นน้ำจึงต้องใสสะอาด จึงจะทำให้ปลายน้ำใสสะอาดตาม หากต้นน้ำขุ่นมัวเสียแล้วปลายน้ำก็จะขุ่นมัวตาม ราษฎรก็จะไม่ได้รับความยุติธรรม”

คดีนี้ มีข้อพิรุธมากมาย ตั้งแต่ชั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล ดังนี้

ชั้นกล่าวหาและชี้มูลความผิด
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นต้นน้ำ มีการเร่งรีบรวบรัดชี้มูลความผิด โดยเริ่มต้นจากการแจ้งข้อกล่าวหา การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นต้นน้ำและการฟ้องคดีของโจทก์ ซึ่งถือเป็นกลางน้ำทุกท่านจะเห็นข้อพิรุธถึงความขุ่นมัวของต้นน้ำและกลางน้ำ ตามข้อเท็จจริงที่ดิฉันได้นำสืบต่อศาลเป็นข้อยุติแล้วว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. เริ่มต้นกล่าวหาดิฉันด้วยพยานเอกสารเพียง 329 แผ่น ใช้เวลาไต่สวนเพียง 79 วัน และชี้มูลความผิดดิฉันหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งเพียง 1 วัน

เร่งรีบชี้มูลทั้ง ๆ ที่ข้อกล่าวหาต่อบุคคลอื่นในเรื่องทุจริตการระบายข้าวซึ่งเป็นระดับปฏิบัติการยังไม่มีข้อสรุป และเรื่องดังกล่าวคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยืนยันตลอดมาว่าไม่เกี่ยวข้องกับดิฉัน

ชั้นก่อนโจทก์ฟ้องคดี
ก่อนการฟ้องคดีอัยการสูงสุดเห็นว่า รายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีข้อไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับดิฉันได้ ในสาระสำคัญ 4 ประเด็น คือ
ประเด็นโครงการรับจำนำข้าวว่าดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรี ประธาน กขช. จะยับยั้ง หรือยกเลิกโครงการที่เป็นนโยบายของคณะรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภาตามกฎหมาย ได้หรือไม่ อย่างไร

ประเด็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ประเด็นการทุจริต และประเด็นเรื่องความเสียหายในคดีนี้ยังเป็นปัญหาที่ฝ่ายโจทก์แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์ ต้องมีภาระพิสูจน์ถึงความเสียหายว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเสียหายนั้นมากมายถึงขนาดที่ดิฉันต้องยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวทั้งๆ ที่ยังไม่มีตัวเลขความเสียหายแน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด

ดังนั้น ทุกประเด็นล้วนแต่มีข้อไม่สมบูรณ์ และไม่มีพยานหลักฐานพอที่จะดำเนินคดีได้
แต่สุดท้ายก็มีการตัดสินใจฟ้องทั้งๆ ที่ไม่มีการรวบรวมพยานหลักฐานตามที่อัยการสูงสุด แจ้งข้อไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ

วันที่ 3 กันยายน 2557 อัยการสูงสุดเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการสูงสุดและฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจะรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งๆ ที่คณะทำงานร่วม ฯ ดังกล่าว มิได้ดำเนินการใด ๆ ตามที่แจ้งข้อไม่สมบูรณ์

แต่ในวันที่ 23 มกราคม 2558 อัยการสูงสุดกลับแถลงว่าจะฟ้องคดีกับดิฉันก่อนที่ สนช. จะได้ลงมติถอดถอนดิฉันเพียง 1 ชั่วโมงซึ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า การแถลงข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นการดำเนินการเพื่อชี้นำการลงมติถอดถอนดิฉันหรือไม่

ชั้นฟ้องคดีและไต่สวนในศาล
มีการฟ้องนอกสำนวน ป.ป.ช. โดยฟ้องดิฉันก่อนแล้วค่อยสร้างพยานหลักฐานเพิ่มเติมในภายหลัง และพบความผิดปกติของคำฟ้องที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเสื่อมสภาพของข้าวและการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ทั้งขั้นตอนการรับจำนำและขั้นตอนการระบายข้าว ที่ไม่ปรากฏว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ไต่สวนไว้ในรายงานแต่โจทก์กลับนำมากล่าวหาดิฉันโดยไม่ยึดรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนในชั้นพิจารณาคดีโจทก์มีการเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งไม่เคยมีการไต่สวนในชั้น ป.ป.ช. อย่างมีพิรุธ 3 เรื่อง กล่าวคือ

เรื่อง “รายงานผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ” ที่หัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ เรื่องการเสื่อมสภาพของข้าว ที่เกิดขึ้นภายหลังฟ้องคดี

ด้วยคณะอนุกรรมการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าวคงเหลือของรัฐ ไม่มีประสบการณ์เรื่องข้าวจึงทำให้เกิดข้อสังเกตและข้อพิรุธว่า การจัดระดับเกรดข้าวเป็น เกรด A B C เพื่อดำเนินการระบายข้าวโดยไม่เคยมีมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ และไม่เคยมีรัฐบาลใดตั้งแต่ ตั้งกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการเช่นนี้มาก่อน

ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการจัดระดับคุณภาพข้าวดังกล่าวเป็นการสร้างเรื่อง และสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ จงใจให้เห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่มีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาข้าวในสต็อกของรัฐเพื่อเอาผิดกับดิฉัน ทั้งในคดีนี้และคดีเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งต่อดิฉัน

ในที่สุดก็มีพยานหลักฐานสำคัญว่า การจัดคุณภาพข้าวโดยจัดระดับเกรด A B C เพื่อการระบายข้าวนั้นผิดพลาด ล้มเหลว และเกิดความเสียหาย จนทำให้หัวหน้า คสช. ในฐานะประธานกรรมการ นบข. เสนอให้ยกเลิกการระบายข้าวในสต็อกของรัฐแบบแบ่งเกรดกลับมาใช้วิธีการประมูลข้าวแบบขายยกคลัง เช่น ที่รัฐบาลดิฉันและทุกรัฐบาลเคยดำเนินการมา ปรากฏตามรายงานการประชุม นบข. ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559
แต่แล้วความผิดพลาดดังกล่าวไม่ได้ยุติลงแต่อย่างใด แต่นำมาสู่ปัญหาดังที่ศาลที่เคารพได้ทราบจากข่าวในขณะนี้ว่ามีการนำข้าวดีที่คนยังบริโภคได้ไปประมูลขายเข้าสู่อุตสาหกรรมเป็นอาหารสัตว์ ตามที่ดิฉันได้เคยร้องขอต่อศาลให้เผชิญสืบในเรื่องนี้แล้ว

ดิฉันจึงขอความเมตตาที่ศาลจะไม่รับฟังผลการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพข้าว ที่โจทก์อ้างเป็นพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายหลังนอกเหนือจากสำนวน ป.ป.ช. ด้วย

มีการอ้างเรื่อง การสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อใช้เป็นพยานเอกสาร ไว้ล่วงหน้านานหลายเดือน ทั้งๆ ที่การสอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2558 จึงมีข้อพิรุธเสมือนโจทก์รู้ผลการสอบสวนล่วงหน้าว่าจะเป็นประโยชน์กับโจทก์ ในการที่จะนำมาเป็นหลักฐาน กล่าวอ้างเรื่องความเสียหายกับดิฉัน ซึ่งข้อพิรุธและความไม่เป็นธรรมนี้สอดคล้องกับข้อสั่งการของหัวหน้า คสช. ในฐานะประธาน นบข. ที่มีต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด ที่สอบสวนเรียกค่าเสียหายต่อดิฉันว่า “โดยไม่ต้องพิจารณาประเด็นยุติธรรม” ปรากฏตามรายงานการประชุม นบข. ครั้งที่ 3/2558 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558

เรื่อง การทุจริตในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ในคดีที่กล่าวหาบุคคลอื่น ซึ่งมีการชี้มูลความผิดหลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดดิฉันแล้วนำพยานเอกสารกว่า 60,000 แผ่นในคดีดังกล่าว มาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีของดิฉันทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรีเสมือนจะทำให้เห็นว่าดิฉันมีความเกี่ยวพันกับความไม่ถูกต้อง

ถือเป็นการสร้างเรื่องและการเพิ่มพยานหลักฐานใหม่โดยมิชอบในลักษณะเอาตัวดิฉันมาดำเนินคดีไว้ก่อนแล้วค่อยหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นศาลภายหลัง นอกจากจะไม่เป็นธรรมแล้วถือเป็นการชี้นำการพิจารณาคดีของศาลและต่อสังคมว่าดิฉันเป็นผู้ผิดและต้องรับผิดชอบในความเสียหายทั้งๆ ที่คดีอาญายังไม่สิ้นสุด

โดยรัฐบาลปัจจุบันได้ใช้อำนาจฝ่ายบริหารราวกับเป็นฝ่ายตุลาการเสียเองด้วยการออกคำสั่ง ทางปกครองสั่งให้ดิฉันชดใช้ค่าเสียหายถึง 35,000 แต่เพียงผู้เดียว ใช้อำนาจของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยมิชอบและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับดังกล่าวและเมื่อวันอังคารที่ 18 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 สั่งให้กรมบังคับคดียึดและถอนเงินในบัญชีธนาคารของดิฉันไปหมดแล้วถือเป็นการชี้นำสังคมให้เข้าใจดิฉันผิดเสมือนชี้นำคดีอย่างไม่เป็นธรรม

และดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครที่ดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประเทศ แล้วถูกกระทำเช่นนี้มาก่อนต้องถูกยึดทรัพย์ก่อน ทั้ง ๆ ที่คดีอาญายังไม่ได้ตัดสินซึ่งขัดกับหลักยุติธรรมสากลและรัฐธรรมนูญฯ 2560 มาตรา 29 ที่ระบุว่า “...ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้...”

ดิฉันว่าคงไม่มีใครที่ต้องรับชะตากรรมที่หนักหนาและไม่เป็นธรรมมากเท่ากับดิฉันอีกแล้ว และคงไม่มีผู้นำคนใดที่จะกล้านำนโยบายมาดำเนินการเพื่อประชาชนอีกต่อไปค่ะ

ดิฉันขอกราบเรียนว่าจากการชี้มูลความผิด และการฟ้องคดีของโจทก์ด้วยเอกสารเพียงไม่กี่ร้อยแผ่นในคดีของดิฉันกลับมีเอกสารที่โจทก์นำมาเพิ่มขึ้นใหม่ในชั้นศาลถึง 60,000 กว่าแผ่น จึงมิใช่เป็นการเพิ่มเติมพยานตามสมควรแล้ว แต่กลับเป็นการเพิ่มเติมพยานหลักฐาน โดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

เพราะรัฐธรรมนูญฯ 2560 มาตรา 235 วรรค 6 ที่บังคับใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ได้บัญญัติเป็นเงื่อนไขไม่ให้ ไต่สวนเพิ่มเติมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ หากไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมอันขัดหรือแย้งต่อกฎหมายที่ศาลใช้ในการพิจารณาคดี ดิฉันจึงเห็นโดยสุจริตในฐานะของคนที่ตกเป็นจำเลย และควรจะได้รับสิทธิ์ในการดำเนินคดีว่าการพิจารณาพิพากษาคดีควรสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฯ 2560 ที่บังคับใช้แล้ว

ด้วยความเคารพต่อศาล ดิฉันมีความจำเป็นต้องกล่าวไว้ ณ ที่นี้ แม้ว่าดิฉันได้ยื่นคำร้องต่อศาลนี้ถึง 3 ครั้ง เพื่อโต้แย้งและร้องขอสิทธิ์ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่จำเลยในคดีอาญาต้องได้รับ ในการที่จะขอให้ศาลส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 212 แต่ศาลได้ยกคำร้องของดิฉัน ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีโอกาสวินิจฉัยสิทธิ์ของจำเลยที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ทำให้ดิฉันมีข้อสงสัยว่าจะยึดสำนวน ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายกำหนดหรือยึดหลักฐานใหม่กว่า 60,000 แผ่น นอกสำนวน ป.ป.ช. อย่างไรก็ตามดิฉันขอวิงวอนต่อศาลที่เคารพได้โปรดอำนวยความยุติธรรม โดยมิต้องพิจารณาเอกสารกว่า 60,000 แผ่น ที่โจทก์เพิ่มเข้ามาในสำนวนเพื่อเป็นผลร้ายต่อดิฉัน

เรื่องที่ 2 นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และดำเนินการตามกฎหมาย

ข้อกล่าวหาของโจทก์ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายซึ่งมีประเด็นที่ดิฉัน ขอแก้ข้อกล่าวหาและขอความเป็นธรรม ดังนี้
โครงการรับจำนำข้าวคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ และมีหลักการทางเศรษฐศาสตร์รองรับ การกำหนดนโยบายเป็นการดำเนินการต่อยอดโครงการรับจำนำข้าวในอดีต ที่ดำเนินการมาแล้วกว่า 30 ปี

การกำหนดราคาข้าวเปลือกเจ้า ที่ราคา 15,000 บาท ที่ความชื้นไม่เกิน 15 % คณะรัฐมนตรีมีเจตนาดำเนินโครงการ เพื่อทำให้ราคาข้าวเปลือกในตลาดสูงขึ้น และแก้ปัญหาหนี้สินของชาวนา ที่เรื้อรังยาวนานมาหลายสิบปี จึงมิใช่การดำเนินนโยบายเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้ใดผู้หนึ่งตามที่กล่าวหาแต่เป็นการยกระดับรายได้ของชาวนา จำนวนกว่า 15 ล้านคน หรือกว่า 23% ของประชากรทั้งประเทศให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ด้วยรายได้ที่เทียบเคียงกับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยเม็ดเงินที่หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

โครงการรับจำนำข้าวได้ถูกพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจทั้งในระดับรากหญ้าและระดับมหภาคมิได้ทำให้เกิดความเสียหาย ดิฉันจึงได้มุ่งมั่นตั้งใจที่จะดำเนินโครงการให้ประสบความสำเร็จนโยบายรับจำนำข้าวเป็นการดำเนินนโยบายโดยสุจริตถูกต้องตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 84 (8) กำหนดไว้ให้รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ให้แก่ชาวนา กล่าวคือ
ชาวนาเป็นผู้ผลิตแต่ไม่สามารถกำหนดราคาได้กลับถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลางมาโดยตลอด จึงต้องกำหนดราคารับจำนำที่ 15,000 บาท ที่ความชื้นไม่เกิน 15% เพื่อยกระดับราคาข้าวให้สูงขึ้นทั้งตลาด ซึ่งจะส่งผลให้คนที่เข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมโครงการได้รับประโยชน์ด้วย อีกทั้งยังเป็นการยกระดับรายได้ของชาวนาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

ดังนั้น เรื่องที่กล่าวหาว่าคณะรัฐมนตรีกำหนดราคารับจำนำข้าวสูงกว่าราคาตลาด และขายในราคาที่ต่ำกว่าราคารับจำนำนั้น

ดิฉันขอยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการกำหนดนโยบายที่ผิดพลาด และเกิดความเสียหายตามที่โจทก์กล่าวหาแต่อย่างใด เพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังกำไรกับชาวนา แต่เป็นการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตราบใดที่ประชากรยังมีความยากจน จึงเป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาลที่จะต้องดูแล ซึ่งไม่ต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ก็ยังต้องมีนโยบายหรือมาตรการในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

เป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา อันมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตามตามรัฐธรรมนูญ ฯ 2550 มาตรา 75 มาตรา 176 และมาตรา 178 ซึ่งโจทก์เองก็ยอมรับในคำฟ้องว่าดิฉันมีอำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ

เป็นการดำเนินการตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2555 ถึง 2558 ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและกฎหมายมีสภาพบังคับให้ดิฉันและคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติตาม
ดังนั้น การดำเนินการตามโครงการรับจำนำข้าวจึงไม่ใช่การปฏิบัติราชการ ที่ขัดต่อนโยบาย หรือขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี

เรื่องที่ 3 ดิฉันไม่ได้เพิกเฉย ละเลย และไม่มีอำนาจระงับยับยั้งโครงการตามอำเภอใจ

กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการบริหารนโยบายรับจำนำข้าวเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรี ดังนี้
การดำเนินโครงการเมื่อเป็นการดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายไม่อาจดำเนินการหรือสั่งการได้โดยลำพัง จึงได้กำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ และวิธีการ ในการดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการเพื่อ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ เพราะการดำเนินโครงการ มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวง กรม ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจต่างๆ จำนวนมาก อีกทั้งเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบที่มีอยู่หลายฉบับ ที่ดิฉันเองในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้โดยลำพัง

ดิฉันจึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ โดยเฉพาะงานแต่ละด้าน กว่า 13 คณะ เพื่อ “การบูรณาการ” ในการร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรการ หลักเกณฑ์ วิธีปฏิบัติ แผนงานในการขับเคลื่อนให้หน่วยราชการเห็นชอบ ซึ่งรวมถึงหน่วยงานหลักที่สำคัญ และมีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่แล้ว เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานปฏิบัติอย่างระดับกระทรวง กรม ล้วนไม่เคยมีข้อท้วงติงหรือให้ยุติหรือระงับยับยั้งโครงการ

การบริหารโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปภายใต้ “ข้อจำกัดของการใช้อำนาจ” เพราะทุกหน่วยงานในระบบราชการบูรณาการการทำงาน โดยมีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพหลัก รวมทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ คณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการกว่า 13 คณะ อันเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายและตามสายงานการบังคับบัญชาที่มีอยู่ เพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน
ดิฉันได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งด้วยการกำหนดให้มีแนวทางในการป้องกันการทุจริต และป้องกันความเสียหายที่ดิฉันได้ให้นโยบายและสั่งการในที่ประชุม กขช. ครั้งแรก ก่อนเริ่มดำเนินโครงการให้กับคณะทำงานและฝ่ายปฏิบัติว่า “ให้เคร่งครัดในเรื่องกระบวนการของข้าวให้เกิดความสุจริต โปร่งใส และสั่งการให้มีการบูรณาการและปรับปรุงระบบกระบวนการรับจำนำข้าวให้เกิดความสุจริตและโปร่งใส นำความชอบธรรมและความชัดเจนกับทุกหน่วยงาน และเน้นย้ำว่าการดำเนินงานในส่วนที่ผ่านมามีสิ่งใดคงค้างให้นำมาปรับปรุงและแก้ไขให้เสร็จสิ้น ให้มีการดูแลในเรื่องการทุจริตไม่ให้เกิดขึ้น” ซึ่งศาลที่เคารพสามารถตรวจสอบได้จากรายงานการประชุม กขช. ครั้งที่ 1/2554

ดังนั้นเมื่อเริ่มดำเนินการก็มีการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการให้เกิดการคานอำนาจและถ่วงดุลมีการติดตามตรวจสอบตามระเบียบของการบริหารราชการแผ่นดินอันเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีทำแผนงาน โครงการตามเป้าหมายจึงไม่สามารถที่จะยกเลิก และเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจในลักษณะที่นึกจะทำก็ทำหรือนึกจะเลิกก็เลิก เพราะที่มาของโครงการฯ ก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายผูกพันให้ต้องปฏิบัติ

ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติอนุมัติอย่างหนึ่งอย่างใดในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ภายใต้หลักการถ่วงดุลตามที่กล่าวมาและในการประชุม กขช. ครั้งแรก ดิฉันก็ได้ให้นโยบายและมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ ดังนั้นการประชุมคณะกรรมการ กขช. ในครั้งต่อ ๆ มา

ดิฉันในฐานะประธาน กขช. ไม่ได้ละเลยและไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะดิฉันได้มอบหมายให้บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบเป็นประธานในการประชุม กขช. แต่ละครั้ง เพราะจะใกล้ชิดติดตามงานได้ดีกว่าดิฉันที่มีภารกิจอีกมากมาย หากมีประเด็นพิจารณาใดย่อมเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่จะมารายงานต่อคณะรัฐมนตรีและดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

ดิฉันขอกราบเรียนว่า ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีมีความรับผิดชอบร่วมกัน แต่โจทก์เข้าใจผิดว่านายกรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มในมือคนๆ เดียว และจะใช้อำนาจอย่างไรก็ได้ดิฉันขอเรียนว่า แม้ดิฉันเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ในการปฏิบัติงาน กระทรวงและส่วนราชการที่ปฏิบัติงานร่วมกับคณะกรรมการ กขช. และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายของแต่ละฝ่ายกำกับไว้อยู่แล้วดิฉันจึงไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ และไม่อาจกระทำการใด ๆ ที่จะไปล้วงลูกสั่งการ หรือชี้นำในระดับปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ของผู้หนึ่งผู้ใด

แม้กระทั่งผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันก็คงเข้าใจถึงข้อจำกัดนี้ดี จึงต้องการอำนาจพิเศษ คือ มาตรา 44 ในการสั่งงาน บริหารราชการแผ่นดินที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างรัฐบาลของดิฉันไม่สามารถทำได้

เรื่องที่ 4 การไม่ระงับยับยั้งโครงการ เนื่องจากโครงการมีประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายตามฟ้อง

การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแต่โครงการมีความคุ้มค่าไม่เป็นภาระต่องบประมาณที่เกินสมควรหรือเป็นปัญหาต่อหนี้สาธารณะตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่เสียวินัยการเงินและการคลังของประเทศจนกระทั่งต้องระงับหรือยุติโครงการ

ดิฉันขอเรียนว่า การดำเนินโครงการมีประโยชน์และมีความคุ้มค่าต่อการดำเนินภารกิจภาครัฐ ตามที่กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินความคุ้มค่าที่ต้องไม่คำนึงเฉพาะรายจ่ายหรือประโยชน์ที่คำนวณเป็นตัวเงินได้เฉพาะของโครงการเท่านั้นแต่ต้องพิจารณาถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและประโยชน์อื่น ๆ โดยรวมที่สังคมได้รับจากโครงการนั้นด้วย
เพราะภารกิจของภาครัฐมิใช่กระทำเพื่อแสวงหากำไร แต่เป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ตามที่กำหนดไว้ในแผนการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งถือเป็นเรื่องสาระสำคัญที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และโจทก์ มิได้พิจารณาถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศและประโยชน์อื่นๆ ของโครงการและไม่สามารถหักล้างพยานของดิฉันว่าโครงการมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจทั้งที่คำนวณเป็นตัวเงินได้และประโยชน์อื่นๆ ดังนี้

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2556 คณะกรรมการ กขช. ได้มีการรายงานประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินโครงการทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาลผลิต 2554/55 และฤดูกาลผลิต 2555 รวม 394,788 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าตัวเลขที่คณะอนุกรรมการปิดบัญชีฯ อ้างว่าขาดทุนทางบัญชี 220,969 ล้านบาท อยู่ที่ 173,819 ล้านบาท

วันที่ 18 มิถุนายน 2556 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่รายงานตรงถึงดิฉันยืนยันว่าโครงการสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวนาเพิ่มขึ้น และระบุว่า มีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการรับจำนำข้าวจนถึงปี 2558 ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับตัวและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้เข้มแข็งเพียงพอ

โครงการรับจำนำข้าวได้สร้างความมั่นคงทางรายได้และสร้างความพึงพอใจให้กับเกษตรกร ตามที่คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายไว้จริงมีหลักฐานปรากฏตามรายงานวิจัยของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ได้ประเมินโครงการไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2555 และผลการสำรวจของ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556

ผลการวิจัยของคณะวิจัยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง จากข้อมูลเชิงประจักษ์พบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกตลอด 5 ฤดูกาลผลิต ทำให้เศรษฐกิจในภาพรวม ขยายตัว 3.726 รอบ หรือมีมูลค่าผลรวมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 1,088,697 ล้านบาท หรือมากกว่าค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปและงบประมาณที่ต้องชดเชยในโครงการจากพยานหลักฐานและตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงความคุ้มค่าของโครงการอย่างชัดเจน

ในระหว่างการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวทำให้เกิดกำลังซื้อในภาคครัวเรือนมากขึ้นส่งผลให้รัฐสามารถจัดเก็บภาษีต่างๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาษีมูลค่าเพิ่มปรากฏตามหลักฐานที่ได้อ้างต่อศาลแล้ว

กราบเรียนองค์คณะผู้พิพากษาที่เคารพ
ดิฉันขอกราบเรียนว่าแม้รายงานของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ครั้งที่ 3 ที่อ้างผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวแต่คณะกรรมการ กขช. และคณะรัฐมนตรีในขณะนั้นก็ได้รับทราบถึงประโยชน์ความคุ้มค่าและความจำเป็นในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตามที่กล่าวมาจึงไม่มีการเสนอให้ดิฉันยุติหรือระงับยับยั้งโครงการ

นอกจากนี้ ปรากฏหลักฐานสำคัญจากคำเบิกความของนางสาวสุภา ปิยะจิตติ พยานโจทก์ผู้ทำหน้าที่จัดทำรายงานดังกล่าวรับต่อศาลว่า “ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจที่ไม่เป็นตัวเงิน และผลประโยชน์ที่เป็นทางอ้อมไม่ใช่หน้าที่ของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีแต่เป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์” ซึ่งสภาพัฒน์ก็มีความเห็นเสนอต่อดิฉันและคณะรัฐมนตรีว่าโครงการสามารถทำให้ชาวนามีรายได้ที่สูงขึ้น และมีความจำเป็นต้องดำเนินโครงการจนถึงปี 2558 ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

การดำเนินโครงการเป็นไปตามกรอบกฎหมายและกรอบเพดานหนี้สาธารณะ จากคำเบิกความของนางสาว ศิรสา กันต์พิทยา เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง พยานโจทก์ที่ให้การในชั้น ป.ป.ช. และเบิกความในชั้นศาล ยืนยันว่า “การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวตลอด 5 ฤดูกาลผลิตเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติและกรอบเพดานหนี้สาธารณะ” รวมทั้งเอกสารแผนการบริหารหนี้สาธารณะที่คำนวณสัดส่วนหนี้สาธารณะ ต่อ GDP และสัดส่วนภาระหนี้ต่องบประมาณ ว่าเป็นไปตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังอย่างเข้มงวด

นอกจากนี้การใช้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นไปตามกรอบเงินทุนหมุนเวียนที่คณะรัฐมนตรีกำหนด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญ คือ

ก่อนหน้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่รัฐบาลดิฉันพ้นหน้าที่กระทรวงการคลังได้รายงานสถานะเงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธ.ก.ส. เป็นไปตามกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยยังคงเหลือ 13,244 ล้านบาท ส่วนเงินทุน ธ.ก.ส. ยังคงเหลืออยู่อีก 22,951 ล้านบาท ปรากฏตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2557

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 กระทรวงการคลังได้รายงานต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นรัฐบาลปัจจุบันโดยยืนยันว่าสถานะหนี้คงค้างจากการดำเนินโครงการรับจำนำผลผลิตทางการเกษตร ปีการผลิต 2554/55 ถึง ปีการผลิต 2556/57 ทั้งในส่วนเงินกู้ ที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและเงินทุน ธ.ก.ส. อยู่ภายในกรอบวงเงินที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

ในขณะดำเนินคดีโจทก์ได้มีหนังสือถึงสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะสอบถามถึงการใช้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน ซึ่งโจทก์ได้รับการยืนยันถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 และเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ว่า การใช้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน ยังคงอยู่ในกรอบตามที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 เช่นกัน

อีกทั้ง นายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ฝ่ายนโยบายรัฐพยานโจทก์ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงได้เบิกความยืนยันต่อศาลว่าในส่วนเงินทุน ธ.ก.ส. จำนวน 90,000 ล้านบาท ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีทุกประการ

ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า โครงการรับจำนำข้าวมีประโยชน์ มีความคุ้มค่า
การดำเนินโครงการ ยังเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติ เป็นไปตามกรอบเพดานหนี้สาธารณะและรักษาวินัยการเงินการคลัง ไม่มีหน่วยงานใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินโครงการเสนอต่อดิฉันและคณะรัฐมนตรีให้ยุติหรือระงับยับยั้งการดำเนินโครงการ เนื่องจากการดำเนินโครงการไม่ขัดต่อนโยบายมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมาย ดังนั้น จะให้ดิฉันใช้อำนาจนายกรัฐมนตรียุติหรือระงับยับยั้งโครงการได้อย่างไร

เรื่องที่ 5 ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหรือโดยทุจริตตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาหรือ มาตรา 123/1 พ.ร.บ. ป.ป.ช.

ในกรณีที่ ป.ป.ช. และ สตง. มีหนังสือท้วงติงมายังรัฐบาลเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวไม่มีภารกิจและหน้าที่ตามกฎหมายที่จะสั่งให้ฝ่ายบริหารยับยั้ง การดำเนินนโยบายสาธารณะ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภานอกจากนั้น สตง. และ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการและยังใช้ข้อมูลจากการเสนอข่าว โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องซึ่งไม่มีกฎหมาย ใด ๆ บังคับให้ฝ่ายบริหารต้องยับยั้งโครงการตามหนังสือของ 2 หน่วยงานดังกล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะนายกรัฐมนตรีผู้กำกับดูแลให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา ดิฉันไม่เคยละเลยเพิกเฉยในการกำกับและติดตามการปฏิบัติตามนโยบาย ที่ ป.ป.ช. สตง. และหน่วยงานอื่นท้วงติง ดิฉันไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ดิฉันขอกราบเรียน ดังนี้

ข้อท้วงติงและข้อเสนอแนะ จาก สตง. และ ป.ป.ช. ที่ได้นำรายงานวิจัยของ TDRI เกี่ยวกับข้อมูลการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในอดีตและเสนอต่อดิฉันให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว และนำนโยบายประกันราคาข้าวมาใช้ดำเนินการนั้น ดิฉันเห็นว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจดิฉันในฐานะนายกรัฐมนตรียับยั้งโครงการที่ไม่ขัดต่อนโยบายหรือมติคณะรัฐมนตรีไว้และการที่จะให้ดิฉันนำนโยบายประกันราคาข้าวที่เป็นนโยบายของ TDRI และพรรคฝ่ายค้านมาดำเนินการนั้นเป็นเรื่องที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ดีปรากฏจากคำเบิกความของนายนิพนธ์ฯ นักวิชาการ TDRI ก็ยอมรับต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาว่า “มีความขมขื่นและจะไม่เสนอนโยบายประกันรายได้อีกต่อไปแล้ว” ดังนั้นการเห็นต่างใ

ที่อยู่

71/280 หมู่10 ต ต้นโพธิ์ อ เมือง จ สิงห์บุรี
สิงห์บุรี
16000

เบอร์โทรศัพท์

+66 81 852 6124

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Public Paisal Lawyer Officerผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์